
"ขนส่ง (ไม่) มวลชน" คนจึงหาทางหนี
"ขนส่ง (ไม่) มวลชน" คนจึงหาทางหนี : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
เหมือนจะเป็นเวรเป็นกรรมของคนกรุงเทพมหานคร ที่ต้องผจญกับปัญหาการจราจรและต้องเผชิญกันอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่ายากดีมีจน หากแต่คนที่มีสตางค์น้อยหน่อยทางเลือกก็อาจจะตีบตันลงและมีความลำบากมากขึ้น แต่นี่มิใช่เพียงเรื่องของความบังเอิญ หากแต่เป็นระบบโครงสร้างที่ทำให้เราต้องเจอเรื่องราวแบบนี้
ถ้าเปรียบเส้นทางการจราจรเป็นเส้นเลือดที่จะคอยขนส่ง “คนกรุง” ไปหล่อเลี้ยงองคาพยพต่างๆ ของ “มหานคร” แห่งนี้ ก็ต้องบอกว่า เส้นเลือดไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดใหญ่ เส้นเลือดฝอยหลายเส้นอุดตัน เปราะบาง จนใช้การแทบไม่ได้ หรือไม่ก็ต้องทนใช้กันต่อไปทั้งๆ ที่มีปัญหา
ทางเลือกที่ “คนกรุง” ใฝ่ฝันที่สุดคือ การเดินทางไปด้วยรถส่วนตัว ไม่ใช่เพราะเป็นการเดินทางที่ไม่มีีปัญหา แต่หากเทียบแล้วเป็นการเดินทางที่ทำให้เขาลำบากน้อยที่สุด หลายคนชั่งใจแล้วว่า เวลาที่สูญเสียไปบนท้องถนน แต่พวกเขาไม่ต้องไปผจญปัญหาอื่นๆ ในระบบขนส่งมวลชน ซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่แม้ไม่อาจเลือกสิ่งที่ดีที่สุด แต่ก็ย่อมเลือกสิ่งที่ลำบากน้อยที่สุุด
แล้วอะไรเล่าที่ทำให้พวกเขายังมองว่าการใช้รถส่วนตัวยังมีความสะดวกสบาย นั่นก็เป็นเพราะระบบขนส่งมวลชนของกทม.ที่ผ่านมาเป็นไปแบบสะเปะสะปะ และส่งผลให้ระบบขนส่งมวลชนที่มีอยู่ก็พิกลพิการไม่น้อย
ขนส่งมวลชนที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุดคือ “รถเมล์” แต่สิ่งที่พวกเราพบอยู่กันทุุกเมื่อเชื่อวันคือความปลอดภัยที่ยังไม่อยู่ในระดับฝากผีฝากไข้หรือไว้ใจได้ เราคงมีประสบการณ์กับทั้งรถเมล์ของขสมก. และรถร่วมบริการอีกหลายสาย
หลายคันขับอย่างไร้มารยาท ขับเร็ว แข่งกันเอง ขับซ้ายป่ายขวา บ้างแย่งชิงผู้โดยสาร หลายครั้งที่พนักงานขับรถคล้ายถูกคัดทิ้งมาจากที่อื่นและมารวมกันอยู่ในรถเมล์บางสาย พวกเเขาพร้อมจะเบียด ปาด อย่างไม่ใส่ใจในความปลอดภัยของทั้งผู้โดยสารและผู้ร่วมทางอื่น
จริงอยู่ที่การใช้รถส่วนตัวก็มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ แต่คนขับรถก็ยังมั่นใจในการคุมพวงมาลัยของตัวเอง และยินดีที่จะฝากชีวิตในมืิอของตัวเองมากกว่าฝากชีวิตไว้ในความรับผิดชอบของโชเฟอร์ผู้ไร้สติหลายๆคน
ครั้นจะพูดถึงเรื่องการคุมเวลาหรือการติดอยู่บนถนน ก็ไม่มีความแตกต่างกันมาก เพราะสุดท้ายทุกคนก็ต้องอยู่บนถนนแบบเท่าๆ กัน การอยู่บนรถส่วนตัวยามรถติดก็ย่อมปลอดภัยและสบายมากกว่าการติดอยู่บนรถเมล์อันเบียดเสียด มิพักต้องพูดถึงการคุมเวลาไม่ได้ ยามที่พนักงานขับรถเลือกที่จะจอดแช่ป้ายอย่างไม่รู้ว่าจะได้เคลื่อนตัวเมื่อไหร่
แถมยังมีมารยาทของทั้งพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร ที่แม้บางคันจะดีใจหายแต่อีกหลายคันก็ยังสงสัยว่าถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน
บ้างก็สร้างความรู้สึกให้ผู้โดยสารว่าพวกเขาเป็นเจ้าของรถมากกว่าผู้ให้บริการ
