คอลัมนิสต์

อสส. สั่งเอง"คดีไม่เป็นประโยชน์-มั่นคง" ดาบสองคม ?

อสส. สั่งเอง"คดีไม่เป็นประโยชน์-มั่นคง" ดาบสองคม ?

03 ก.ค. 2561

การให้อัยการสูงสุดสามารถสั่งคดีได้โดยตรง ทำให้คดีรวดเร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีคนห่วงเกี่ยวกับคดีทางการเมืองว่า อัยการสูงสุดจะมีอิสระเพียงใดในการสั่งคดี

          “เพื่อให้การพิจารณาคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศที่มีเหตุอันสําคัญและมีความจําเป็นเร่งด่วนได้รับการพิจารณาด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบ สํานักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการสั่งคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ”

       

           นี่...คือ ถ้อยคำ บทเกริ่นนำ แสดงเจตนารมณ์และความจำเป็นในการแก้ไขระเบียบสํานักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการสั่งคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ ฉบับใหม่ ฉบับที่ 2 ปี 2561

        ทั้งนี้การแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบใหม่ ในยุค "นายเข็มชัย ชุติวงศ์" อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน  โดย "นายเข็มชัย" ลงนามออกประกาศ "ระเบียบสํานักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการสั่งคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้เมื่อ 28 มิ.ย.61 ที่ผ่านมา

        โดยระเบียบฯใหม่นี้ ได้เพิ่มเติมปัจจัยสำหรับการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องหรือถอนฟ้อง ในส่วนการพิจารณาคดีที่จะมีผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ ขึ้นมาอีก 1 ข้อ คือ เหตุผลตามความเห็นของนายกรัฐมนตรีหรือหน่วยงานอื่นถึงผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์จากที่ระเบียบฯเดิมในปี 2554 ไม่ได้กำหนดเรื่องนี้ไว้

        กับที่มีการเพิ่มเติมว่า“ถ้าอัยการสูงสุดเห็นเอง หรือมีความเห็นจากการเสนอเรื่องจากหัวหน้าพนักงานอัยการว่า การฟ้องคดีอาญาใดจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ อัยการสูงสุดมีอํานาจสั่งไม่ฟ้องหรือถอนฟ้อง แล้วแต่กรณี”

        จึงเท่ากับว่า นอกจากอัยการสูงสุดพิจารณาจากสำนวนที่พนักงานอัยการเสนอมาตามลำดับชั้นแล้ว ถ้าอัยการสูงสุดเห็นได้จากเหตุผลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงส่งมา ก็พิจารณาสั่งคดีได้เอง  

      โดยตามระเบียบฯ ปัจจัยที่จะนำมาพิจารณาประกอบการสั่งคดี การฟ้องคดีจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน ต้องพิจารณาจาก 6 ปัจจัย 

     คือ 1.สาเหตุหรือมูลเหตุจูงใจในการกระทําความผิด 2.อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สภาพร่างกาย สภาพจิต อาชีพ ฐานะ ความสัมพันธ์ทางครอบครัว และประวัติการกระทำความผิดของผู้ต้องหา 3.ลักษณะความร้ายแรงของการกระทําความผิด ผลร้ายที่เกิดขึ้นจากการกระทําความผิด การได้รับผลร้ายของผู้ต้องหาอันเนื่องมาจากการกระทําความผิดของผู้ต้องหาเอง4.ความสํานึกผิดของผู้ต้องหา การได้รับการบรรเทาผลร้ายของผู้เสียหาย ความเห็นของผู้เสียหายต่อการฟ้องผู้ต้องหา ความคาดหมายถึงผลที่ผู้ต้องหาจะได้รับจากการถูกฟ้อง 5.ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน 6.ประโยชน์ของรัฐที่จะได้จากการฟ้องผู้ต้องหา

