คอลัมนิสต์

การเมืองหนุนแก้ รธน. : ต่อให้ "ไม่อยาก"  ก็ต้อง "ทำ" 

การเมืองหนุนแก้ รธน. : ต่อให้ "ไม่อยาก"  ก็ต้อง "ทำ" 

16 มิ.ย. 2561

การเมืองหนุนแก้ รธน. : ต่อให้ "ไม่อยาก"  ก็ต้อง "ทำ"  : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน  โดย... อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ 

 

          ความมีอยู่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นที่ชอบใจของหลายๆ คน แม้จะผ่านการทำประชามติมาแล้ว เพราะบทบัญญัติหลายๆ อย่างเริ่มฉายปัญหาให้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับภาคการเมือง และภาคการใช้อำนาจ

          หากไม่มีปัญหาจริงๆ “หัวหน้า คสช.” คงไม่ใช้อำนาจตาม ม.44 ในหลายๆครั้งเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีทั้งนักวิชาการและนักเทคนิคออกมาชี้ให้เห็นถึงกับดักในอนาคตอีกหลากหลาย

          แต่ที่ดูจะเป็นปัญหามากที่สุดคือ การจัดสรรระบบโครงสร้างทางอำนาจในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ถูกมองว่าไม่เป็น “ประชาธิปไตย” และมุ่งทำมาเพื่อสืบทอดอำนาจ ของ คสช. ผ่านระบบที่ถูกจัดวางเอาไว้เป็นอย่างดี

          ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคัดคนเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบการใช้อำนาจ หรือที่เรียกว่า “ต้นน้ำ - กลางน้ำ - ปลายน้ำ” แห่งอำนาจ ที่แต่ละขั้นตอนเขียนเอาไว้อย่างรัดกุม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดทางให้มีนายกฯ คนนอก การเปิดโอกาสให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. มีส่วนร่วมในการเลือกนายกฯ มิพักต้องพูดถึงระบบเลือกตั้ง และการกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

          ส่วนการใช้อำนาจก็มีการวางกติกา ที่ต้องกระทำตาม “ยุทธศาสตร์ชาติ” 20 ปี ชนิดไม่สามารถแตกออกนอกแถวได้  หรือการวางหมากให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ  รวมไปถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจที่มีองค์กรอิสระอันไม่ผูกโยงกับประชาชน การถอดถอนที่สามารถกระทำได้โดยง่าย เพียงแค่ไม่ทำตามยุทธศาสตร์ชาติก็มีสิทธิปลิวออกจากตำแหน่ง โดยมีเหล่าผู้คุ้มกฎในนาม “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ” จะเป็นผู้ชี้ผิดชี้ถูก

          ใครๆ ก็รู้ว่าระบบนี้ใช้ต่อไปการเมืองไทยก็จะวนอยู่ในอ่างไม่ก้าวไปข้างหน้า ชาวบ้านร้านตลาดต่างส่ายหัว  แต่ด้วยอำนาจของ คสช. ที่ยังล้นเหลืออยู่ในขณะนี้จึงยังไม่สามารถทำอะไรได้  

          แน่ล่ะว่า มีคนกลุ่มหนึ่งเห็นด้วย และมีคนอีกกลุ่มหนึ่งพยายามบังคับให้คนจำนวนมาก “ทนๆ ไปก่อน” ภายใต้ “วาทกรรมชวนเชื่อ” ว่าอีกหน่อยจะชอบเอง เข้าทำนอง “คลุมถุงชน” อย่างในสมัยโบราณที่ให้แต่งๆ กันไปก่อนเดี๋ยวก็รักกันเอง

          แต่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นคือ  คนไม่เห็นด้วยมีเป็นจำนวนมาก  และกลายเป็นเรื่องที่ยากจะปฏิเสธเมื่อเข้าสู่วงสาธารณะ ถ้ายังนึกไม่ออกให้นึกถึงกระแส “ธงเขียว” ตอนร่างรัฐธรรมนูญ 2540   

