คอลัมนิสต์

พลิกวิกฤติติดถ้ำ ตั้ง "ทีมสำรวจถ้ำ" ทั่วไทย

พลิกวิกฤติติดถ้ำ ตั้ง "ทีมสำรวจถ้ำ" ทั่วไทย

07 ก.ค. 2561

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ตั้งทีมศึกษาถ้ำทั้งประเทศ ทั้ง "ถ้าเป็น" และ "ถ้ำตาย" :ชลธิชา รอดกันภัย, อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ ทีมล่าความจริง เนชั่นทีวี 22

ความสำเร็จของปฏิบัติการค้นหา 13 ชีวิตเยาวชนและโค้ชทีมฟุตบอล "หมูป่า อะคาเดมี่ ภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ประสบความสำเร็จกว่าครึ่งทางแล้ว หลังจากนี้อยู่ในจังหวะก้าวของการนำตัวทั้งหมดออกจากถ้ำ กลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว พ่อแม่ และบุคคลอันเป็นที่รัก
 

แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากข่าวดีเรื่องการค้นพบทั้ง 13 ชีวิตซึ่งยังปลอดภัย ก็คือการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส สรุปบทเรียนและจัดทำแผนเผชิญเหตุเพื่อรับมือสถานการณ์ไม่คาดฝัน ตลอดจนป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก 

ผศ.น้อม งามนิสัย นักวิชาการด้านภูมิศาสตร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เสนอว่า อันดับแรกเลยประเทศไทยควรมีหน่วยงานเฉพาะที่รับผิดชอบเรื่องการ "สำรวจถ้ำ" ที่มีอยู่ทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีผู้สำรวจและทำข้อมูลไว้บ้างแล้ว แต่ก็เป็นการสำรวจเฉพาะในประเด็นที่ตัวเองสนใจ อย่างบางคนสนใจเรื่องหิน ก็สำรวจแต่เรื่องหิน ไม่ได้สำรวจเรื่องถ้ำ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการสำรวจที่ไม่ต่อเนื่อง และข้อมูลที่ได้ก็ไม่ถูกนำไปจัดระเบียบให้เป็นระบบ
 
ผศ.น้อม บอกต่อว่า หน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือ กรมทรัพยากรธรณี หรือจะเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอื่นๆ ควรเสนอตัวเป็น "แม่งาน" ในการสำรวจถ้ำทุกถ้ำในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากการถอดพฤติกรรมคนในพื้นที่นั้นๆ ว่ามักเข้าไปส่วนไหนของถ้ำ แล้วสำรวจภูมิประเทศของถ้ำอย่างละเอียด ทั้งลักษณะทางกายภาพของถ้ำ มีกี่ชั้น มีโพรงกี่โพรง ความกว้าง-ความสูงเท่าไร มีแอ่งน้ำ เนินหินกี่จุด ตรงไหนบ้าง ความลึกของถ้ำกี่กิโลเมตร ทางเดินคดไปคดมาอย่างไร มีทางออกกี่ทาง โดยการสำรวจนี้ ควรทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ที่สำคัญจะต้องนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ จัดทำเป็น "แผนที่" ทั้งแนวตั้งและแนวนอน แล้วนำแผนที่เข้าระบบฐานข้อมูล เพื่อให้ความรู้กับบุคคลภายนอก สำหรับศึกษาถ้ำก่อนที่จะเดินเข้าไปท่องเที่ยว 

"ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการสำรวจถ้ำ ก็จะเป็นชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อาจเข้าไปเที่ยวเล่น รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเข้าไปชมความงามของธรรมชาติภายในถ้ำแต่ละแห่ง ที่สำคัญอีกอย่างคือการให้คำแนะนำว่าการเดินเข้าไปในถ้ำ ควรทำหรือไม่ควรทำอะไรบ้าง ควรเข้าไปได้ช่วงเวลาใด ฤดูกาลไหนห้ามเข้า ต้องบอกให้ชัดเจน" ผศ.น้อม ระบุ 
 

อีกด้านหนึ่งที่จำเป็นต้องสรุปบทเรียนกัน ก็คือ "การกู้ภัย" ซึ่งมีการระดมกำลัง และเครื่องมือเครื่องไม้ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศมาช่วยกันค้นหาตลอดเกือบ 10 วัน และยังต่อเนื่องถึงภารกิจพา 13 ชีวิตออกจากถ้ำด้วย 

