คอลัมนิสต์

สงครามข่าว ใน "เกมดูด"

สงครามข่าว ใน "เกมดูด"

05 ก.ค. 2561

สงครามข่าว ใน "เกมดูด" : คอลัมน์...  ขยายปมร้อน  โดย...  อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

 

          คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยข้อมูลข่าวสาร ใครควบคุมข่าวสารได้ผู้นั้นก็เป็นผู้ครองเกม ไม่เว้นแม้แต่เวทีไหน แม้แต่เวทีการค้นหา “ทีมหมูป่า” ก็ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลข่าวสาร จึงสามารถทำงานอย่างสอดรับ ทั้งรัฐและเอกชน เมื่อสิ่งไหนขาดก็มิจำเป็นต้องร้องขอทุกอย่างก็หลั่งไหลพรั่งพรู

          นั่นเพราะเมื่อเข้าถึงข่าวสาร ก็ย่อมส่งผลต่อจิตวิทยาผู้ที่ได้รับข่าวสาร จึงไม่แปลกว่าที่ผ่านมากระแสข่าวที่รุนแรงอย่าง “เกาะติดภารกิจช่วย 13 ชีวิต” จะอยู่ในความสนใจ และส่งผลต่อจิตใจคนทั้งสังคมไม่น้อย

          ทฤษฎีที่ว่าไม่มีการยกเว้น โดยเฉพาะวง “การเมือง” ก็เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เราจึงเห็นภาวะช่วงชิงพื้นที่ข่าวอยู่เสมอ ไม่ว่าจากฝั่งไหน เพราะนอกจากจะทำให้พวกเขาไม่ตกจากกระแสแล้ว ยังมีผลต่อกลุ่มคนที่กำลังเคลื่อนไหว และกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายของพวกเขา

          รวมทั้งการเคลื่อนไหวของ “พลังดูดเทอร์โบ” ที่ว่ากันว่าสะเทือนต้นสังกัดเดิมอย่างพรรคเพื่อไทยไม่น้อย จนหลายคนถึงกับบอกว่า “ทัพอีสานเพื่อไทย” แตกแล้ว แถมมีข่าวออกมาแม้จะไม่ถึงรายวัน เพราะถูกแย่งชิงพื้นที่ข่าวจากสื่อ แต่ข่าวลือแบบปากต่อปากชนิด “วงใน” ก็มาอยู่เรื่อยๆ ว่า จังหวัดโน้น จังหวัดนี้ เปลี่ยนใจ ย้ายสี ถอดเสื้อเดิม ใส่เสื้อใหม่

          มีข่าวปล่อยลอยลมที่ระบุว่าบางพื้นที่กำลังจะเสร็จ “เครื่องดูดฝุ่น” รอเพียงเจรจาออปชั่น กับ “ตัวจริง” ก่อนจะปิดดีล หรือหากเรียกเป็นภาษาฟุตบอลก็ต้องเรียกว่า “ก่อนจะจรดปากกาเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ”

          นอกจากข่าวลือแบบหาต้นตอไม่ได้ ยังมีข่าวที่ออกจากปาก “คนดูด” ว่าคุยเรียบร้อยแล้ว บางจังหวัดเสร็จยกจังหวัด บางจังหวัด เสร็จบางคน

          บ้างใช้วิธีผสมผสานให้ข่าวโดยคนมีตัวตน สำทับด้วยแหล่งข่าว เช่นบอกมาก่อนว่าจะมีข่าวใหญ่ในวันนั้นวันนี้ แล้วตามด้วยแหล่งข่าวบอกจะมีบางคนตบเท้าเข้ามาเจรจาความเป็นไปได้

          ข่าวที่ออกมาอย่างถี่ยิบช่วงนี้ แน่นอนว่ามีผลทางจิตวิทยาแน่นอน เอาเป็นว่าเมื่อไหร่มีข่าว “บ้านเดิม” หรือ “คนในบ้าน” ก็หวั่นไหวไม่น้อยว่าเพื่อนจากไปอีกแล้วหรือ แล้วเมื่อไหร่จะถึงคิวเรา ทันทีที่มีข่าวพวกเขาต่อสายยกหูโทรศัพท์กันให้วุ่นว่า จริงหรือไม่

          บางคนยังเห็นผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคไปร่วมงานบุญของลูกๆ หลานๆ สัญญิงสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกัน แต่วันรุ่งขึ้นกลับมีข่าวย้ายพรรคกันให้วุ่น อย่างนี้ไม่หวั่นไหวก็เกินไป นี่เองที่เรียกว่า “ปฏิบัติการจิตวิทยา” แต่คำถามคือใครได้ใครเสียจากข่าวเช่นว่า

