
บททดสอบ"ตำรวจ" จับ"ทนายสุกิจ"
ประเด็นชี้ขาดว่า ใครผิด-ใครถูก ระหว่าง "ทนายสุกิจ" กับตำรวจชุดจับกุม ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่านายสุกิจ ขัดขวางเจ้าหน้าที่หรือจะหลบหนีขณะจับกุมหรือไม่
กรณีตำรวจกองปราบปรามบุกจับ นายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความ ขณะพา น.ส.แสงสุริยเทพ พระมหาสุริยา ร่างทรง 4 จี เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ข้อหาดูหมิ่นด้วยการโฆษณา และชุดจับกุมล็อกตัวนายสุกิจ กดลงกับพื้น มือไพล่หลังใส่กุญแจมือ กลางห้องรับแจ้งความ สน.พหลโยธิน ตามหมายจับนายสุกิจคดีรุกป่าสงวน-ครอบครองซากไก่ฟ้าสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นประเด็นขึ้นมาว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำไปเกินกว่าเหตุหรือไม่
ในด้านของ“สภาทนายความ” ซึ่งมีหน้าที่ดูแลวิชาชีพและทนายความทั่วประเทศ ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหว แสดงความไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยตั้งข้อสังเกตถึงวิธีการจับกุมว่าเป็นไปตามหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ และเตรียมนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสภาทนายความเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
ขณะเดียวกันก็ได้มี“สมาพันธ์ทนายความแห่งประเทศไทย” เดินทางไปที่กองบังคับการปราบปราม ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ที่เข้าจับกุมนายสุกิจ
ส่วนเจ้าตัวนายสุกิจ ก็เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า ได้แจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจชุดจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกาย
ด้านตำรวจชุดจับกุม ก็ยืนยันว่าปฏิบัติตาม“ยุทธวิธี” เมื่อบุคคลใดขัดขวางหรือหลบหนี ผู้จับสามารถใช้ยุทธวิธีการจับกุมตามความเหมาะสมตามแต่สถานการณ์ เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการอ่านหมายจับ และแจ้งข้อหาให้นายสุกิจ ทราบ แต่เมื่อจะเข้าควบคุมตัวพาไปห้องสอบสวน นายสุกิจ กลับ“สะบัดแขน” มีการขัดขืน ไม่ยอมให้จับแต่โดยดี จึงต้องจับกดลงพื้นเพื่อใส่กุญแจมือ และได้มีการดำเนินคดีกับนายสุกิจในข้อหา ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่
อย่างไรก็ตามหลังเหตุการณ์ผ่านไประยะหนึ่ง สถานการณ์เริ่มคลี่คลายขึ้น เมื่อ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ได้เข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่าย คือนายสุกิจและตำรวจชุดจับกุม
แต่ล่าสุด “ทนายสุกิจ” ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทุกคนต่อศาล
สำหรับตามกฎหมายเนื่องจากข้อหาทำร้ายร่างกายก็ดี, ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานก็ดี เป็นข้อกล่าวหาที่ยอมความกันไม่ได้ ดังนั้นเมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดีเกิดขึ้นแล้ว คดีก็ต้องเดินไปตามกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องไปลุ้นกันอีกทีว่า เมื่อคดีถึงชั้นอัยการ จะมีการสั่งฟ้องคดีหรือไม่ หากอัยการยื่นฟ้อง ก็ต้องไปรอดูว่าศาลจะพิจารณาพิพากษาว่าอย่างไร “ใครถูก-ใครผิด จะได้รู้กัน”
ทั้งนี้สำหรับเหตุการณ์ที่ “ทนายสุกิจ” ถูกตำรวจจับกุมในครั้งนี้ มี“ตัวบทกฎหมาย”เกี่ยวข้องอยู่หลายฉบับ
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 29 วรรคสาม บัญญัติว่า การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจําเลยให้กระทําได้เพียงเท่าที่จําเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี
แต่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยตรง คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 83 วรรค 3 บัญญัติว่า ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับ หรือหลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี ผู้ทําการจับมีอํานาจใช้วิธีหรือการป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับนั้น
ส่วนมาตรา 86 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ใช้วิธีควบคุมผู้ถูกจับเกินกว่าเท่าที่จําเป็นเพื่อป้องกันมิให้เขาหนีเท่านั้น
จะเห็นได้ว่าทั้งรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติไปในแนวทางเดียวกัน คือ การเข้าควบคุมผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา เจ้าหน้าทีี่ต้องทำเท่าที่จำเป็น เช่น เกิดกรณีที่ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับขัดขวางการจับกุมหรือหลบหนี
ดังนั้นประเด็นที่จะชี้ขาดว่า ใครผิด-ใครถูก ระหว่าง “ทนายสุกิจ” กับตำรวจชุดจับกุม จึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่า “ ทนายสุกิจ” มีการขัดขวางเจ้าหน้าที่หรือจะหลบหนี ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำการจับกุมหรือไม่
ข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อเจ้าหน้าที่จะจับแขน นายสุกิจกลับ“สะบัดแขน” ก็ต้องพิจารณากันต่อไปว่า นายสุกิจ สะบัดแขน เพราะอะไร และที่ไม่ยอมไปห้องสอบสวนแต่โดยดี นายสุกิจ มีเหตุผลว่าอย่างไร หากเหตุผลที่“ทนายสุกิจ” ชี้แจงแล้วฟังไม่ขึ้น ก็อาจเข้าข่ายขัดขวางหรือจะหลบหนี อันเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังในการจับกุมได้
นักกฎหมายท่านหนึ่ง ได้ให้ความเห็นกรณีจับกุม“ทนายสุกิจ”ไว้อย่างน่าฟัง ว่า
"ปัญหากรณีนี้อยู่ที่วิธีการจับตามมาตรา83 กล่าวคือ ใช้วิธีหรือการป้องกันที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์หรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง โดยการใช้กำลังเพื่อจะจับผู้ขัดขวางหรือจะขัดขวางน่าจะเป็นมาตรการสุดท้าย เพราะว่าทันทีที่แจ้งข้อหาและแสดงหมายก็เป็นการจับเเล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงเนื้อตัวร่างกายก็จับแล้ว เมื่อถือว่าจับแล้ว ถ้าหลบหนีก็เป็นการขัดขวางหรืออาจมีความผิดฐานหลบหนีจากการคุมขัง และประเด็นสำคัญของข้อเท็จจริง คือ เขาอยู่ในสภาวะที่น่าเชื่อว่าจะหลบหนีหรือขัดขวางไหม "
สภาวะที่ว่าน่าเชื่อว่า “ ทนายสุกิจ” จะหลบหนี หรือขัดขวางการจับกุมของเจ้าหน้าที่หรือไม่ อันนำมาซึ่งการชี้ว่าการจับกุมนายสุกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้กระทำโดยชอบแล้วหรือไม่ ต้องนำข้อเท็จจริงหลายๆอย่างมาพิจารณาประกอบด้วย อย่างเช่น กรณีนี้เหตุเกิดบนสถานีตำรวจ, มีนักข่าวอยู่จำนวนมาก ,นายสุกิจ อายุ 60 กว่า , อ้วน เป็นต้น
การจับกุมนายสุกิจ ในครั้งนี้ จึงเป็นกรณีที่น่าศึกษา และเป็นบททดสอบการทำงานของตำรวจอีกครั้งหนึ่ง



