
ครม.สัญจร "ชาละวัน - ปากน้ำโพ" สัญญาณการเมืองแรงชัด
ครม.สัญจร "ชาละวัน - ปากน้ำโพ" สัญญาณการเมืองแรงชัด : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน โดย... สำนักข่าวเนชั่น
แทบจะกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว ที่ทุกๆ เดือน “นายกฯ ลุงตู่” จะต้องเดินสายประชุมสัญจร แม้จะถูกหลายคนค่อนแคะ ค่อนขอดว่า ล็อกเป้าพื้นที่หาเสียง และไปทีไรก็คล้ายซานตาคลอส แบกถุงของขวัญ ถุงขนมไปแจกคนในพื้นที่ แต่ลุงตู่ก็ไม่หวั่น ยังคงเดินหน้าทำต่อไป เพราะสิ่งที่ได้มานั้นต้องบอกว่า “คุ้ม”
ครั้งนี้นายกฯ เลือกเหยียบถิ่น “พิจิตร-นครสวรรค์” ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ภายใต้คอนเซ็ปต์ดูเรื่องการบริหารจัดการน้ำ
แต่โฟกัสดูเหมือนจะจับจ้องไปที่ จ.พิจิตร ถิ่น “ชาละวัน” ที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นพื้นที่ของอดีตผู้มากบารมีทางการเมืองอย่าง “เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่แม้วันนี้ตัวเขาจะไม่อยู่ แต่พื้นที่ยังคงเชื่อว่าถูกจับจองโดยคนกลุ่มเดิม ทั้งจากตระกูล “ขจรประศาสน์” อย่าง “ลูกยอด" ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ และตระกูล “ภัทรประสิทธิ์” โดย “ประดิษฐ์ และ วินัย ภัทรประสิทธิ์” ที่ก่อนนี้อยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนา แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดนั้น มาทำงานการเมืองกับพรรค “ภูมิใจไทย”
จึงถือเป็นลูกเบิ้ล ที่นายกฯ เลือกลงพื้นที่ของ “ภูมิใจไทย” ต่อจาก “บุรีรัมย์-สุรินทร์” เมื่อเดือนที่ผ่านมา
ทันทีที่ไปถึง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็เลือกที่จะเอาฤกษ์เอาชัยด้วยการไปสักการะ “หลวงพ่อเพชร” ที่วัดท่าหลวง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัด และครั้งนี้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง พระอารามหลวง ได้มอบพระพุทธรูปบูชาหลวงพ่อเพชร หน้าตัก 3 นิ้ว รูปหล่อหลวงพ่อเงิน และเหรียญที่ระลึกหลวงพ่อเพชรหลวงพ่อเงินรุ่นพุทธบารมี ให้แก่นายกฯ รวมถึงมอบเหรียญที่ระลึกหลวงพ่อเพชรหลวงพ่อเงินรุ่นพุทธบารมีให้แก่คณะผู้ติดตามด้วย
จากนั้นก็ได้ไปที่ “บึงสีไฟ” แหล่งน้ำขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศ เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตรเพื่อการระบายน้ำและกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร ณ ประตูระบายน้ำดงเศรษฐี
โดยที่นี่ “ทั่นนายกฯ” ได้ปราศรัยถึงผลงานของรัฐบาล แต่ก่อนอื่นก็ต้องแจกยาหอมโดยบอกว่า "ถึงพิจิตรแม้จะเป็นเมืองเล็ก แต่น่ารัก สามารถพัฒนาต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นเมืองแห่งความสุขได้ มาวันนี้ในนามของนายกฯ ที่จะดูแลคนทั้งประเทศทุกจังหวัดวันนี้ผมใส่เสื้อประเทศไทยมาพิจิตร เป็นเมืองที่อยู่ใกล้หัวใจผมที่สุดผมพยายามถ่ายทอดความรู้สึกทุกอย่างออกมา นายกฯ คนเดียวมีสองแขนสองมือ มีหัวใจดวงเดียว ทำได้หนึ่งอย่าง เก็บขยะก็ได้ชิ้นเดียว แต่ถ้าทุกคนร่วมมือกันเป็นพันๆ มือ งานทุกอย่างจะเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าเรามีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ เป็นกำลังใจให้กันและกัน ก็เป็นเรื่องที่ดีกว่าที่จะทำอะไรคนเดียว”