          ในแง่คนในพื้นที่ที่ถูกดูด หากไม่จริงพวกเขาก็มองว่าพวกเขาเป็นคนที่เสียหาย เพราะทันทีที่มีกระแสการย้ายพรรคแรงสะท้อนกลับในพื้นที่มีอยู่ไม่น้อย เพราะนาทีนี้ใครๆ ก็รู้กันว่ากระแสของรัฐบาลไม่สวยงามนัก หากจะย้ายพรรคไปสู่พรรคที่อยู่ในอ้อมกอดของทหารก็เกรงว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะลำบาก

          ส่วนคนที่แม้จะไปจริงก็หนาวๆ ร้อนๆ กับกระแสที่ว่า เพราะยิ่งเปิดเร็ว ยิ่งช้ำเร็ว สู้รออยู่ในพื้นที่เงียบๆ ค่อยๆ ดึงฐานคะแนน และค่อยเปิดตัวในช่วงก่อนเลือกตั้งก็อาจจะทำให้งานง่ายกว่า

          ยกเว้นสำหรับบางคนที่มีความชัดเจน ต้องการประกาศจุดยืนข่าวเช่นนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวพวกเขาเอง เพราะความชัดเจนย่อมมากับอำนาจต่อรอง

          ส่วน “พรรคเพื่อไทย” แน่นอนว่างานนี้น่าจะเสียมากกว่าได้ เพราะนอกจากเสียคนแล้ว ยังเสียขวัญ โดยดูได้จากท่าทีของแกนนำพรรคที่ผ่านมา รวมถึงท่าทีของ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็พออ่านออกว่าพวกเขาเป็นอย่างไร จนถึงขนาดต้องมีคลิป มีแถลงการณ์เพื่อตอบโต้ข่าวสารบ้าง

           แต่ครั้งนี้ไม่ใช่งานง่าย ที่จะหยุดเลือดไหล เพราะนอกจากปัจจัยจะไม่เอื้อแล้ว หากเสียคนเพิ่มไปอีก การเลือกตั้งครั้งหน้าที่หวังจะแลนด์สไลด์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ครั้งจะรักษาคนไว้กระสุนดินดำก็ไม่พร้อมและลำเลียงไม่คล่องเหมือนที่ผ่านๆมา ความคาดหวังของพวกเขาจึงอยู่ที่กระแสของพรรคและภาวนาให้รัฐบาลก้าวพลาด

          ขณะที่ “พรรคพลังประชารัฐ” จะว่าได้ก็ไม่เชิง จะว่าเสียก็ไม่ใช่ การที่พวกเขาเดินเกมดูดแน่นอนว่าการได้คนย่อมเป็นผลดี การมีข่าวก็อาจจะเป็นผลบวกต่อขวัญและกำลังใจ แต่การเดินหน้าดูดนั้นย่อมทำให้ความน่าเชื่อถือต่ำลงไปเพราะคนที่มานั้นหลายครั้งเป็นคนที่พวกเขาเคยปรามาสว่าเป็นนักการเมืองน้ำเน่า นักการเมืองสีเทา ไม่สมค่ากับวาทกรรม “ปฏิรูปการเมือง” จนหลายคนมองว่าท้ายที่สุดการเมืองก็จะวนอยู่แบบเดิม

          และส่วนที่เสียอีกประการคือ การถูกร้องให้ผู้มีอำนาจใช้กฎหมายเข้ามาดูแล เพราะการทำเช่นนี้เหมือนกับเป็นการเอาเปรียบคนอื่นที่กำลังถูกมัดมือไม่ให้ขยับ แถมอาจสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายเพราะคนเดินสายดูดก็ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค งานนี้ร้อนถึง “ชวน ชูจันทร์” ผู้จดตั้งพรรคพลังประชารัฐต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง เพราะหากไม่พูดอะไรก็เหมือนรู้เห็น ถึงทีเด็ดทีขาด จะเป็นปัญหาเสียเปล่าๆ
แล้วใครเล่าได้เต็มๆ ว่ากันว่าคนที่ได้คือคนที่นำตัวเลข นำรายชื่อไปเคลมว่ามีคนแล้วเท่านั้่นเท่านี้ที่พร้อมจะมาร่วม นอกจากสร้างความหวั่นไหว สร้างราคา สร้างคุณค่า พวกเขายังมีอะไรที่จะได้ติดไม้ติดมือกลับมามากมาย

          เริ่มเห็นรางๆ แล้วใช่ไหมว่า ใครเป็นคนที่ได้แบบไม่มีเสียในเกมข้อมูลข่าวสารนี้