
ปรากฏการณ์ "ติดถ้ำหลวง" หลายด้านยังติดหล่ม
ปรากฏการณ์ "ติดถ้ำหลวง" หลายด้านยังติดหล่ม : รายงาน โดย... ขนิษฐา เทพจร
หลังจากเหตุการณ์ช่วยชีวิตเยาวชน 12 คนของทีมหมูป่า อะคาเดมี่ และผู้ช่วยผู้ฝึกสอนอีก 1 คน ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งเข้าไปติดภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ผ่านไปกว่า 15 วัน และล่าสุดนั้น ทีมกู้ภัยลำเลียงเยาวชนออกจากถ้ำได้อย่างปลอดภัย
แต่ระหว่างการกู้ภัย-ช่วยชีวิตนั้น มีหลายประเด็นที่ชวนให้สังคมขบคิด ว่า ภารกิจที่มีเดิมพันเป็นชีวิตคน จำเป็นต้องหาทางช่วยเหลืออย่างไร ขณะเดียวกันการสื่อสารข้อมูลสู่สังคมภายนอก ที่เกาะติดข่าวสาร ควรมีเนื้อหาและขอบเขตของการนำเสนออย่างไร
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวที จุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 14 เรื่อง “วิเคราะห์ปรากฏการณ์ถ้ำหลวงจากหลากมิติ” โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้ความเห็นเพื่อร่วมเรียนรู้จากเหตุการณ์
โดยเริ่มเปิดประเด็นจากนักวิชาการ ที่เป็นหนึ่งในทีมสนับสนุน–วิเคราะห์แนวทางให้ความช่วยเหลือ
“สมบัติ อยู่เมือง" ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภูมิสารสนเทศเพื่อประเทศไทย (จิสไทย) ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะทีมงานเบื้องหลังภารกิจช่วยชีวิต 13 ชีวิตที่ติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน กล่าวว่า การวางแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในถ้ำหลวงที่ยังไม่เคยมีการสำรวจและมีข้อมูลที่ละเอียด ขั้นตอนแรก ต้องศึกษาข้อมูลทั้งลักษณะทางภูมิศาสตร์ รวมถึงข้อมูลจากต่างประเทศที่เป็นเหตุการณ์ใกล้เคียงกับสิ่งที่ประเทศไทยเผชิญ เพื่อกำหนดแผนที่นำไปสู่ความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจพื้นที่และวางแผนช่วยเหลือก่อนหน้านั้นได้ให้ข้อเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ถึงการลำเลียงผู้ประสบภัยออกทางปลายถ้ำเพราะง่ายกว่าการเจาะภูเขาลงไปภายใน เพราะความหนาของชั้นหินของภูเขานั้นมีมากถึง 400-900 เมตร
แต่ภารกิจลำเลียงผู้ประสบเหตุออกทางปลายถ้ำนั้น ยังมีอุปสรรคสำคัญ “อาจารย์สมบัติ” ขยายความว่า เพราะระดับน้ำภายในน้ำ และระยะทาง ที่ทำให้หน่วยกู้ชีพต้องใช้เวลาเข้าและออกจากถ้ำร่วม 10 ชั่วโมง และระหว่างที่อยู่ภายในถ้ำนั้นไม่สามารถสื่อสารได้แบบเรียลไทม์ แต่ข้อมูลที่ได้คือ หลังจากทีมกู้ภัยเข้าถึงจุดที่เป็นศูนย์บัญชาการภายในถ้ำ และอุปสรรคสำคัญที่เพิ่งเจออีกคือ ปริมาณออกซิเจนภายในถ้ำ แม้จะมีทางเลือกอื่นๆ แต่ทั้งหมดต้องเป็นแผนทำงานที่แข่งกับเวลา
“ถือเป็นบทเรียนที่เราต้องเร่งเก็บข้อมูลและจัดทำเป็นแผนรับมือ เพื่อป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ผ่านการจัดทำโรดแม็พการจัดการภัยพิบัติที่สมบูรณ์แบบ ผ่านการยกระดับการศึกษาและความรู้ในหลายๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง ทั้งวิทยาศาสตร์ และแผนที่ทางภูมิศาสตร์ ที่แม่นยำ” ผู้อำนวยการศูนย์จิสไทย ระบุ
ขณะที่บทบาทของการให้ข้อมูล ข่าวสาร ที่ระยะหลังของการปฏิบัติการกู้ภัย-ช่วยชีวิต จะมีการคุมโทน ผ่านการแถลงข่าวจากศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหาย วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย จากฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรง
ยอมรับว่าเป็นการแก้ปัญหาข่าวลวง และข่าวที่เกินกว่าข้อเท็จจริงที่เป็นทางการ ผ่านการรายงานของสังคมออนไลน์–โซเชียลมีเดีย รวมไปถึงบางกรณีที่ “สื่อมวลชนภาคสนาม” รายงานมาจากคำให้สัมภาษณ์ของคนในพื้นที่ที่อาจไม่มีตำแหน่งในศูนย์อำนวยการร่วมฯ