และน่าสังเกตว่าวันนี้นายกฯ ใส่เสื้อที่มีรูปแผนที่ประเทศไทยขนาดใหญ่อยู่ที่หน้าอก
ถัดจาก “ลูกอ้อน” ก็มาถึง “ลูกโอด” ตามสไตล์ที่ต้องพูดถึงปัญหาที่ประสบพบมา อาทิเรื่อง การขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา โดยบอกว่ารัฐบาลแก้ไปแล้วเป็นสิบอย่างแต่ก็เหมือนเดิม ถ้าจะหามาตรการใหม่ก็จะโดนด่าอีกว่าทำไมต้องรังแกคนจน
และประเด็นนี้เองที่ “นายกฯ” น่าจะอึดอัดคับข้องใจเพราะมีประโยคเด็ดว่า “เด็กแว้นยังบอกเลยว่ารังแกคนจน”
ส่วนเรื่องการเมือง นายกฯ ยังคงระบายต่อ โดยกล่าวถึงระบบเลือกตั้งที่หลายๆ คนบ่นว่า บัตรเลือกตั้งที่ให้กาบัตรใบเดียว ทำให้ยุ่งยาก จำเบอร์ได้ยาก
“ถ้าแค่นี้จำยากแล้วจะไปเลือกตั้งคนดีได้หรือ”
เขายังพูดถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่า “หลายคนบอกว่านายกฯจะสืบทอดอำนาจไป 20 ปี ซึ่งอีก 20 ปี ผมจะอยู่หรือไปยังไม่รู้เลย แล้วแต่ชะตาฟ้าลิขิต เกิดได้เมื่อไหร่ก็ตายได้เมื่อนั้น ยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปีผมอยู่มา 4 ปี ยังทำได้เท่านี้ ถ้าไม่มีกรอบก็จะสะเปะสะปะ วันนี้ขนาดมีกรอบให้เดินยังไม่ชอบ ยังไม่เอา ก็ไปแก้เอาสิ แต่ละปีแก้ด้วยแผนงานจ่ายงบประมาณ แต่ไม่ใช่สะเปะสะปะ ไม่ใช่ลดความเหลื่อมล้ำเฉพาะพื้นที่ตัวเอง และต้องแก้ให้ต่อเนื่องเชื่อมโยง”
จากนั้น ถึงคิวทำกิจกรรม โดย “นายกฯ” ได้ฟังเด็กนักเรียนเล่านิทานเรื่อง “ต้นไม้แห่งความสมหวัง” และ “ลุงตู่” ได้ขอให้หลานๆที่ถูกเตรียมมาต้อนรับร่วมกันร้องเพลง “ต้นไม้ของพ่อ” ก่อนจะเยี่ยมจะชมการแสดงร้องเพลงของเด็กนักเรียนที่มีความสามารถในการขับร้อง โดยนายกฯ ได้ขอให้ร้องเพลงของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” และเพลงของ “ลำไย ไหทองคำ” ขณะที่เด็กๆ ต่างพากันร้องเชียร์นายกฯ สู้ๆ
เรียกได้ว่าคนจัดรู้ใจ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ยิ่งนัก เพราะนายกฯ มักจะชอบเด็กและยิ้มแย้มอารมณ์ดีทุกครั้งที่อยู่ท่ามกลางเด็ก
อย่างว่า คนรักนายกฯ ก็มีไม่น้อย โดยที่วัดท่าหลวง ขณะที่ “ลุงตู่” เดินมายังเต็นท์ริมน้ำเพื่อทักทายประชาชน ก็มีหญิงคนหนึ่งพยายามที่จะเข้ามาหอมแก้ม เล่นเอา “ลุงตู่” ถึงกับผงะ พร้อมบอกว่า “จะมาหอมแก้มเลยหรือ เดี๋ยวเขาหาว่าทำการเมืองอีก” ก่อนที่จะหันมาส่งสัญลักษณ์ไอเลิฟยูก่อนขึ้นรถยนต์เพื่อไปปฏิบัติภารกิจต่อ
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่ความชื่นมื่น หากมีเบื้องหลังอันไม่ค่อยจะหวานหอมเช่นกัน เพราะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าบริเวณวัดท่าหลวงโดยเด็ดขาด จนกว่านายกฯ จะปฏิบัติภารกิจเสร็จ ทำให้บรรยากาศในวัดสุดเงียบเหงา กว่าจะคึกคักก็ต้องไปถึงเต็นท์ริมน้ำ หรือที่ “บึงสีไฟ” ก็มีความเข้มงวด โดยต้องตรวจอาวุธตรวจบัตรประจำตัว แม้แต่ผู้ที่จะเข้าพื้นที่ก็ถูกห้ามสวมแจ็กเก็ตโดยเด็ดขาด
