
"ตายกี่ครั้งก็จะฟื้น ฟื้นกี่ครั้งก็จะฆ่า" วงจรการเมืองไทย
"ตายกี่ครั้งก็จะฟื้น ฟื้นกี่ครั้งก็จะฆ่า" วงจรการเมืองไทย : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน โดย... อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
สัปดาห์ที่ผ่านมาเหมือนการเมืองไทยหยุดหายใจไปชั่วขณะ หลายๆ คนเลิกติดตามข่าวการเมือง เลิกสนใจความเคลื่อนไหวทางการเมือง หันมาเอาใจช่วยให้ทีมกู้ภัยประสบความสำเร็จในการค้นหานักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชของทีมฟุตบอล “หมูป่าอะคาเดมี่” ที่ติดอยู่ที่ “ถ้าหลวง” ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย
ทุกภาคส่วนทุกฝ่ายต่างหันไปโฟกัสเรื่องดังกล่าวที่ดูจะไม่ใช่เป็นเพียงวาระแห่งชาติ เพราะได้ขยายไปเป็นวาระนานาชาติเรียบร้อยแล้ว หากภายใต้ความสงบนิ่งของข่าวการเมืองยังมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มิได้หยุดนิ่งลงไปด้วย ทุกอย่างยังคงเดินหน้าเหมือนที่เดินมาก่อนหน้านี้
ต้นสัปดาห์มีการหารือระหว่างพรรคการเมืองกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เป็นตัวแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แน่นอนว่าพรรคที่ดูเหมือนจะมีจุดยืนตรงข้ามกับ คสช. อย่างพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้มาร่วม
วงประชุมได้กำหนดวันเลือกตั้งแบบคร่าวๆ ซึ่งก็ไม่เหนือความคาดหมาย กล่าวคือวางระยะเวลาไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ไปจนถึง พฤษภาคม 2562 มีระยะกว้างถึง 3 เดือน แต่เอาเข้าจริงแล้วก็เป็นกำหนดเวลาชนิดแบบเร็วที่สุดและช้าที่สุดที่จะทำได้ตามกรอบของกฎหมาย
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่แม้จะดูเป็นเรื่องทางเทคนิค หากมีนัยสำคัญกับการเมืองนั่นคือข้อเสนอเรื่องการปลดล็อก “ไพรมารีโหวต” ที่แต่เดิมกำหนดให้ทำทุกจังหวัด แต่เอาเข้าจริงแล้วแต่ละพรรคดูเหมือนจะไม่มีความพร้อม เพราะจำนวนสมาชิกพรรคที่ยังมีไม่พอ ซ้ำการปลดล็อกการดำเนินกิจกรรมให้หาสมาชิกพรรคได้ คสช.ก็ยังไม่อนุญาต ทำให้อาจจะไม่ทันการ แต่ครั้นจะให้หาได้เพียงบางพรรคก็ดูจะลำเอียงเกินไป
ดังนั้นพรรคที่จะมีปัญหากับ “ไพรมารีโหวต” จึงไม่ใช่พรรคใหญ่พรรคเก่า หากแต่เป็นพรรคใหม่และพรรคเล็ก ขืนไม่ทำอะไรพรรคใหม่ที่หมายมั่นปั้นมือจะมาเป็นตัวแปรหรือเป็น “สะพานแห่งอำนาจ” อาจจะตายน้ำตื้น แต่หากจะยกเลิกย่อมตกเป็นเป้าโจมตี ดังนั้นแนวโน้มที่ออกมาจึงเป็นการขยายไพรมารีโหวต จากทำทุกจังหวัดเป็นทำทุกภาค