ประเด็นนี้ “พิจิตรา สึคาโมโต้" หัวหน้าภาควิชาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมถอดปรากฏการณ์ของสื่อมวลชนไทย โดยเทียบกับการรายงานเนื้อหาของสำนักข่าวของประเทศญี่ปุ่น อย่างน่าสนใจว่า “สื่อมวลชนไทยเลือกนำเสนอข้อมูลที่เป็นการรายงานข้อมูลด่วน ข่าวด่วน ข่าวเบรกกิ้งนิวส์ แต่ยังขาดรายละเอียดที่เป็นการให้องค์ความรู้แก่ประชาชนที่รอบด้าน”
โดย “อาจารย์พิจิตรา” นำเสนอความเห็นประกอบกับข้อมูลในแง่วิชาการ ว่า สื่อมวลชนเลือกนำเสนอข่าวสารตามที่ประชาชนให้ความสนใจและนิยม กล่าวคือ จากการนำเสนอข่าว พบว่าประเด็นที่ประชาชนติดตามและสนใจเนื้อหามากที่สุด คือ ข่าวด้านความเชื่อ ความรู้สึก หรือสิ่งเร้นลับมากกว่าข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงทางวิชาการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของสังคม เป็นมุ่งแสวงหาฮีโร่, ค้นหาแพะ และเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องเหนือธรรมชาติ ทำให้การเลือกนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนไทยจึงเลือกทำแบบติดตามสถานการณ์ เหตุการณ์เฉพาะหน้า ทำให้กลายเป็นคำถามต่อบทบาทดังกล่าวจะทำหน้าที่เพียงแค่เป็น กระจกสะท้อนสังคมหรือเป็น “ตะเกียงส่องทางให้ความรู้แก่สังคม”
“เข้าใจว่าการทำงานของสื่อมวลชนมีความยาก เพราะต้องแข่งกับสื่อโซเชียลมีเดีย ที่เผยแพร่และส่งต่ออย่างรวดเร็ว แต่หน้าที่ของสื่อมวลชนในช่วงวิกฤติจริงๆ คือสร้างความเข้าใจให้แก่สังคม รวมถึงให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน เมื่อเทียบกับการทำงานของสื่อต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่นำเสนอข่าวเยาวชนติดถ้ำที่เป็นแบบร้อยเรื่อง และนำเสนอข้อความที่ย้ำถึงการขอบคุณ และความเข้มแข็ง เพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ที่ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ รวมถึงเล่าเรื่องอย่างรอบด้าน จากข้อมูลด้านความนิยมของประชาชนพบว่ามียอดรับชมจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าการนำเสนอข่าวเร็วที่สุดไม่ใช่ผู้ชนะในเกมนี้ แต่คือการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน” พิจิตรา กล่าว
ขณะที่มุมมองที่สะท้อนปรากฏการณ์ของคนเสพข่าวจากโซเชียลมีเดีย โดย “เจษฎา เด่นดวงบริพันธุ์" อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถอดบทเรียนได้ว่า 1.เมื่อเกิดเหตุวิกฤติ หรือภัยพิบัติ ควรกันคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกจากพื้นที่ เพราะกรณีที่เยาวชนหายไปในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน แม้จะประกาศปิดพื้นที่ แต่ยังมีชาวบ้านเข้าไปในพื้นที่และนำร่างทรงไปทำพิธีตามความเชื่อ ทำให้มีผลกระทบทางด้านจิตใจ, 2.อย่านำเสนอข่าวสารโดยมุ่งไปที่ความคาดหวังกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งที่การช่วยผู้ประสบภัยดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากเทคโนโลยีที่มีร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่วางแผนปฏิบัติการ และ 3.ต้องปรับปรุงข้อมูลข่าวสาร การแจ้งเตือนที่ทันสมัย และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จากกรณีที่สังคมออนไลน์เผยแพร่ป้ายหน้าถ้ำหลวง ระบุช่วงเวลาห้ามเข้าคือ เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน แต่เยาวชนที่เข้าไปในถ้ำ คือ เดือนมิถุนายน ดังนั้นสิ่งที่ต้องร่วมเรียนรู้คือ การพิจารณาปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ ทำให้ระดับน้ำในถ้ำท่วมสูงก่อนที่จะประกาศงดเข้าพื้นที่
กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีสิ่งที่นักวิชาการจากเวทีนี้ไม่ได้พูดถึงคือ ความร่วมมือร่วมใจของหลายภาคส่วนที่ทำให้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ และกลายเป็นแผนปฏิบัติการนำร่องที่อีกหลายประเทศอาจนำไปใช้เมื่อเจอวิกฤติลักษณะเดียวกัน ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมาจากการนำเสนอและรายงานข่าวสารข้อมูลของ “สื่อมวลชน”



