คอลัมนิสต์

"พล.อ.พอพล"ถอดรหัสดาวเทียมใหม่ยันไม่ได้ซื้อ

"พล.อ.พอพล"ถอดรหัสดาวเทียมใหม่ยันไม่ได้ซื้อ

11 มิ.ย. 2561

"พล.อ.พอพล" ถอดรหัสดาวเทียมใหม่ยันไม่ได้ซื้อ-เล็งร่วมทุนสหรัฐแลกข้อมูล : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน โดย... อัญชลี อริยกิจเจริญ ทีมล่าความจริง เนชั่นทีวี 22

 

          ประเด็นที่หลายคนข้องใจก็คือข่าวที่วิจารณ์กันสนั่นว่ารัฐบาลไทยโดยกระทรวงกลาโหมเตรียมจัดหา “ดาวเทียมดวงใหม่” เพื่อใช้ทดแทน “ดาวเทียมไทยคม” ที่กำลังจะหมดสัญญา

          ฝั่งกระทรวงกลาโหมและสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ออกมาชี้แจงว่าเรื่องนี้แค่อยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาเท่านั้น ยังไม่ได้ตกลงอะไรกับใคร และยังไม่ได้ตกลงซื้อด้วย แต่อาจจะได้ฟรี โดยบริษัทผู้ผลิตและวิจัยเกี่ยวกับดาวเทียมที่ “ดีล” กับไทยอยู่ก็คือ “บริษัท เธ-เอ้อ” (Theia Group inc) เจ้าของดาวเทียมเธ-เอ้อ

          แต่พอมีข่าวแพลมออกมาจากที่ประชุมสภากลาโหมเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ปรากฏว่ามีข้อมูลอีกด้านอ้างว่าไทยไปตกลงเตรียมซื้อ “ดาวเทียมเธ-เอ้อ” นี้แล้ว มูลค่าถึง 91,000 ล้านบาท แถมยังเป็นดาวเทียมจารกรรม ใช้ในกิจการด้านความมั่นคง ทำให้มีเสียงวิจารณ์ถึงความจำเป็นและความสิ้นเปลืองงบประมาณเนื่องจากเป็นดาวเทียมที่ใช้เฉพาะด้านการทหารเท่านั้น

          นี่คือคำถามทั้งหมดที่สังคมข้องใจ ที่สำคัญเมื่อพยายามเปิดดูในเว็บไซต์ของบริษัทเธ-เอ้อ กรุ๊ป ที่ว่านี้ ปรากฏว่าเข้าไปดูรายละเอียดอะไรไม่ได้ จนเกิดกระแสวิจารณ์ว่า บริษัทนี้มีจริงหรือเปล่า หรือเป็นบริษัทลับที่ผลิตยุทโธปกรณ์ด้านการจารกรรม ข่าวลือไปไกลถึงขนาดนี้

          “ทีมข่าวเนชั่น” จึงขอสัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.พอพล มณีรินทร์ ประธานบอร์ดสทป. ซึ่งเป็นองค์การมหาชนของกระทรวงกลาโหม เพื่อไขข้อข้องใจทุกคำถาม

 

"พล.อ.พอพล"ถอดรหัสดาวเทียมใหม่ยันไม่ได้ซื้อ

 


          O สังคมข้องใจว่าดาวเทียมดวงใหม่ที่สทป.ไปทำบันทึกความร่วมมือกับ “เธ-เอ้อ กรุ๊ป” จัดซื้อมาหรือยัง หรือแค่ศึกษาร่วมกัน ถ้าศึกษาร่วมกันแล้วไทยไม่ซื้อ เธ-เอ้อ กรุ๊ป จะได้อะไร?
          แค่ศึกษาร่วมกันเพราะจริงๆ เขาไม่ได้ขาย เขาเชิญเราไปเป็น “มาสเตอร์โปรแกรมพาร์ทเนอร์” คือร่วมเป็นพันธมิตร พูดง่ายๆ เหมือนเชิญเราไปร่วมทุน ทีนี้คนก็สงสัยว่า สทป.ไปเกี่ยวอะไร ขอบอกแบบนี้ว่าตามอำนาจหน้าที่ของสทป. มีงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ มีเรื่องดาวเทียมอยู่ในยุทธศาสตร์ด้วย และมีอำนาจตามพระราชกฤษฎีกา สามารถไปตกลงร่วมมือกับองค์กรหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศได้ได้ ก็ถือว่าเปิดช่องให้เราได้ศึกษาวิจัย

          ในกรณีของเธ-เอ้อ เมื่อเราทราบว่าจะมีกลุ่มดาวเทียมเธ-เอ้อ (แปลว่าตาทิพย์) เราเพียงไปลงนาม LOA (letter of acknowledge) หรือจดหมายแห่งการรับรู้ คือ 1.รับรู้ว่ามีโครงการนี้ 2.รับรู้ถึงการบรรยายขีดความสามารถทางเทคนิคต่างๆ เพราะมีการบรรยายสรุปให้เรารับรู้ศักยภาพ ประสิทธิภาพ และกระบวนการของระบบของดาวเทียมที่จะยังประโยช์แก่ประเทศไทย และ 3.ศึกษาการใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ นี่คือสาระของการลงนาม LOA