และเช่นกัน การเกณฑ์ชาวบ้านมาดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว โดยแต่ละอำเภอได้นำชาวบ้านและสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมารอพบ พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เตรียมป้ายและแจกพัดหมวกประชาสัมพันธ์เพจไทยคู่ฟ้าและแอพพลิเคชั่นไลน์ @thaigov เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสาร พร้อมกันนี้สำนักโฆษกยังได้เตรียมเนื้อเพลง “เพราะเธอคือประเทศไทย” ให้ประชาชนเตรียมร้องต้อนรับนายกฯด้วย
จากนั้น “นายกฯ” ก็ได้ออกจากนครสวรรค์ แต่ครั้งนี้พิเศษขึ้นโดยเดินทางโดยรถไฟขบวนพิเศษ จากสถานีรถไฟชุมแสง ต.ชุมแสง อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ไปยังสถานีรถไฟนครสวรรค์ ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เพื่อตรวจโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่
ซึ่งไม่ว่าจะผ่านสถานีไหน นายกฯ ก็ยื่นหน้าโบกมือทักทายประชาชนตามรายทาง
แต่ที่เซอร์ไพรส์คือ หลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา “เม้งแตก” สื่อมาหลายครั้ง มาวันนี้เปิดโอกาสให้สื่อได้ใกล้ชิด นั่งรถไฟโบกี้เดียวกัน จนถึงขนาดที่เอื้อมมือก็แตะตัวได้
ที่ นครสวรรค์ น่าจับตาเมื่อมีเหล่านักการเมืองจำนวนมากมารอต้อนรับ ไม่ว่าจะเป็น “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” อดีตส.ส.นครสวรรค์พรรคเพื่อไทย “อนันต์ ผลอำนวย” อดีตส.ส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย, “ผ่องศรี ธาราภูมิ” อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ “สำราญ ศรีแปงวงศ์” อดีตส.ส.กำแพงเพชร พรรคประชาธิปัตย์ “สงกรานต์ จิตสุทธิภากร” อดีตส.ส.นครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” - “นพดล พลเสน” อดีตส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา “อนุชา นาคาศัย” อดีตส.ส.ชัยนาท พรรคไทยรักไทย “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช” อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย “พีระเดช ศิริวันสาณฑ์” อดีตส.ส.นครสวรรค์ พรรคชาติไทยพัฒนา “มณเฑียร สงฆ์ประชา” อดีตส.ส.ชัยนาท พรรคชาติไทย และ “สิงห์ชัย ทุ่งทอง” อดีตส.ว.
เรียกได้ว่ารวมดาวการเมืองภาคเหนือตอนล่าง และแน่นอนว่าย่อมตกอยู่ในกระแสการวิพากษ์เรื่อง “ดูด” และการหา “พันธมิตร” ทางการเมือง เพราะหลายคนนั้นเป็นชื่อผู้เล่นที่มีข่าวว่ากำลังอยู่ในเกมขณะนี้ ทั้งฐานะคนเดินเกม และคนฐานะถูกทาบทาม
โดยผู้ที่ได้ฉายา “ผู้มากบารมีแห่งอุทัยธานี” อย่าง “ชาดา ไทยเศรษฐ์” พูดอย่างมีนัยอันน่าคิดว่า ขณะนี้เขายังไม่สังกัดพรรคการเมืองใด แต่จะไม่ไปอยู่กับพรรคที่สนับสนุนทหารอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากพรรคที่ตนเองสังกัดกลับไปร่วมรัฐบาลกับทหาร ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้
แปลได้ว่าถ้าถูก “ดูด” ไม่ไป แต่ให้จับมือด้วยก็ “ไม่ปฏิเสธ”
จากนี้สัญญาณการเมืองจะแรงชัดยิ่งขึ้น และทุกย่างก้าวของรัฐบาล จะถูกจับตาอย่างเข้มข้นเช่นกัน



