คอลัมนิสต์

"ขนส่ง (ไม่) มวลชน" คนจึงหาทางหนี

"ขนส่ง (ไม่) มวลชน" คนจึงหาทางหนี

27 มิ.ย. 2561

"ขนส่ง (ไม่) มวลชน" คนจึงหาทางหนี : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

 

          เหมือนจะเป็นเวรเป็นกรรมของคนกรุงเทพมหานคร ที่ต้องผจญกับปัญหาการจราจรและต้องเผชิญกันอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่ายากดีมีจน หากแต่คนที่มีสตางค์น้อยหน่อยทางเลือกก็อาจจะตีบตันลงและมีความลำบากมากขึ้น แต่นี่มิใช่เพียงเรื่องของความบังเอิญ หากแต่เป็นระบบโครงสร้างที่ทำให้เราต้องเจอเรื่องราวแบบนี้

          ถ้าเปรียบเส้นทางการจราจรเป็นเส้นเลือดที่จะคอยขนส่ง “คนกรุง” ไปหล่อเลี้ยงองคาพยพต่างๆ ของ “มหานคร” แห่งนี้ ก็ต้องบอกว่า เส้นเลือดไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดใหญ่ เส้นเลือดฝอยหลายเส้นอุดตัน เปราะบาง จนใช้การแทบไม่ได้  หรือไม่ก็ต้องทนใช้กันต่อไปทั้งๆ ที่มีปัญหา

          ทางเลือกที่ “คนกรุง” ใฝ่ฝันที่สุดคือ การเดินทางไปด้วยรถส่วนตัว ไม่ใช่เพราะเป็นการเดินทางที่ไม่มีีปัญหา  แต่หากเทียบแล้วเป็นการเดินทางที่ทำให้เขาลำบากน้อยที่สุด  หลายคนชั่งใจแล้วว่า เวลาที่สูญเสียไปบนท้องถนน แต่พวกเขาไม่ต้องไปผจญปัญหาอื่นๆ ในระบบขนส่งมวลชน ซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่แม้ไม่อาจเลือกสิ่งที่ดีที่สุด  แต่ก็ย่อมเลือกสิ่งที่ลำบากน้อยที่สุุด

          แล้วอะไรเล่าที่ทำให้พวกเขายังมองว่าการใช้รถส่วนตัวยังมีความสะดวกสบาย นั่นก็เป็นเพราะระบบขนส่งมวลชนของกทม.ที่ผ่านมาเป็นไปแบบสะเปะสะปะ  และส่งผลให้ระบบขนส่งมวลชนที่มีอยู่ก็พิกลพิการไม่น้อย

          ขนส่งมวลชนที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุดคือ “รถเมล์” แต่สิ่งที่พวกเราพบอยู่กันทุุกเมื่อเชื่อวันคือความปลอดภัยที่ยังไม่อยู่ในระดับฝากผีฝากไข้หรือไว้ใจได้  เราคงมีประสบการณ์กับทั้งรถเมล์ของขสมก. และรถร่วมบริการอีกหลายสาย

          หลายคันขับอย่างไร้มารยาท ขับเร็ว แข่งกันเอง ขับซ้ายป่ายขวา บ้างแย่งชิงผู้โดยสาร   หลายครั้งที่พนักงานขับรถคล้ายถูกคัดทิ้งมาจากที่อื่นและมารวมกันอยู่ในรถเมล์บางสาย พวกเเขาพร้อมจะเบียด ปาด อย่างไม่ใส่ใจในความปลอดภัยของทั้งผู้โดยสารและผู้ร่วมทางอื่น

          จริงอยู่ที่การใช้รถส่วนตัวก็มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ  แต่คนขับรถก็ยังมั่นใจในการคุมพวงมาลัยของตัวเอง และยินดีที่จะฝากชีวิตในมืิอของตัวเองมากกว่าฝากชีวิตไว้ในความรับผิดชอบของโชเฟอร์ผู้ไร้สติหลายๆคน

          ครั้นจะพูดถึงเรื่องการคุมเวลาหรือการติดอยู่บนถนน ก็ไม่มีความแตกต่างกันมาก เพราะสุดท้ายทุกคนก็ต้องอยู่บนถนนแบบเท่าๆ กัน  การอยู่บนรถส่วนตัวยามรถติดก็ย่อมปลอดภัยและสบายมากกว่าการติดอยู่บนรถเมล์อันเบียดเสียด  มิพักต้องพูดถึงการคุมเวลาไม่ได้ ยามที่พนักงานขับรถเลือกที่จะจอดแช่ป้ายอย่างไม่รู้ว่าจะได้เคลื่อนตัวเมื่อไหร่

          แถมยังมีมารยาทของทั้งพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร ที่แม้บางคันจะดีใจหายแต่อีกหลายคันก็ยังสงสัยว่าถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน  