ครั้นจะมาใช้บริการรถสองแถวก็ถูกตั้งคำถามด้วยวิธีคล้ายๆ กัน ดังนั้นหากมีโอกาสหลายคนก็หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยวิธีนี้ แต่โอกาสที่ว่าไม่ได้มีต่อทุกคนทำให้พวกเขายังต้องผจญกับสภาพแบบนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน จากความเหนื่อยหน่าย กลายเป็นความระอาและอยากหาทางหนี
ส่วนการเดินทางทางเรือตามแม่น้ำลำคลอง จริงอยู่ที่ตัดทอนเวลาการเดินทางได้เยอะ และไม่ต้องไปติดแหง็กอยู่กลางถนน แต่ทางเลือกนี้ก็มีอย่างจำกัดจำเขี่ยเสียเหลือเกิน แถมเส้นทางที่ใช้ก็สกปรกและส่งกลิ่นเหม็น
นอกจากนี้ยังมีเรื่องความปลอดภัยที่พบเห็นกันจนชินตาว่ารับคนจนน่าจะเกินความจุของเรือ และอีกไม่น้อยที่เราเห็นการขับ เข้าท่า จอดรับและส่งทำด้วยความประมาท มิเช่นนั้นเราคงไม่เห็นข่าวคนตกเรือ ตกน้ำเป็นระยะๆ
การเดินทางด้วยรถและเรือนี้หากยังนึกไม่ออกให้ลองนึกคร่าวๆ ว่าเราสบายใจที่จะให้ “ลูก” ของเราเสี่ยงเช่นนี้หรือไม่
หลายคนจึงหันไปหารถไฟฟ้าที่แม้จะเบียดเสียดแต่ก็มีข้อดีที่คุมเวลาได้ เพราะไม่ต้องไปติดอยู่กลางถนน และที่สำคัญคือปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการค่อนข้างสูง แม้จะมีคนท้วงติงว่าราคาจะสูง แต่คนจำนวนมากก็เลือกที่จะแลกกับสิ่งที่ได้คืนกลับมาคือ “เวลา” และ “ความปลอดภัย”
แต่ก็เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น เมื่อทางเลือกที่ดูจะดีที่สุด กลับเสียซ้ำซาก ซ้ำซ้อน จุดเด่นเรื่องการคุมเวลากลายเป็นจุดอ่อน เมื่อไม่สามารถเดินได้ตามระบบก็เกิดผู้โดยสารตกค้าง บางคนไปทำงานสาย บางคนทิ้งโอกาสสำคัญของชีวิตอย่างเรียกคืนไม่ได้ และปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ชนิดที่หลายคนเรียกหาความรับผิดชอบของผู้บริหาร แต่ทุกอย่างยังคงเงียบงัน
เหล่านี้ยิ่งทำให้คนมองกลับไปถึง “รถส่วนตัว” และอยากมีไว้ใช้สักคัน เพราะพวกเขาเชื่อว่ามันจะสร้างความสะดวกสบาย สร้างความปลอดภัยและสร้างโอกาสให้ชีวิต แม้จะต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาล แม้ต้องแลกมาด้วยการเพิ่มปริมาณรถให้ท้องถนนที่เป็นการเพิ่มปัญหา แลกมาด้วยการเพิ่มมลพิษ
แต่นั่นเพราะพวกเขาคิดสะระตะดีแล้วว่า “คุ้ม” กว่าการใช้ขนส่งมวลชน
ถ้าเราอยากให้กทม.รถติดน้อยกว่านี้ คุณภาพอากาศดีกว่านี้ คุณภาพชีวิตดีกว่านี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะเรียกร้องให้คนเลิกใช้รถส่วนตัว หากแต่อยู่ที่การสร้างระบบขนส่งมวลชนที่เมื่อคำนวณแล้ว “คุ้ม” กว่าการเอารถออกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มในแง่เศรษฐกิจ คุ้มในแง่ความสะดวก คุ้มในแง่เวลา และคุ้มในแง่ความปลอดภัย
เรื่องแบบนี้จะเกิดได้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหากแต่เป็นเรื่องการวางโครงสร้างเมืองที่เราเสียโอกาสมามากจนเกินไป และเลือกที่จะโทษคนที่หาทางออกให้ชีวิต เลือกที่จะก่นด่าคนที่พยายามไขว่คว้าหาโอกาสผ่านการมีีรถคันแรกของชีวิต มากกว่าโทษระบบที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม



