
ยกธงเชียร์รัฐจัดการล้างหนี้-กวาดมาเฟียทำนาบนหลังคน
ยกธงเชียร์รัฐจัดการล้างหนี้-กวาดมาเฟียทำนาบนหลังคน : คอลัมน์... กวาดบ้านกวาดเมือง โดย... ลมใต้ปี
รายการศาสตร์พระราชา ทุกคืนวันศุกร์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พูดเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ฟัง พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงเรื่องแก้ปัญหาหนี้ทั้งโครงสร้างและดูผลการปฏิบัติงานใน 4 ปีที่ผ่านมา ต้องบอกว่าเป็นรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาหนี้ของประชาชนมากกว่ารัฐบาลก่อนๆ
เริ่มจากเข้ามากวาดล้างผู้มีอิทธิพล หวย-บ่อน-ซ่อง-นายทุนเงินกู้นอกระบบ และธุรกิจใต้ดิน ซึ่งทั้งหมดเป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดหนี้ของประชาชนในระดับรากหญ้า แต่ต่างกับหนี้ของเศรษฐีที่ทำโครงการแล้วเจ๊ง
ช่วงปีแรกจะเห็นได้ว่าบรรดาผู้มีอิทธิพล-เจ้ามือหวย-บ่อน ถูกเรียกมาปรับทัศนคติและคุมตัวไว้จนกว่าจะสำนึกกลับมาใช้ชีวิตปกติ และสัญญาว่าจะเลิกธุรกิจใต้ดิน คสช.จึงจะปล่อยกลับบ้านเพื่อให้กลับเนื้อกลับตัว ไม่ไปก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่สังคมอีก
แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะล่วงมา 2-3 ปี ทั้งผู้มีอิทธิพลหน้าเดิมและผู้มีอิทธิพลหน้าเก่า กำเริบฟื้นตัวโดยการเปิดบ่อน-ปล่อยเงินกู้รอบใหม่และดูรุนแรงกว่าเดิม
ปฏิบัติการเอาจริงเอาจังปิดเมืองอุดรธานีของ “บิ๊กโจ๊ก” (หวานเจี๊ยบ) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ว่าที่ผู้บัญชาการตัวจริง) ปราบปรามนายทุนเงินกู้หน้าเลือดในเมืองอุดร ที่ทั้งคิดดอกเบี้ยโหดร้อยละ 15 ต่อเดือน และทำสัญญาฉ้อฉลยึดที่ดินของประชาชนจึงได้รับการแซ่ซ้องจากประชาชนโดยทั่วไป
แม้ว่าโดยหน้าที่ตามตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจเมืองเที่ยวจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเรื่องการปราบปรามมาเฟีย แต่ผลงานที่ทำให้แก้ความเดือดร้อนของประชาชนดีกว่านายตำรวจที่มีหน้าที่โดยตรงแต่กลับวางเฉย ปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลข่มเหงประชาชน และเป็นที่รู้กันว่างานปฏิบัติการพิเศษหลายกรณีทั้งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ และรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ เลือกใช้ “บิ๊กโจ๊ก” มากกว่า เพราะผลลัพธ์ออกมา “ได้เรื่อง” มากกว่าการใช้นายตำรวจอื่น ดังนั้นการทำมากกว่าหน้าที่ตนของ “บิ๊กโจ๊ก” จึงเป็นที่ยอมรับ
“บิ๊กโจ๊ก” ยังประกาศว่าการปิดเมืองอุดรล้างนายทุนเงินกู้เป็นแค่ตัวอย่าง และขอให้นายทุนเงินกู้อื่นที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนเลิกเสียมิฉะนั้นจะโดนเหมือนที่อุดรธานี อันนี้ต้องยกธงเชียร์ “บิ๊กโจ๊ก” เต็มที่ ซึ่งสอดคล้องกับที่นายรัฐมนตรีประกาศในเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ และจัดการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในระบบให้ประชาชนหลุดพ้นจากความเดือดร้อนนี้
เราเห็นแนวทางเพิ่มจากคำประกาศแนวคิดพักหนี้เกษตรกรที่เป็นหนี้ในระบบของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ประกาศในการปฐกถาพิเศษ การสัมมนาของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จะผลักดันเรื่องการพักหนี้ในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างหนี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจน-คนรวย แม้ว่าจะใช้เงินราว 5-8 พันล้านบาทในโครงการนี้ แต่ก็ควรเชียร์ให้ทำ
ในอดีตที่ผ่านมาเราทุ่มงบประมาณมหาศาลจนมิอาจคำนวณได้ในการกระตุ้นคนรวย (ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในสังคม) ให้มีโอกาสและรวยขึ้นกว่าเดิมมหาศาล ถ้าจะเสียงบประมาณในการหันมาช่วยคนจนได้ก็ทำเถิด คุณอภิศักดิ์อย่าไปสนใจคนนินทา เพราะความตั้งใจเพื่อส่วนรวมจะเป็นเกราะคุ้มกันในการทำงานให้ท่านเอง
ส่วนหนี้ครูที่คิด “ชักดาบ” กัน (ครูส่วนน้อย) เวลานี้คนทั้งสังคมเห็นตรงกันแล้วว่า “มีหนี้ก็ต้องใช้” อย่าไปเอาเยี่ยงอย่าง นักธุรกิจหลายคนที่ชอบล้มบนฟูก แต่คนในรัฐบาลต้องไปคิดปรับโครงสร้างหนี้ครูอย่างเป็นระบบ พร้อมตรวจสอบโครงการกู้หนี้ ชพค. ขอใครมาดูใหม่ เพราะมีข่าวว่าการเกิดขึ้นของโครงการนี้มีการฮั้วกันจริงทั้งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ-บริษัทประกันภัยชื่อดัง และองค์กรครู ที่คนเริ่มโครงการของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและบริษัทประกันภัยชื่อดังในขณะนั้นเป็นคนคนเดียวกัน มีลักษณะ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่จำเป็นต้องให้รัฐมนตรีคลังตรวจสอบเพราะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้งบริษัทประกันภัยและเจ้าของหน่วยงานรัฐวิสหากิจที่จ่ายค่าคอมมิชชั่นให้ผู้บริหารกระทรวงศึกษาฯ ว่ากันว่า 7 ปีมีใต้โต๊ะโครงการปล่อยกู้ครูเฉียดๆ หมื่นล้านบาท
ไหนๆ ทั้งนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.คลัง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ และ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล มีความตั้งใจดีในการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ประชาชนแล้ว ก็ขอให้ช่วยรื้อเรื่องหนี้ครู ลากคอคนกินหัวคิวมาลงโทษด้วยจะดียิ่ง