          บ้างก็สร้างความรู้สึกให้ผู้โดยสารว่าพวกเขาเป็นเจ้าของรถมากกว่าผู้ให้บริการ  

          ครั้นจะมาใช้บริการรถสองแถวก็ถูกตั้งคำถามด้วยวิธีคล้ายๆ กัน  ดังนั้นหากมีโอกาสหลายคนก็หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยวิธีนี้ แต่โอกาสที่ว่าไม่ได้มีต่อทุกคนทำให้พวกเขายังต้องผจญกับสภาพแบบนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน จากความเหนื่อยหน่าย กลายเป็นความระอาและอยากหาทางหนี 

          ส่วนการเดินทางทางเรือตามแม่น้ำลำคลอง จริงอยู่ที่ตัดทอนเวลาการเดินทางได้เยอะ  และไม่ต้องไปติดแหง็กอยู่กลางถนน แต่ทางเลือกนี้ก็มีอย่างจำกัดจำเขี่ยเสียเหลือเกิน  แถมเส้นทางที่ใช้ก็สกปรกและส่งกลิ่นเหม็น  

          นอกจากนี้ยังมีเรื่องความปลอดภัยที่พบเห็นกันจนชินตาว่ารับคนจนน่าจะเกินความจุของเรือ  และอีกไม่น้อยที่เราเห็นการขับ เข้าท่า จอดรับและส่งทำด้วยความประมาท  มิเช่นนั้นเราคงไม่เห็นข่าวคนตกเรือ ตกน้ำเป็นระยะๆ 

          การเดินทางด้วยรถและเรือนี้หากยังนึกไม่ออกให้ลองนึกคร่าวๆ ว่าเราสบายใจที่จะให้ “ลูก” ของเราเสี่ยงเช่นนี้หรือไม่

          หลายคนจึงหันไปหารถไฟฟ้าที่แม้จะเบียดเสียดแต่ก็มีข้อดีที่คุมเวลาได้ เพราะไม่ต้องไปติดอยู่กลางถนน และที่สำคัญคือปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการค่อนข้างสูง แม้จะมีคนท้วงติงว่าราคาจะสูง แต่คนจำนวนมากก็เลือกที่จะแลกกับสิ่งที่ได้คืนกลับมาคือ “เวลา” และ  “ความปลอดภัย”

          แต่ก็เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น เมื่อทางเลือกที่ดูจะดีที่สุด กลับเสียซ้ำซาก ซ้ำซ้อน จุดเด่นเรื่องการคุมเวลากลายเป็นจุดอ่อน เมื่อไม่สามารถเดินได้ตามระบบก็เกิดผู้โดยสารตกค้าง บางคนไปทำงานสาย บางคนทิ้งโอกาสสำคัญของชีวิตอย่างเรียกคืนไม่ได้  และปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ชนิดที่หลายคนเรียกหาความรับผิดชอบของผู้บริหาร  แต่ทุกอย่างยังคงเงียบงัน 

          เหล่านี้ยิ่งทำให้คนมองกลับไปถึง “รถส่วนตัว” และอยากมีไว้ใช้สักคัน เพราะพวกเขาเชื่อว่ามันจะสร้างความสะดวกสบาย สร้างความปลอดภัยและสร้างโอกาสให้ชีวิต  แม้จะต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาล แม้ต้องแลกมาด้วยการเพิ่มปริมาณรถให้ท้องถนนที่เป็นการเพิ่มปัญหา  แลกมาด้วยการเพิ่มมลพิษ

          แต่นั่นเพราะพวกเขาคิดสะระตะดีแล้วว่า “คุ้ม” กว่าการใช้ขนส่งมวลชน

          ถ้าเราอยากให้กทม.รถติดน้อยกว่านี้ คุณภาพอากาศดีกว่านี้ คุณภาพชีวิตดีกว่านี้  ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะเรียกร้องให้คนเลิกใช้รถส่วนตัว หากแต่อยู่ที่การสร้างระบบขนส่งมวลชนที่เมื่อคำนวณแล้ว “คุ้ม” กว่าการเอารถออกมาใช้  ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มในแง่เศรษฐกิจ คุ้มในแง่ความสะดวก คุ้มในแง่เวลา และคุ้มในแง่ความปลอดภัย

          เรื่องแบบนี้จะเกิดได้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหากแต่เป็นเรื่องการวางโครงสร้างเมืองที่เราเสียโอกาสมามากจนเกินไป  และเลือกที่จะโทษคนที่หาทางออกให้ชีวิต เลือกที่จะก่นด่าคนที่พยายามไขว่คว้าหาโอกาสผ่านการมีีรถคันแรกของชีวิต   มากกว่าโทษระบบที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม