
"สูตร 3-3-5" เขย่าโรดแม็พเลือกตั้ง กระชับอำนาจ คสช.!!
จะไม่มีปลดล็อก มีแต่คลายทีละเปลาะ ทีละเปลาะ จากที่ คสช.ได้สร้างกลไกล็อกเอาไว้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง หลังเลือกตั้ง และกระทั่งหลังมีรัฐบาลใหม่
ผ่านไปเรียบร้อยสำหรับเวทีที่ คสช.เปิดให้พรรคการเมืองได้มาระบายความในใจ จบไปพร้อมกับสูตรของรองนายกฯ “วิษณุ เครืองาม” 3-3-5
ใครที่เกาะติดโรดแม็พเลือกตั้งมาตลอด จะรู้ว่านี่ไม่ใช่สูตรใหม่อะไร เพียงแต่ “มือกฎหมาย” อย่างอาจารย์วิษณุ หยิบมาอธิบาย ทำความเข้าใจกันใหม่อีกครั้งเท่านั้น
อธิบายอีกครั้ง เลข 3 ตัวแรก คือ ระยะเวลาที่ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับสุดท้าย คือ ร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และร่างกฎหมายที่มา ส.ว. อยู่ในขั้นตอนพระราชวินิจฉัย หลังจากนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ที่ 90 วัน หรือ 3 เดือน
หากพระราชทานคืนมา ก็จะมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
สำหรับกฎหมาย ส.ว. จะมีผลบังคับใช้ในวันถัดไปจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ในส่วนของกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ต้องรอไปอีก 90 วัน ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแก้ไขขยายเวลาการบังคับใช้ออกไปจนส่งผลให้โรดแม็พเลือกตั้งที่ก่อนหน้านี้ คสช.เคยประกาศไว้ว่าจะเป็นปลายปี 2561 ขยับออกไปเป็นปีหน้า
(อ่านต่อ...74พรรคถกปลดล็อก-เลือกตั้งไม่เกิน5พ.ค.)
ช่วง 90 วัน หรือ 3 เดือนนี้ คือ เลข 3 ตัวที่สอง ตามสูตร 3-3-5 ของวิษณุ ซึ่งวิษณุบอกว่าโชคดีที่มีช่วง 90 วันนี้อยู่ เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องนับเวลา 150 วันไปสู่การเลือกตั้งเลย ซึ่งจะทำให้ทำอะไรกันไม่ทัน
ในช่วง 90 วันนี้ คสช.จะจัดเวทีเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยเป็นครั้งที่สอง โดย “พล.อ.ประยุทธ์” จะนั่งหัวโต๊ะเอง ซึ่งวิษณุ บอกว่า ในเวทีนี้จะมีความชัดเจนมากกว่าการประชุมที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ นั่งหัวโต๊ะ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา
ตามที่ “วิษณุ” อธิบาย ช่วง 90 วันนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ คสช.จะคลายล็อกให้พรรคการเมือง
ย้ำว่าเป็นการ “คลายล็อก” ไม่ใช่ “ปลดล็อก” ให้ทั้งหมด นั่นคือ จะอนุญาตให้พรรคการเมืองสามารถจัดประชุมเพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคใหม่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมืองใหม่ และเพื่อหาสมาชิกพรรค จากเดิมที่ล็อกไว้ด้วยคำสั่ง 53/2560
และจะให้ กกต.สามารถแบ่งเขตเลือกตั้งได้ เพื่อให้พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครไปทำไพรมารีโหวตกันต่อไป โดย กกต.จะใช้เวลาแบ่งเขตเลือกตั้งประมาณ 60 วัน เพราะต้องไปรับฟังความเห็นประชาชนและพรรคการเมืองด้วย จากนั้น พรรคการเมืองจะมีเวลาประมาณ 30 วันเพื่อทำไพรมารีโหวต
จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงของเลข 5 คือ 5 เดือน หรือ 150 วัน หลังกฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ ซึ่งต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่ง “วิษณุ” ก็บอกวันที่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ 4 วัน คือ 24 กุมภาพันธ์, 31 มีนาคม, 28 เมษายน และ 5 พฤษภาคม ซึ่งวิษณุ ย้ำว่า เป็นเพียง “ตุ๊กตา” ที่ตั้งขึ้นมาเท่านั้น
มีพรรคการเมืองส่วนหนึ่งพยายามบอกว่าให้กำหนดไปเลยว่าจะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ซึ่งวิษณุ ก็บอกว่าไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เนื่องจากการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต. และก็ยังไม่รู้ว่าถึงวันนั้นจะเป็น กกต.ชุดนี้ หรือ กกต.ชุดใหม่ที่กำลังเดินการสรรหากันอยู่
จากตุ๊กตาวันเลือกตั้งที่วิษณุบอกมา ส่วนหนึ่งน่าจะเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าสามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามที่ คสช.ประกาศไว้ คือ เดือนกุมภาพันธ์ 2562 เพียงแต่จะเลือกตั้งในเดือนนั้นได้จริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมือง เพราะหากเลือกตั้งเร็วก็หมายถึงพรรคการเมืองจะมีเวลาหาเสียงน้อยลง
