
หมูป่ากับหงส์ดำ : บทเรียนสอนโลก
หมูป่ากับหงส์ดำ : บทเรียนสอนโลก : รายงาน โดย...พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เขี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร
วันที่ 23 มิถุนายน 2561 ทีมฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี่ เดินตามกันเข้าถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เหมือนเช่นที่เคยผ่านมา ดูเหมือนว่าในวันนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่หน้าถ้ำยังคงดูเป็นปกติ พวกเขารู้ว่าถ้ำแห่งนี้คือสถานที่ที่ปลอดภัยเพราะหลายคนเคยเหยียบถ้ำแห่งนี้มาแล้วและกลับออกไปโดยไม่เจ็บตัวแม้แต่น้อย พวกเขาอาจไม่เคยรู้ว่าถ้ำแห่งนี้สามารถเกิดน้ำท่วมได้เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนและอาจไม่เคยได้ยินว่าถ้ำนี้เป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือเคยมีใครติดอยู่ในถ้ำมาก่อน ที่สำคัญคือพวกเขาคงเห็นว่าทางเข้าถ้ำยังคงเปิดต้อนรับเหมือนเช่นเคย
ทีมหมูป่าจึงสรุปจากประสบการณ์ในอดีตและสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าว่า ทุกอย่างในถ้ำน่าจะเป็นปกติเหมือนเมื่อวันก่อนหรือเดือนก่อน ในทำนองเดียวกันหากพวกเราอยู่ในสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับทีมหมูป่าเราก็คงได้ข้อสรุปเช่นเดียวกับพวกเขาและเดินเข้าถ้ำไปอย่างไม่ลังเลใจเหมือนกัน เพราะไม่ว่าทีมหมูป่าหรือมนุษย์นอกถ้ำอย่างพวกเราคือมนุษย์ที่ถูกฝึกมาเพื่อใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่ซ้ำๆ ภายใต้ความเป็นปกติด้วยความรู้ในระดับหนึ่งเท่าที่มนุษย์จะไขว่คว้าได้จากโลกนี้มาได้
ความเชื่อของคนโดยทั่วไปหรือแม้แต่ทีมหมูป่าไม่ได้แตกต่างจากบทสรุปของชาวยุโรปสมัยก่อนที่เคยเชื่อว่าหงส์นั้นต้องมีสีขาวเสมอและเป็นข้อสรุปที่ตกทอดมาหลายชั่วอายุคนเพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาได้รับจากประสบการณ์ที่ถ่ายทอดมาจากการพบเห็นหงส์ขาวในดินแดนอันจำกัดของตัวเองเท่านั้น ต่อเมื่อมีผู้เดินทางไปไกลถึงออสเตรเลียจึงได้พบว่าความเชื่อที่ว่าหงส์มีเฉพาะสีขาวนั้นไม่เป็นความจริง เพราะที่ออสเตรเลียนั้นมีหงส์ดำด้วย ในที่สุดทฤษฎีที่เชื่อว่าหงส์มีสีขาวจึงต้องถูกฉีกทิ้งไป เพราะสิ่งที่เชื่อกันมาอย่างยาวนานนั้นเป็นความเชื่อบนความรู้อันเปราะบางและคับแคบของมนุษย์ในยุคนั้นและกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า “ปรากฏการณ์หงส์ดำ” (Black Swan Event) ในเวลาต่อมา
ทีมหมูป่าตัวเล็กๆ กำลังเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่พวกเขาไม่คุ้นเคยมาก่อน เพราะภาพของถ้ำหลวงในวันก่อนๆ ที่เปรียบเสมือนหงส์ขาวอันคุ้นเคยนั้นไม่ได้เป็นความจริงอีกต่อไป เพราะทันทีที่กระแสน้ำอันเชี่ยวกรากไหลบ่าเข้าท่วมถ้ำจนทำให้พวกเขาต้องถอยร่นไปอยู่บนเนินอันขรุขระแหลมคมนั้น ทำให้พวกเขาค้นพบความจริงในฉับพลันว่าเขากำลังอยู่ในดินแดนของหงส์ดำที่เขาไม่เคยรู้จัก
“ปรากฏการณ์หงส์ดำ” ถูกนำมาใช้อธิบายเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ บนหลักการสามข้อคือ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง เป็นเหตุการณ์ที่ยากที่จะพยากรณ์หรือพยากรณ์โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกว้างขวางทั้งในทางบวกและทางลบ
