คอลัมนิสต์

ครม.สัญจร "ชาละวัน - ปากน้ำโพ" สัญญาณการเมืองแรงชัด

ครม.สัญจร "ชาละวัน - ปากน้ำโพ" สัญญาณการเมืองแรงชัด

12 มิ.ย. 2561

ครม.สัญจร "ชาละวัน - ปากน้ำโพ" สัญญาณการเมืองแรงชัด : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน โดย...  สำนักข่าวเนชั่น

 

          แทบจะกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว ที่ทุกๆ เดือน “นายกฯ ลุงตู่” จะต้องเดินสายประชุมสัญจร แม้จะถูกหลายคนค่อนแคะ ค่อนขอดว่า ล็อกเป้าพื้นที่หาเสียง และไปทีไรก็คล้ายซานตาคลอส แบกถุงของขวัญ ถุงขนมไปแจกคนในพื้นที่ แต่ลุงตู่ก็ไม่หวั่น ยังคงเดินหน้าทำต่อไป เพราะสิ่งที่ได้มานั้นต้องบอกว่า “คุ้ม” 

          ครั้งนี้นายกฯ เลือกเหยียบถิ่น “พิจิตร-นครสวรรค์” ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ภายใต้คอนเซ็ปต์ดูเรื่องการบริหารจัดการน้ำ

          แต่โฟกัสดูเหมือนจะจับจ้องไปที่ จ.พิจิตร ถิ่น “ชาละวัน” ที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นพื้นที่ของอดีตผู้มากบารมีทางการเมืองอย่าง “เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่แม้วันนี้ตัวเขาจะไม่อยู่ แต่พื้นที่ยังคงเชื่อว่าถูกจับจองโดยคนกลุ่มเดิม ทั้งจากตระกูล “ขจรประศาสน์” อย่าง “ลูกยอด" ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ และตระกูล “ภัทรประสิทธิ์” โดย “ประดิษฐ์ และ วินัย ภัทรประสิทธิ์” ที่ก่อนนี้อยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนา แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดนั้น มาทำงานการเมืองกับพรรค “ภูมิใจไทย” 

 

 

ครม.สัญจร "ชาละวัน - ปากน้ำโพ" สัญญาณการเมืองแรงชัด

 

          จึงถือเป็นลูกเบิ้ล ที่นายกฯ เลือกลงพื้นที่ของ “ภูมิใจไทย” ต่อจาก “บุรีรัมย์-สุรินทร์” เมื่อเดือนที่ผ่านมา

          ทันทีที่ไปถึง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็เลือกที่จะเอาฤกษ์เอาชัยด้วยการไปสักการะ “หลวงพ่อเพชร” ที่วัดท่าหลวง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัด และครั้งนี้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง พระอารามหลวง ได้มอบพระพุทธรูปบูชาหลวงพ่อเพชร หน้าตัก 3 นิ้ว รูปหล่อหลวงพ่อเงิน และเหรียญที่ระลึกหลวงพ่อเพชรหลวงพ่อเงินรุ่นพุทธบารมี ให้แก่นายกฯ รวมถึงมอบเหรียญที่ระลึกหลวงพ่อเพชรหลวงพ่อเงินรุ่นพุทธบารมีให้แก่คณะผู้ติดตามด้วย

          จากนั้นก็ได้ไปที่ “บึงสีไฟ” แหล่งน้ำขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศ เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตรเพื่อการระบายน้ำและกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร ณ ประตูระบายน้ำดงเศรษฐี

 

ครม.สัญจร "ชาละวัน - ปากน้ำโพ" สัญญาณการเมืองแรงชัด

 

          โดยที่นี่ “ทั่นนายกฯ” ได้ปราศรัยถึงผลงานของรัฐบาล แต่ก่อนอื่นก็ต้องแจกยาหอมโดยบอกว่า "ถึงพิจิตรแม้จะเป็นเมืองเล็ก แต่น่ารัก สามารถพัฒนาต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นเมืองแห่งความสุขได้ มาวันนี้ในนามของนายกฯ ที่จะดูแลคนทั้งประเทศทุกจังหวัดวันนี้ผมใส่เสื้อประเทศไทยมาพิจิตร เป็นเมืองที่อยู่ใกล้หัวใจผมที่สุดผมพยายามถ่ายทอดความรู้สึกทุกอย่างออกมา นายกฯ คนเดียวมีสองแขนสองมือ มีหัวใจดวงเดียว ทำได้หนึ่งอย่าง เก็บขยะก็ได้ชิ้นเดียว แต่ถ้าทุกคนร่วมมือกันเป็นพันๆ มือ งานทุกอย่างจะเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าเรามีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ เป็นกำลังใจให้กันและกัน ก็เป็นเรื่องที่ดีกว่าที่จะทำอะไรคนเดียว”