ยังมีปัจจัยที่จะทำให้วันเลือกตั้งเกิดเร็วหรือช้าด้วย ซึ่ง “วิษณุ” บอกว่า มีอยู่ 5 ปัจจัย
1.ความสงบเรียบร้อยในช่วงที่มีการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยบอกไว้ว่าจะมีพระราชพิธีก่อนวันเลือกตั้ง
2.การที่จะได้รับพระราชทานกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.ทั้งสองฉบับกลับลงมา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดระยะเวลาไว้ภายใน 90 วัน
3.การผลัดเปลี่ยนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากชุดเก่าเป็นชุดใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อใด อย่างไรก็ตาม อาจารย์วิษณุก็บอกว่าไม่ว่าจะมี กกต.ชุดใหม่หรือไม่ กกต.ชุดเก่าก็ยังทำหน้าที่ได้จนถึงที่สุด เพียงแต่จะกระทบเรื่องช้าหรือเร็วเท่านั้น
4.การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นจะจัดขึ้นเมื่อใด ซึ่งจะต้องหลบหลีกไม่ให้ซ้ำอยู่ในเดือนเดียวกันเพื่อให้ กกต.สามารถจัดการได้ และ 5.ความสงบเรียบร้อยทั่วไปของประเทศ
ข้อ 5 นี่แหละน่าสนใจ
วิษณุ บอกว่า “ถ้าบ้านเมืองสงบเรียบร้อยเหมือนปัจจุบันนี้อยู่ถือว่าอยู่ในระดับที่วางใจได้ แต่หากจะเกิดเหตุใดขึ้นในอนาคต แน่นอนจะกระทบต่อกำหนดเวลาการเลือกตั้ง” สอดคล้องกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดมาตลอดว่า การเลือกตั้งจะเกิดหรือไม่ จะเกิดเร็วหรือช้า “ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”
นั่นคือภาพใหญ่เรื่องวันเลือกตั้ง
ย่อยลงไปรายละเอียดของวงพูดคุย ประเด็นร้อนประเด็นหนึ่ง คือ “การทำไพรมารีโหวต”
มีหลายพรรคโดยเฉพาะพรรคใหม่เสนอให้ยกเลิกการทำไพรมารีโหวต บางพรรคเสนอให้ยกเว้นการทำไพรมารีโหวตในครั้งแรก ขณะที่บางพรรคเสนอให้มีการทำไพรมารีโหวตรายภาค ซึ่งทาง คสช.จะนำไปพิจารณาอีกที
อีกเรื่องร้อน คือ “การปลดล็อกพรรคการเมือง” ซึ่งชัดเจนว่า จะเริ่มปลดล็อกหลังจากร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยเป็นการคลายล็อกให้ก่อน
สำหรับเรื่องการปลดล็อกพรรคการเมืองนี้ มีอีกจุดใหญ่ที่ต้องไปลุ้นว่า คสช.จะคลายล็อกให้แค่ไหน คือ ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
อย่าลืมที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า กติกาการหาเสียงน่าจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“เรื่องการปลดล็อกที่จะหาเสียง ขอถามว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรในการหาเสียง มีการหาเสียงในสิ่งที่ดีๆ หรือไม่ ด่ากันโจมตีกันไปมา แทนที่จะพูดในสิ่งที่พรรคจะทำอะไร ตัวเองจะทำอะไร ถ้าเป็นแบบนี้มันไปไม่ได้ จะกลายเป็นว่าเริ่มบรรทัดฐานตั้งแต่การเลือกตั้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเข้าไปเป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายค้าน”
“มันด่ากันตามถนนหนทางเดินกันทั่วไปหมด รับได้หรือไม่ ถ้ารับไม่ได้ก็ต้องช่วยผม ให้ทุกคนออกมารับประกันว่าการหาเสียงจะต้องประกาศนโยบายที่ตรงตามกฎหมายกำหนด ไม่ใช่มองว่ากฎหมายที่ออกมาเป็นการบังคับ มาตัดสิทธิ มาเพิ่มภาระ แล้วที่ผ่านมาไม่มีเรื่องพวกนี้แล้วเป็นอย่างไร ก็ลองมีเสียบ้างไม่ได้หรือ ประเทศนี้ต้องมีกฎเกณฑ์ มีกฎหมาย กติกา”
และคีย์เวิร์ดสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ “การหาเสียงจะต้องอยู่ในกรอบที่กำหนด โดยต้องขออนุญาตเป็นครั้งๆ ไป แต่บางอย่างอาจไม่ต้องขอ การปลดล็อกมันต้องเป็นแบบนั้น บางอย่างต้องขอ บางอย่างไม่ต้องขอ ซึ่งต้องหาวิธีในการกำหนดให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่ใช่ก่อนจะไปถึงประชาธิปไตยตีกันเละ”
(อ่านต่อ...ยังไงกันแน่ !! "ปลดล็อก" หรือ "ล็อกเพิ่ม" ??)
ทั้งนี้ มีข้อมูลว่า ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความเข้มงวดขึ้น ไม่สามารถหาเสียงได้อย่างเสรีเหมือนที่ผ่านมา โดยทาง กกต.จะกำหนดรายละเอียดออกมาว่า จะให้ทำอะไรได้ อะไรที่ห้ามทำ
สรุปแล้ว เวทีเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ยังไม่มีอะไรใหม่ สูตร 3-3-5 ที่ออกมาก็เป็นการเอาเรื่องเก่ามาอธิบายใหม่ สำหรับเรื่องการปลดล็อก ยังไม่ถึงเวลา
ที่สำคัญจะไม่มีปลดล็อก มีแต่คลายทีละเปลาะ ทีละเปลาะ จากที่ คสช.ได้สร้างกลไกล็อกเอาไว้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง หลังเลือกตั้ง และกระทั่งหลังมีรัฐบาลใหม่
ทุกขั้นตอนสะท้อนการกระชับอำนาจของ คสช.!!
==================