          ระบบการทำงานของต่างประเทศจะมีบันทึกหลังการประชุม เราเพียงได้รับเชิญและเราก็ไปศึกษาว่าจะมีโครงการนี้เกิดขึ้นจึงตั้งโครงการวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายดาวเทียมเธ-เอ้อ เท่านั้นเอง แค่ศึกษาร่วมกัน ยังไม่มีเรื่องซื้อ-ไม่ซื้อ

          ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้เป็นผู้ผลิตแล้วมาขาย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเอกชนของสหรัฐที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสำรวจทรัพยากรน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ด้วยเครื่องบิน และเชี่ยวชาญการสำรวจน้ำใต้พิภพด้วยอากาศยาน ทั้งยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานวิจัยต่างๆ มากมาย ก็เลยคิดจะทำดาวเทียมเพื่อสำรวจ เพื่อหาข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ เพื่อหาทรัพยากร

          กลุ่มบริษัทเธ-เอ้อ ตั้งขึ้นมาจากผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ทำธุรกิจในการสำรวจข้อมูลเพื่อดำเนินการทางธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่าจะทำดาวเทียมขายให้ไทย แล้วไทยไปซื้อดาวเทียมจากเขามา

 

"พล.อ.พอพล"ถอดรหัสดาวเทียมใหม่ยันไม่ได้ซื้อ

 

          O ดาวเทียมเธ-เอ้อ เป็นดาวเทียมทหาร ดาวเทียมจารกรรมหรือเปล่า เพราะสเปกดาวเทียมเท่าที่มีการเปิดข้อมูลกันมา เป็นดาวเทียมดวงเล็ก และโคจรใกล้โลกมาก?
          ดาวเทียมแบ่งเป็น 2 ประเภท คือดาวเทียมที่ใช้ในการวิทยุโทรทัศน์ หรือการติดต่อสื่อสาร เรียกว่าดาวเทียมสื่อสารที่ไทยมีอยู่แล้วคือ “ไทยคม” แต่ถ้าเป็นดาวเทียมสำรวจเพื่อให้เกิดภาพถ่ายแล้วนำภาพถ่ายมาตีความ วิเคราะห์ในเชิงความมั่นคงและเศรษฐกิจ อย่างนี้เรียกว่าดาวเทียมสำรวจ ไทยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ จิสด้า (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซื้อดาวเทียมมา ถ่ายภาพ แล้วส่งให้หน่วยต่างๆ ใช้ (ปัจจุบันคือดาวเทียมธีออส หรือดาวเทียมไทยโชต)

          ส่วนคำว่า “ดาวเทียมจารกรรม” เป็นลักษณะการทำงาน ขณะที่คำว่า “ดาวเทียมทหาร” คือทหารเป็นเจ้าของ หมายความว่าทางทหารเราก็ต้องใช้ดาวเทียม ทั้งดาวเทียมสื่อสารเพื่อการติดต่อสื่อสารต่างๆ และดาวเทียมสำรวจให้ได้ข้อมูลมา ก็เพื่อวิเคราะห์วิจัย

          สำหรับดาวเทียมสำรวจที่เราใช้อยู่ปัจจุบันก็เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ ท่านนายกฯ เน้นเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากการสำรวจ ทั้งใต้น้ำ บนน้ำ บนดิน ใต้ดิน บนอากาศ สามารถนำมาใช้พัฒนาเป็นไทยแลนด์ 4.0 ได้ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม

          O แสดงว่าไม่ใช่แค่อยากได้ดาวเทียมทหาร...
          ไม่ใช่การซื้อมาแทนดาวเทียมไทยคมอย่างที่บางฝ่ายพูด ดาวเทียมไทยคมเป็นดาวเทียมที่ใช้ในการสื่อสารเท่านั้น ส่วนดาวเทียมใหม่เป็นดาวเทียมที่มีภารกิจถ่ายภาพและสำรวจทั้งกลางวันและกลางคืน จากนั้นก็เอาภาพถ่ายมาวิเคราะห์เพื่อหาน้ำมันในทะเล หาแหล่งทรัพยากร แร่ธาตุในพื้นที่

          ถามว่าเราต้องการอะไร จริงๆ ทางทหารเราก็ใช้ดาวเทียมสำรวจภาพถ่ายมาใช้ในการป้องกันชายแดน ลาดตระเวนได้เหมือนกัน เหมือนติดกล้องซีซีทีวีทั่วประเทศ แล้วเราเห็นภาพ ปกติใช้โดรน หรือยูเอวี บินขึ้นไปถ่ายภาพ หรือติดกล้องวงจรปิดถ่ายภาพ แต่ตรงนี้ใช้ดาวเทียม โดยดาวเทียมที่ใช้วงโคจรซึ่งมีถึง 112 ดวง เรียลไทม์ ถ่ายภาพทั้งโลกได้ (หมายถึงโครงการดาวเทียมเธ-เอ้อ)