การติดถ้ำของทีมหมูป่าจึงสอดคล้องกับ “ปรากฏการณ์หงส์ดำ” ในทุกแง่มุม เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน เช่นเดียวกับเหตุการณ์สึนามิที่ภาคใต้หรือน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน
เป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถพยากรณ์หรือคาดการณ์ได้ เพราะการใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ในอดีต ทีมหมูป่าจึงเข้าใจว่าการเข้าถ้ำในครั้งนี้คือเรื่องปกติที่ไม่น่าจะมีภัยร้ายแรงเกิดขึ้น
เป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะทันทีที่คนทั้งประเทศและทั่วโลกได้รับรู้ข่าวทีมหมูป่าติดถ้ำ ต่างก็ทำทุกวิถีทางที่จะนำหมูป่าทีมนี้รอดชีวิตกลับมาให้จงได้ แม้ผลกระทบจากการติดถ้ำครั้งนี้จะไม่เกิดความเสียหายทางทรัพย์สินและชีวิตจำนวนมากเหมือนภัยพิบัติครั้งใหญ่ๆ ของโลก แต่ผลกระทบครั้งนี้คือผลกระทบทางอารมณ์ครั้งใหญ่ที่สุดที่คนทั่วโลกได้แสดงออกร่วมกัน รวมทั้งมีการใช้ทรัพยากรอย่างมากมายและที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้เพื่อช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้
บทเรียนจากปรากฏการณ์หงส์ดำถูกนำมาใช้เพื่อเรียนรู้ถึง “ความไม่รู้” ของมนุษย์เสมอมา เคยเป็นบทเรียนที่ทลายกำแพงความเชื่อที่ว่าโลกแบนของนักปราชญ์โบราณเสียราบคาบด้วยการพิสูจน์ในภายหลังว่าโลกกลมหรือแม้แต่บทเรียนในระยะหลัง จากเหตุการณ์ 911 ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่สหรัฐอเมริกานั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนและไม่สามารถพยากรณ์ได้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ในเวลานั้นซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากมายให้สหรัฐอเมริกาและสะเทือนใจคนทั้งโลก
ปรากฏการณ์หงส์ดำที่ทีมหมูป่ากลุ่มนี้กำลังเผชิญอยู่ ได้ให้บทเรียนแก่โลกอย่างมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งและเป็นการพิสูจน์ความจริงที่ว่า “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” รวมทั้งยังเป็นสิ่งยืนยันด้วยว่าความรู้อันจำกัดของมนุษย์นั้นยังไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติในทุกสถานการณ์โดยไม่มีความสูญเสียได้
เหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ทำให้เราต้องหันกลับมาดูตัวเองอย่างพินิจพิเคราะห์ รวมถึงนำบทเรียนต่างๆ มาเป็นกรณีศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทเรียนที่ได้รับจากการติดถ้ำในครั้งนี้ต้องไม่สูญเปล่า อย่างน้อยที่สุดคนไทยควรจะได้เห็น "ศูนย์ป้องภัยพิบัติแห่งชาติ” เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ อย่างน้อยที่สุดคนไทยต้องได้รับการกระตุ้นเตือนถึงความสำนึกเรื่องความปลอดภัยที่เข้มข้นและอย่างน้อยที่เราสุดควรได้เห็นผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติยืนเคียงคู่กับผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่หรือเป็นผู้นำเมื่อเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติร้ายแรง
สิ่งที่คนไทยต้องตระหนักอยู่เสมอก็คือเหตุการณ์ครั้งนี้อยู่ในสายตาของคนทั้งโลกและหลังจากนี้โลกและคนไทยด้วยกันเองคงต้องจับตาดูต่อไปว่าประเทศไทยจะนำบทเรียนอันมีค่าที่สุดครั้งนี้ไปสานต่อเพื่อให้ประชาชนชาวไทยหรือใครก็ตามที่มาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยมั่นใจได้ว่าพวกเขากำลังอยู่ในประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำจากภัยพิบัติทั้งปวงได้มากน้อยเพียงใด



