
ช่องโหว่กินเงินอาหารกลางวันเด็ก"คนน้อยทอนน้อย คนมากทอนมาก"
ช่องโหว่กินเงินอาหารกลางวันเด็ก"คนน้อยทอนน้อย คนมากทอนมาก" : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน โดย... สุมาลี สุวรรณกร
“การโกงค่าอาหารกลางวันทำได้หลายแบบ โดย 1.เบิกเงินมาแล้วไม่ไปซื้ออาหาร เด็กไม่ได้กินเลย โดยให้เด็กห่อข้าวมากินเอง 2.ไปซื้ออาหารแต่ซื้อไม่เต็มตามงบประมาณที่มีอยู่ เบียดบังไว้ครึ่งหนึ่ง หรือเอาเงินทอนเข้ากระเป๋าเยอะ 3.ซื้ออาหารเต็มตามงบแต่ขอส่วนแบ่งคืนจากแม่ค้า ร้านค้า หรือเงินทอนเพื่อเข้ากระเป๋าผู้บริหาร”
จากกรณีอาหารกลางวันเด็กโรงเรียนบ้านท่าใหม่ ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่เอาขนมจีนคลุกน้ำปลาให้เด็กกิน รวมทั้งโรงเรียนอนุบาลขอนแก่น โรงเรียนชื่อดังขนาดใหญ่ของจังหวัด ที่พบว่ามีการทำอาหารกลางวันให้เด็กรับประทานไม่สมกับราคาค่าอาหารหัวละ 20 บาทต่อวัน จนทำให้ผู้ปกครองต้องออกมาโพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดียและเกิดการตรวจสอบขึ้น ส่งผลกระเทือนให้มีการตรวจสอบอาหารกลางวันกันทั้งประเทศ แต่ก็ดูเหมือนเป็นการวัวหายที ล้อมคอกที เนื่องจากเรื่องนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ
ทั้งที่เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ เพราะที่ผ่านมาเหมือนมีการปล่อยปละละเลย ปล่อยภาระให้โรงเรียนจัดการดูแล โดยจัดสรรงบประมาณอาหารกลางวันให้โรงเรียนนำไปจัดซื้อจัดหามาเอง โดยจัดสรรงบประมาณตามหัวของเด็ก มีน้อยให้น้อย มีมากให้มาก จนเกิดวลีเด็ดขึ้นมาว่า “มีน้อยทอนน้อย มีมากทอนมาก” ขึ้นมา
หากเปรียบเทียบงบประมาณอาหารกลางวันของโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดใหญ่ ย่อมเห็นความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กประมาณ 150-200 คน เงินค่าอาหารกลางวันอยู่ที่เพียงมื้อละ 3,000-4,000 บาท ถามว่าพอที่จะให้เด็กกินไหม คำตอบคือ “พอได้” แต่ไม่เต็มที่ เพราะหากเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก บุคลากรน้อย ไม่มีแม่ครัวทำอาหาร เงินจำนวนนี้ต้องเจียดไปซื้ออาหาร และจ้างแม่ครัวทำด้วย แถมยังมีค่าแก๊ส ค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ ทำให้เงิน 3,000-4,000 บาทนี้ต้องแบ่งไปซื้ออาหาร 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ต้องเอาไปจ้างแม่ครัวและค่าใช้จ่ายอื่นๆ บางทียังมีเก็บไว้วันละ 100-200 บาท เพื่อเอาเป็นทุนในการพาเด็กเดินทางไปโน่น นี่ นั่น เพราะโรงเรียนไม่มีงบประมาณ จะไปเรียกรับกับเด็กนักเรียนก็ไม่ได้ เพราะเด็กชนบทผู้ปกครองมีเงินน้อย
“โรงเรียนเล็ก การตรวจสอบก็เยอะ เพราะอยู่ในชุมชน ชาวบ้านกับโรงเรียนรั้วติดกัน เขาเดินมาตรวจสอบได้ตลอด ครูต้องไปดูแลอาหารกลางวันให้เด็กด้วย บางวันครูก็ไปช่วยทำ เพราะแม่ครัวทำไม่ทัน ส่วนครูก็กินกับเด็ก เพราะครูไม่มีเวลาไปซื้อกินข้างนอก แต่ครูจะต้องออกเงินช่วยด้วย สัปดาห์ละ 400-500 บาท เพราะอาหารครูก็จะต้องมีสัก 2 อย่าง ซึ่งเป็นการช่วยเหลือกัน ไม่ได้กินของเด็กเสียทั้งหมด” ครูโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.สุรินทร์ บอก