แน่นอนว่าตามหลักการย่อมมีปัญหา เพราะยิ่งทำในระดับใหญ่เท่าไหร่การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง แถมแต่ละพื้นที่ยังมีความแตกต่างแม้จะเป็นภาคเดียวกัน เช่น “ชุมพร” กับ “ยะลา” แม้จะเป็นภาคใต้ แต่ใครก็ย่อมรู้ได้ว่าไม่มีความเหมือนแม้แต่นิดเดียว
เหล่านี้จึงเป็นคำถามสำคัญของการคงไพรมารีโหวต และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่านี่คือเรื่องของความได้เปรียบทางการเมืองเพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค ฉุดให้ขึ้นมาจากหลุมที่ตัวเองขุดเอาไว้
อีกด้านหนึ่งที่ขยับไปอย่างคู่ขนานคือการเดินหน้า “ดูด” โดยเฉพาะดูดส.ส.จาก “พรรคเพื่อไทย” โดยคนที่คุณก็รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง แม้ยังไม่มีการเปิดตัว “พรรคพลังประชารัฐ” อย่างเป็นทางการ แต่คนเดินเกมคนขยับอำนาจก็เป็นคนที่รู้กันว่าทำเพื่อใครและทำเพื่ออะไร
ทั้งนี้ก็เพื่อเสริมแกร่งให้พรรคใหม่ ขณะเดียวกันเกมนี้ก็ลดทอนกำลังของฝั่งตรงข้าม เพราะตามตำราการดึงคนของศัตรูมาเป็นมิตรนอกจากจะทำให้เพิ่มกำลังของฝ่ายตัวแล้ว ฝ่ายตรงข้ามยังอ่อนแอลง การดึงได้หนึ่งจึงเกิดผลต่างถึงสอง เพราะเพิ่มของตัวเอง 1 และลดฝั่งตรงข้ามได้อีก 1
ช่วงนี้ภารกิจเช่นว่ายังไม่เสร็จสิ้นและยังคงเดินหน้า หากแต่ไม่อยู่ในกระแสการจับตาเท่านั้น
นอกจากเสริมความแข็งแกร่งของฝั่งตัวเองแล้วยังมีการเดินเกมทำลายฝั่งตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทยด้วย จากเหตุที่จะเรียกว่าอะไรก็ตาม เมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ออกมาพูดเรื่องการดูดส.ส. และไล่ส่งคนจะไปพร้อมบอกว่าพรรคจะส่งคนใหม่ลงแทน
นี่เองที่ถูกโยงเข้ากับการให้คนนอกเข้าบงการพรรคการเมืองอันมีผลให้ยุบพรรคได้ตามกฎหมายใหม่ โดยไม่ต้องรอให้ใครร้อง กกต. ก็กระโดดเข้าสอบในทันที และอาจส่งผลถึงการยุบ “เพื่อไทย” ก่อนการเลือกตั้งใหญ่
อะไรจะดีไปกว่านี้เมื่อพรรคตัวเองยิ่งใหญ่ขึ้นแต่พรรคคู่แข่งกลับถูกยุบ
แต่ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าแม้จะยุบกี่ทีแต่กลุ่มการเมืองในเครือข่ายของ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็กลับฟื้นมาได้ทุกครั้ง ครั้นยุบ “ไทยรักไทย” ก็อวตารใหม่มาเป็น “พลังประชาชน” เมื่อยุบ “พลังประชาชน” ก็อวตารอีกครั้งมาเป็น “เพื่อไทย” หากครั้งนี้ยุบอีกก็ไม่รู้จะมาเป็นพรรคอะไรอีก
หากแต่สองครั้งก่อนหน้านี้เป็นการยุบเพื่อล้มรัฐบาล แต่ครั้งนี้หากยุบจริงจะเป็นการยุบเพื่อไม่ให้ลงสู่สนามด้วยซ้ำไป จึงต้องดูว่าถ้ายุบจริงพวกเขาจะไปทางไหนต่อไป
จะเข้าทำนอง “ตายกี่ครั้งก็จะฟื้น” หรือไม่ หรืออีกฝ่ายจะยืนยัน “ฟื้นกี่ครั้งก็จะฆ่า ฆ่าจนกว่าจะไม่มีแรงฟื้น”