บทเรียนที่น่าสนใจก็คือ รูปแบบการสื่อสาระหว่างผู้ปฎิบัติหน้าที่กู้ภัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ประเด็นนี้ พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร มองว่า ปฏิบัติการที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน น่าจะเป็นการกู้ชีพการติดถ้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด และใช้กำลังคนตลอดจนเครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ มากที่สุดครั้งหนึ่งของโลก ที่สำคัญปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทั้ง 13 ชีวิตได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย แต่สิ่งที่จะลืมไม่ได้ก็คือ ต้องทำเหตุการณ์นี้ให้เป็น “บทเรียนสำคัญ” สำหรับงานกู้ภัยของคนไทย รวมทั้งอาจใช้เป็นกรณีศึกษาสำหรับ “ยุทธวิธีการกู้ภัย” และทำงานวิจัยเกี่ยวกับอุปกรณ์การกู้ภัย เพื่อยกระดับการกู้ภัยของคนไทยให้สามารถช่วยเหลือผู้คนในสถานการณ์คับขันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ด้วย

จากข้อเสนอของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ภัย ทุกประเด็นได้รับการขานรับจาก ทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งบอกว่า ทางกรมฯได้ตั้งทีมศึกษาถ้ำทั่วประเทศไทยมาแล้ว 2-3 ปี จากการสำรวจพบว่า ประเทศไทยมีถ้ำทั้งสิ้นหลายพันแห่ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ "ถ้ำเป็น" กับ "ถ้ำตาย" 

พลิกวิกฤติติดถ้ำ ตั้ง "ทีมสำรวจถ้ำ" ทั่วไทย

ลักษณะของถ้ำเป็น ก็คือ ถ้ำที่มีหินงอกหินย้อย มีโพรงน้ำ และมีน้ำไหลผ่าน เหมือนกับถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน ที่เยาวชน 13 คนไปติดอยู่ ซึ่ง "ถ้ำหลวง" นี้เป็นถ้ำที่มีความยาวและลึกเป็นอันดับ 4 ของไทย ส่วน "ถ้ำตาย" หมายถึงถ้ำที่แห้ง ไม่มีหินงอกหินย้อยหรือน้ำภายในถ้ำ

การสำรวจถ้ำทั่วประเทศ นอกจากประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ด้านธรณีวิทยา รวมถึงการบริหารจัดการน้ำธรรมชาติ โพรงน้ำใต้ดิน หรือที่เรียกว่า "ประปาภูเขา" โดยการศึกษาในแนวทางนี้ คล้ายกับการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดี ทำให้เราได้รับทราบข้อมูลวิวัฒนาการของถ้ำแต่ละแห่ง รวมถึงประวัติศาสตร์ของผืนแผ่นดินแต่ละที่ในอดีตด้วย 

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนยังคงคาใจ คือ การเข้าไปเที่ยวชมธรรมชาติภายในถ้ำต่างๆ นั้น ควรจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบจำนวนคนที่จะเข้าไปในถ้ำ หรือลงทะเบียนเข้า-ออกก่อนหรือไม่ เพื่อให้เป็นมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง จ.เชียงรายอีกหรือไม่ เพราะกรณีเยาวชนและโค้ชฟุตบอลทีมหมูป่า เข้าไปติดในถ้ำ ก็เพราะพากันเดินเข้าไปเอง ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดที่หน้าที่ปากถ้ำคอยให้คำแนะนำ หรือห้ามเข้าไปเที่ยวชมเพราะเป็นหน้าฝน 

พลิกวิกฤติติดถ้ำ ตั้ง "ทีมสำรวจถ้ำ" ทั่วไทย

เรื่องนี้กลายเป็นจุดอ่อนของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ทำให้อธิบดีกรมอุทยานฯ ธัญญา เนติธรรมกุล ประกาศยกเครื่องมาตรการความปลอดภัยครั้งใหญ่ พร้อมจัด "ทีมสำรวจถ้ำ" ที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติฯทั้งหมด ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณีด้วย 

"ทางกรมฯได้วางมาตรการดูแลความปลอดภัยเพิ่มเติม โดยให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ไปประจำการตามจุดที่มีถ้ำทั่วประเทศ หากนักท่องเที่ยวต้องการเข้าไปเยี่ยมชมความงามของธรรมชาติภายในถ้ำ จะต้องลงทะเบียนเข้า-ออกทุกครั้ง พร้อมสวมอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในการเดินถ้ำ เช่น หมวกกันน็อคติดไฟฉาย รวมถึงเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม นอกจากนั้น กรมอุทยานแห่งชาติฯ ยังได้เร่งติดตั้งระบบไฟส่องสว่างภายในถ้ำ ให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน แทนการจุดเทียนซึ่งจะทำลายอ็อกซิเจนในอากาศซึ่งมีน้อยอยู่แล้วในถ้ำ" อธิบดีกรมอุทยานฯ ระบุ 

พลิกวิกฤติติดถ้ำ ตั้ง "ทีมสำรวจถ้ำ" ทั่วไทย

ธัญญา บอกด้วยว่า สิ่งสำคัญทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จะให้เจ้าหน้าที่ทุกนายเข้าอบรมความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยอบรมกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุภายในถ้ำ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ประสบภัยระหว่างท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติได้แล้วหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงจะมีการตั้ง "ศูนย์กู้ภัย" ของกรมอุทยานแห่งชาติฯอีกด้วย