ในขณะที่ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ที่มีเด็กนักเรียนในการดูแลประมาณ 250 คน บอกว่า หากจะโกงเงินค่าอาหารกลางวันเด็กนั้น ทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่คนที่ทำโดยเฉพาะผู้บริหารโรงเรียนจะกล้าทำไหม ? แต่สำหรับโรงเรียนเล็กๆ ทำไปก็ต้องมีปัญหา เพราะเงินมันน้อย เงินทั้งหมดต้องเอามาดูแลอาหารให้เด็ก หัวละ 20 บาท ซื้ออะไรก็ไม่พอ เพราะค่าใช้จ่ายแพง ต้องจ่ายแม่ครัว ต้องจ้างภารโรง ราคาอาหารแพงขึ้น บางครั้งบอกเด็กหากอยากกินอะไรอร่อยๆ ต้องให้ห่อข้าวมากินเอง แต่เอามาเฉพาะข้าว อาหารโรงเรียนจะทำให้เป็นมื้อพิเศษ อาหารพิเศษ เพราะหากเงิน 20 บาท โรงเรียนจัดอาหารให้ได้แค่ 1 อย่างเท่านั้น จะกินหลายอย่างไม่ได้ เพราะเงินน้อย
“การโกงค่าอาหารกลางวันทำได้หลายแบบ โดย 1.เบิกเงินมาแล้วไม่ไปซื้ออาหาร เด็กไม่ได้กินเลย โดยให้เด็กห่อข้าวมากินเอง 2.ไปซื้ออาหารแต่ซื้อไม่เต็มตามงบประมาณที่มีอยู่ เบียดบังไว้ครึ่งหนึ่ง หรือเอาเงินทอนเข้ากระเป๋าเยอะ 3.ซื้ออาหารเต็มตามงบแต่ขอส่วนแบ่งคืนจากแม่ค้า ร้านค้า หรือเงินทอนเพื่อเข้ากระเป๋าผู้บริหาร มันทำได้หมดอยู่ที่จิตสำนึกของครูหรือผู้บริหารที่ดูแลเรื่องนี้” ผอ.โรงเรียนประถมบอก
เขายังเสริมอีกว่า นอกจากนั้นหากเป็นโรงเรียนใหญ่จะมีการยื่นซองประมูลในการทำอาหารกลางวัน การยื่นซองคนที่ยื่นราคาต่ำสุดจะได้ทำอาหาร และการยื่นราคาต่ำก็อาจจะต้องมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้ผู้บริหารด้วย เพราะเงิน 20 บาทต่อหัวเด็ก หากยื่นซองก็จะลดราคาต่ำลง เงินส่วนต่าง ผอ.ก็ได้ หากไม่มีการตรวจสอบ และยังมีเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ยื่นซองผ่านอีก
“หากเป็นไปได้ อยากให้จัดค่าอาหารกลางวันให้เด็กเพิ่ม เพราะเงิน 20 บาท สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กไม่เพียงพอแน่นอน มีเด็ก 150 คน ได้เงินมาแค่ 3,000 บาท ซื้อข้าวก็หมดไปแล้ว ซื้อกับก็ได้นิดเดียวแถมยังต้องมีผลไม้ให้เด็กอีก หากจัดสรรเพิ่มราคาจะดีมาก เพราะทุกวันนี้ข้าวแกงจานละ 40-50 บาทแล้ว แต่งบอาหารกลางวันเด็กยังน้อยมาก” ผอ.โรงเรียนเดิมกล่าวย้ำ
ในขณะที่โรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีเด็กนักเรียนกว่า 2,500-3,000 คน มีงบประมาณอาหารกลางวันตกวันละกว่า 60,000-70,000 บาท การจัดสรรอาหารกลางวันให้โรงเรียนแม้จะดูว่าไม่เพียงพอ แต่การจัดการอาหาร หากซื้อมากก็ได้ปริมาณมาก เงินที่ทอนหรือส่วนลดก็จะมากขึ้นด้วย แตกต่างจากการซื้อน้อยที่จะไม่มีส่วนลดหรือส่วนต่างเป็นเงินทอนให้ได้เข้ากระเป๋าเลย
กรณีแบบนี้ควรจะเป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้ดูแลเรื่องนี้ เพราะยิ่งโรงเรียนใหญ่ โรงเรียนดัง ผู้ปกครองไว้ใจ บางโรงเรียนมีการเรียกเก็บค่าอาหารกลางวันเด็กเพิ่มด้วย ผู้ปกครองก็ไม่ได้ใส่ใจ ผลักภาระให้โรงเรียนดูแล ทำให้เงินที่มีอยู่ถูกลิดรอนและถูกเบียดบังเข้ากระเป๋าของคนที่บริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าผู้บริหาร กระเป๋าคนจัดซื้อจัดจ้าง กระเป๋าคนไปจ่ายตลาด และอื่นๆ สุดท้าย อาหารที่เด็กได้รับประทานเหลือเพียงเศษไก่ชิ้นเล็กๆ ที่เด็กจำเป็นต้องกิน โดยผู้ปกครองไม่มีโอกาสได้รู้
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ผู้ปกครองที่เข้าไปตรวจสอบ เพราะหากไม่ได้ไปดู ก็ไม่รู้ว่าแต่ละวันลูกตัวเองเอาอะไรใส่ลงท้องบ้าง จะรู้ก็ต่อเมื่อท้องเสีย ท้องร่วงต้องพาไปโรงพยาบาล แต่กรณีโรงเรียนอนุบาลขอนแก่นไม่น่าจะเกิดเหตุซ้ำอีก เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นข่าวกรณีเอาอาหารบูดมาให้เด็กกินจนต้องออกมาขอโทษกันไปแล้ว
คราวนี้กลับมีกรณีอาหารกลางวันราคาถูกกินอีก แบบนี้ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ?