        ขณะที่คดีที่จะมีผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ ต้องพิจารณาจาก 1.สาเหตุหรือมูลเหตุจูงใจในการกระทําความผิด ลักษณะความร้ายแรงของการกระทําความผิด ผลร้ายที่เกิดขึ้นจากการกระทําความผิด 2.เหตุผลตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศถึงผลกระทบต่อนโยบายส่งเสริม ความสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ3.เหตุผลตามความเห็นของสภาความมั่นคงแห่งชาติถึงผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ 4.เหตุผลตามความเห็นของรัฐบาลโดยมติคณะรัฐมนตรีถึงผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ 5.ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือความสามัคคีของคนในชาติ

      การออกระเบียบฯนี้ จึงขยายขอบเขตอำนาจเดิมที่มีอยู่ของอัยการสูงสุด ในการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องหรือถอนฟ้องคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือมีผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ

      แล้ว..การให้อัยการสูงสุดสั่งคดีโดยตรง จะส่งผลดีอย่างไร?  อาจกล่าวได้ว่า เป็นการการันตีให้ประชาชนได้รับการพิจารณาสั่งคดีชั้นอัยการด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

      เหมือนตัวอย่างคดีประวัติศาสตร์เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ที่มีหนุ่มวัย 16 ปี อดีตพนักงานขายซาลาเปาในห้างค้าปลีกชั้นนำ เคยหยิบซาลาเปาที่กำลังจะถูกนำไปทิ้งมาไว้ 1 ลูกเพื่อไปให้น้องกินหลังจากที่ตัวเองซื้อซาลาเปาไว้แล้ว 1 ลูก กระทั่งถูกดำเนินคดีฐานลักทรัพย์และถูกไล่ออกจากงาน  ซึ่งเมื่อคดีผ่านการพิจารณาตามลำดับชั้นจนมาถึงอัยการสูงสุดในขณะนั้นได้พิจารณาตามปัจจัยทั้งเรื่องมูลเหตุจูงใจในการกระทําความผิด , อายุ , ลักษณะความร้ายแรงของการกระทำแล้ว ก็สั่งไม่ฟ้องไปในที่สุด ด้วยเหตุที่ว่า การกระทำนั้นไม่มีเจตนาโดยทุจริต ไม่ใช่คนร้ายโดยสันดาน เพราะนำไปบรรเทาความหิวโหย และหากฟ้องแล้วติดคุกสังคมก็ไม่ได้อะไร

      ส่วนคดีที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ  เมื่อย้อนไปดูปัจจัยพิจารณาจะทำให้เห็นว่า เป็นการเสริมช่องทางที่จะให้อัยการสูงสุด ได้รับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบว่า พฤติการณ์กล่าวหานั้นจะมีผลอย่างไรในด้านความมั่นคง เช่น กระทรวงการต่างประเทศอาจให้ข้อมูลถึงผลกระทบต่อนโยบายส่งเสริม ความสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ หรือความเห็นของสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือความเห็นของรัฐบาลที่ระบุถึงผลกระทบต่อความปลอดภัยของชาติ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้อัยการสูงสุดไม่ได้สัมผัสโดยตรง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบอกได้

       อย่างไรก็ตามมีผู้แสดงความเป็นห่วงที่ระเบียบใหม่ให้อำนาจอัยการสูงสุดเห็นได้เองในการสั่งคดีว่า ขึ้นอยู่กับการใช้อำนาจของอัยการสูงสุดโดยตรงเพียงผู้เดียว  โดยเฉพาะคดีทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการใช้อำนาจทางทหารหรือฝ่ายรัฐบาล ระเบียบนี้จะกลายเป็นเครื่องมือในการสนองนโยบายของผู้มีอำนาจได้หรือไม่ จึงถือเป็นเรื่องที่สาธารณชนจะต้องช่วยกันตรวจสอบความเห็นของอัยการสูงสุดในการสั่งคดีด้วยว่ามีอิสระที่แท้จริงหรือไม่ เนื่องจากผลของการสั่งไม่ฟ้องหรือถอนฟ้อง คดีเป็นที่สิ้นสุดตามที่อัยการสูงสุดสั่ง”

     แต่สำนักงานอัยการสูงสุด ยืนยันว่าระเบียบนี้ มีไว้เพื่อความยุติธรรมของสาธารณชนและประเทศชาติ มากกว่าประโยชน์ฝ่ายใด