          วันนี้เรื่องราวอาจยังไปไม่ถึงจุดนั้น แต่สัญญาณเริ่มมีให้เห็น 

          ถ้าติดตามเวทีถกแถลงสาธารณะที่มีนักการเมืองไปร่วม ไม่ว่าจะเป็นเวทีไหน  มักจะมีประเด็นคำถามที่ถูกโยนไปว่า “จะแก้รัฐธรรมนูญ” หรือไม่  ซึ่งด้วยบริบทของการเสวนาที่มักจะกล่าวยอมรับถึงความมีปัญหาก็จะทำให้พวกเขายากที่จะตอบรับเป็นอื่นนอกจากรับว่า “จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ในฐานะที่เป็นตัวปัญหา

          เพราะตามหลักการประชาธิปไตยแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นสิ่งแปลกปลอมอย่างยิ่ง ทำให้นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจึง “ต้อง” ไม่อาจยอมรับได้กับกติกาเช่นนี้  แม้ในทางลับอาจจะมีบางคนที่เห็นว่ากฎหมายแม่ฉบับนี้สามารถเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มของตนได้ แต่ในทางเปิดเผยพวกเขามิอาจตอบเป็นอื่น

          “พรรคอนาคตใหม่” อาจเป็นหน่วยกล้าตายที่พูดเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ  แถมถูกขู่จะดำเนินคดี แต่ก็ทำให้พรรคอื่นกล้าขึ้นมา ยามขึ้นเวทีแม้ไม่เคยพูดหรือเสนอประเด็นนี้แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์”  “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” “อนุทิน ชาญวีรกูล” “วราวุธ ศิลปอาชา”  

          จุดยืนของพวกเขาหลายคนในนี้ยังไม่ชัดว่าอนาคตจะยืนข้างไหน  แต่พวกเขาก็ต้องประสานเสียงประกาศต่อสังคมว่า “รัฐธรรมนูญต้องแก้”  ส่วนจะแก้เรื่องไหนก็เป็นเรื่องรายละเอียดและความแตกต่างที่แต่ละพรรคจะมองเห็น

          หากมีพรรคใดพรรคหนึ่งประกาศว่าจะไม่แก้รัฐธรรมนูญเล่าจะเป็นอย่างไร   พรรคนั้นก็จะถูกจัดกลุ่มไปโดยปริยายว่ายืนอยู่ข้างทหาร ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการเลือกตั้งแน่นอน

          การยืนข้างทหารไม่ดีตรงไหน ? เหล่านักการเมืองที่เป็นผู้เจนจัดสนามเลือกตั้งรู้ดีว่า กระแสในพื้นที่เป็นอย่างไรในขณะนี้ และการยืนผิดข้างอาจทำให้พวกเขาสอบตกหรือประสบความยากลำบาก ถ้านึกไม่ออกให้นึกท่าทีของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ที่พูดไว้ในวันที่นายกฯ ไป ครม.สัญจรที่นครสวรรค์ว่า “ขณะนี้ยังไม่สังกัดพรรคการเมืองใด แต่จะไม่ไปอยู่กับพรรคที่สนับสนุนทหารอย่างแน่นอน แต่หากพรรคที่สังกัด ไปร่วมรัฐบาลกับทหาร ก็สามารถยอมรับได้” คำพูดนี้เองฉายให้เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้น

          น่าเชื่อว่า ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง กระแสเรื่องจุดยืนของแต่ละการเมืองจะถูกสังคมบีบบังคับให้ต้องประกาศให้ชัด และแน่นอนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญจะกลายเป็นวาระแรกๆ ที่ต้องพูดถึง และหากผลการเลือกตั้งชัดเจนออกมา ไม่แน่ว่าเราอาจเห็นประวัติศาสตร์ “ธงเขียว” ซ้ำรอยก็เป็นได้

          ประวัติศาสตร์ที่เคยเขียนเอาไว้ว่า เมื่อชอบธรรมพอ ต่อให้ไม่อยาก “ก็ต้องทำ”