          และน่าสังเกตว่าวันนี้นายกฯ ใส่เสื้อที่มีรูปแผนที่ประเทศไทยขนาดใหญ่อยู่ที่หน้าอก

 

ครม.สัญจร "ชาละวัน - ปากน้ำโพ" สัญญาณการเมืองแรงชัด

 

          ถัดจาก “ลูกอ้อน” ก็มาถึง “ลูกโอด” ตามสไตล์ที่ต้องพูดถึงปัญหาที่ประสบพบมา อาทิเรื่อง การขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา  โดยบอกว่ารัฐบาลแก้ไปแล้วเป็นสิบอย่างแต่ก็เหมือนเดิม ถ้าจะหามาตรการใหม่ก็จะโดนด่าอีกว่าทำไมต้องรังแกคนจน  

          และประเด็นนี้เองที่ “นายกฯ” น่าจะอึดอัดคับข้องใจเพราะมีประโยคเด็ดว่า “เด็กแว้นยังบอกเลยว่ารังแกคนจน” 

          ส่วนเรื่องการเมือง นายกฯ ยังคงระบายต่อ โดยกล่าวถึงระบบเลือกตั้งที่หลายๆ คนบ่นว่า บัตรเลือกตั้งที่ให้กาบัตรใบเดียว ทำให้ยุ่งยาก จำเบอร์ได้ยาก 

          “ถ้าแค่นี้จำยากแล้วจะไปเลือกตั้งคนดีได้หรือ”  

          เขายังพูดถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่า “หลายคนบอกว่านายกฯจะสืบทอดอำนาจไป 20 ปี ซึ่งอีก 20 ปี ผมจะอยู่หรือไปยังไม่รู้เลย แล้วแต่ชะตาฟ้าลิขิต เกิดได้เมื่อไหร่ก็ตายได้เมื่อนั้น ยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปีผมอยู่มา 4 ปี ยังทำได้เท่านี้ ถ้าไม่มีกรอบก็จะสะเปะสะปะ วันนี้ขนาดมีกรอบให้เดินยังไม่ชอบ ยังไม่เอา ก็ไปแก้เอาสิ แต่ละปีแก้ด้วยแผนงานจ่ายงบประมาณ แต่ไม่ใช่สะเปะสะปะ ไม่ใช่ลดความเหลื่อมล้ำเฉพาะพื้นที่ตัวเอง และต้องแก้ให้ต่อเนื่องเชื่อมโยง”

 

ครม.สัญจร "ชาละวัน - ปากน้ำโพ" สัญญาณการเมืองแรงชัด

 

          จากนั้น ถึงคิวทำกิจกรรม โดย “นายกฯ” ได้ฟังเด็กนักเรียนเล่านิทานเรื่อง “ต้นไม้แห่งความสมหวัง” และ “ลุงตู่” ได้ขอให้หลานๆที่ถูกเตรียมมาต้อนรับร่วมกันร้องเพลง “ต้นไม้ของพ่อ” ก่อนจะเยี่ยมจะชมการแสดงร้องเพลงของเด็กนักเรียนที่มีความสามารถในการขับร้อง โดยนายกฯ ได้ขอให้ร้องเพลงของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” และเพลงของ “ลำไย ไหทองคำ” ขณะที่เด็กๆ ต่างพากันร้องเชียร์นายกฯ สู้ๆ

          เรียกได้ว่าคนจัดรู้ใจ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ยิ่งนัก เพราะนายกฯ มักจะชอบเด็กและยิ้มแย้มอารมณ์ดีทุกครั้งที่อยู่ท่ามกลางเด็ก

          อย่างว่า คนรักนายกฯ ก็มีไม่น้อย โดยที่วัดท่าหลวง ขณะที่ “ลุงตู่” เดินมายังเต็นท์ริมน้ำเพื่อทักทายประชาชน ก็มีหญิงคนหนึ่งพยายามที่จะเข้ามาหอมแก้ม เล่นเอา “ลุงตู่” ถึงกับผงะ พร้อมบอกว่า “จะมาหอมแก้มเลยหรือ เดี๋ยวเขาหาว่าทำการเมืองอีก” ก่อนที่จะหันมาส่งสัญลักษณ์ไอเลิฟยูก่อนขึ้นรถยนต์เพื่อไปปฏิบัติภารกิจต่อ

          อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่ความชื่นมื่น หากมีเบื้องหลังอันไม่ค่อยจะหวานหอมเช่นกัน เพราะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าบริเวณวัดท่าหลวงโดยเด็ดขาด จนกว่านายกฯ จะปฏิบัติภารกิจเสร็จ ทำให้บรรยากาศในวัดสุดเงียบเหงา กว่าจะคึกคักก็ต้องไปถึงเต็นท์ริมน้ำ หรือที่ “บึงสีไฟ” ก็มีความเข้มงวด โดยต้องตรวจอาวุธตรวจบัตรประจำตัว แม้แต่ผู้ที่จะเข้าพื้นที่ก็ถูกห้ามสวมแจ็กเก็ตโดยเด็ดขาด 

 

ครม.สัญจร "ชาละวัน - ปากน้ำโพ" สัญญาณการเมืองแรงชัด

 

          และเช่นกัน การเกณฑ์ชาวบ้านมาดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว โดยแต่ละอำเภอได้นำชาวบ้านและสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมารอพบ พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เตรียมป้ายและแจกพัดหมวกประชาสัมพันธ์เพจไทยคู่ฟ้าและแอพพลิเคชั่นไลน์ @thaigov เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสาร พร้อมกันนี้สำนักโฆษกยังได้เตรียมเนื้อเพลง “เพราะเธอคือประเทศไทย” ให้ประชาชนเตรียมร้องต้อนรับนายกฯด้วย

          จากนั้น “นายกฯ” ก็ได้ออกจากนครสวรรค์ แต่ครั้งนี้พิเศษขึ้นโดยเดินทางโดยรถไฟขบวนพิเศษ จากสถานีรถไฟชุมแสง ต.ชุมแสง อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ไปยังสถานีรถไฟนครสวรรค์ ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เพื่อตรวจโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่

          ซึ่งไม่ว่าจะผ่านสถานีไหน นายกฯ ก็ยื่นหน้าโบกมือทักทายประชาชนตามรายทาง

          แต่ที่เซอร์ไพรส์คือ หลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา “เม้งแตก” สื่อมาหลายครั้ง มาวันนี้เปิดโอกาสให้สื่อได้ใกล้ชิด นั่งรถไฟโบกี้เดียวกัน จนถึงขนาดที่เอื้อมมือก็แตะตัวได้

 

ครม.สัญจร "ชาละวัน - ปากน้ำโพ" สัญญาณการเมืองแรงชัด

 

          ที่ นครสวรรค์ น่าจับตาเมื่อมีเหล่านักการเมืองจำนวนมากมารอต้อนรับ ไม่ว่าจะเป็น “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” อดีตส.ส.นครสวรรค์พรรคเพื่อไทย “อนันต์ ผลอำนวย” อดีตส.ส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย, “ผ่องศรี ธาราภูมิ” อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ “สำราญ ศรีแปงวงศ์” อดีตส.ส.กำแพงเพชร พรรคประชาธิปัตย์ “สงกรานต์ จิตสุทธิภากร” อดีตส.ส.นครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” - “นพดล พลเสน” อดีตส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา “อนุชา นาคาศัย” อดีตส.ส.ชัยนาท พรรคไทยรักไทย “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช” อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย “พีระเดช ศิริวันสาณฑ์” อดีตส.ส.นครสวรรค์ พรรคชาติไทยพัฒนา “มณเฑียร สงฆ์ประชา” อดีตส.ส.ชัยนาท พรรคชาติไทย และ “สิงห์ชัย ทุ่งทอง” อดีตส.ว.

 

ครม.สัญจร "ชาละวัน - ปากน้ำโพ" สัญญาณการเมืองแรงชัด

 

          เรียกได้ว่ารวมดาวการเมืองภาคเหนือตอนล่าง และแน่นอนว่าย่อมตกอยู่ในกระแสการวิพากษ์เรื่อง “ดูด” และการหา “พันธมิตร” ทางการเมือง เพราะหลายคนนั้นเป็นชื่อผู้เล่นที่มีข่าวว่ากำลังอยู่ในเกมขณะนี้ ทั้งฐานะคนเดินเกม และคนฐานะถูกทาบทาม

          โดยผู้ที่ได้ฉายา “ผู้มากบารมีแห่งอุทัยธานี” อย่าง “ชาดา ไทยเศรษฐ์” พูดอย่างมีนัยอันน่าคิดว่า ขณะนี้เขายังไม่สังกัดพรรคการเมืองใด แต่จะไม่ไปอยู่กับพรรคที่สนับสนุนทหารอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากพรรคที่ตนเองสังกัดกลับไปร่วมรัฐบาลกับทหาร ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้  

          แปลได้ว่าถ้าถูก “ดูด” ไม่ไป  แต่ให้จับมือด้วยก็ “ไม่ปฏิเสธ”

          จากนี้สัญญาณการเมืองจะแรงชัดยิ่งขึ้น และทุกย่างก้าวของรัฐบาล จะถูกจับตาอย่างเข้มข้นเช่นกัน