          ฉะนั้นการจะบอกว่าซื้อหรือไม่ซื้อ ขอเรียนอย่างนี้ว่า เขาไม่ได้บอกว่าจะขายให้เรา เราซื้อเขา เขาก็ไม่ขาย เขาเพียงแต่เชิญเราเป็นหุ้นส่วน พูดง่ายๆ คือเขาจะตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจในการขายข้อมูล ภาพถ่าย เพื่อไปประกอบธุรกิจในเชิงเศรษฐกิจ และภารกิจความมั่นคง เขาก็เชิญไทย ให้เกียรติไทยว่าไทยจะร่วมไหม มีการลงทุนแบบนี้ ได้ผลตอบแทนแบบนี้ แต่รายละเอียดผลตอบแทนและการลงทุนยังไม่ได้คุยกันเลย เพียงแต่ศึกษาว่าจะทำประโยชน์กับกระทรวง ทบวง กรมของประเทศไทยได้อย่างไรเท่านั้นเอง

          O ตามข่าวบอกว่าจะมีการใช้งบประมาณ 9.1 หมื่นล้าน?
          ไม่จริง ไม่รู้เขาเอาตัวเลขมาจากไหน ดาวเทียมปกติยิง 1 ครั้ง อยู่ได้ 15 ปี ยิง 2 รอบ 30 ปี ถ้ากรณีเราอยากได้ข้อมูลหาแหล่งน้ำใต้ดิน วิเคราะห์หาน้ำมันในอ่าวไทย เราก็ต้องไปซื้อข้อมูลมาวิเคราะห์ ทีนี้ถ้าเราเป็นพาร์ทเนอร์ และเป็นหุ้นส่วน เราอยู่ในบริษัทนี้ เราก็ได้ข้อมูลมาโดยที่เราไม่ต้องเสียเงินซื้อ ตรงนี้จึงไม่ได้หมายความว่าเราจะไปซื้อดาวเทียมมา ฉะนั้นการพูดว่าจะซื้อดาวเทียมจึงผิด แต่เขาเชิญเราไปร่วม โดยมีการลงทุน แล้วก็มีผลตอบแทน ซึ่งผลตอบแทนยังไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำไปว่าจะปันผลให้หุ้นส่วนเท่าไร จะลงทุนเท่าไร แล้วจะได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง แต่ที่แน่ๆ ที่สอบถามขั้นต้นคือข้อมูลในประเทศไทยทั้งหมดที่เราจะได้ และราคาไม่ถึง 9 หมื่นล้าน

          O ตัวเลขงบประมาณที่เป็นข่าวค่อนข้างสูง จะสร้างความมั่นใจแก่สังคมอย่างไรว่าจะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ?
          รัฐบาลคงไม่ได้ไปออกเงิน ตรงนี้เรายังไม่ได้คุย เท่าที่คุยในโครงสร้างการลงทุน รัฐบาลเองก็ต้องใช้เงินส่วนหนึ่งไปซื้อข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาประเทศให้เป็นไทยแลนด์ 4.0 อยู่แล้ว ฉะนั้นทุกกระทรวง ทบวง กรม ก็ต้องมีงบประมาณส่วนหนึ่งที่จัดสรรไว้ ซึ่งปัจจุบันได้ข้อมูลจากจิสด้า ถ้าข้อมูลจากจิสด้าไม่พอก็ต้องไปหาซื้อมาเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

          กรณีนี้งบประมาณเอกชน ทราบว่าเอกชนหลายรายสนใจที่จะมาร่วมลงทุน เพราะรู้ว่าเขาสามารถขายข้อมูล หรือบริการข้อมูลให้คนทั้งโลกได้ พูดง่ายๆ คือเขามีทิศทางในการทำมาหากินได้ ฉะนั้นการลงทุนด้วยเงินเท่านี้แล้วได้ผลตอบแทนในเวลา 30 ปี เขาคิดใคร่ครวญแล้ว สหรัฐเป็นพี่ใหญ่ เริ่มต้นตรงนี้ เขาเชิญเรา เขาต้องมีความเสี่ยงมากกว่าเรา ต้องมีแบงก์การันตี มีองค์กรการันตี ว่าทำโครงการนี้ไม่ขาดทุนแน่ ในทางกลับกันเขาก็ต้องการหาพันธมิตรและด้วยโลเคชั่น ด้วยอะไรต่างๆ เชื่อว่าเขามีวิธีคิดของเขา เขาก็คิดว่าเขาต้องมีพันธมิตรทุกภูมิภาค

          ปัจจุบันในเอเชียเขาก็เชิญเราและมิตรประเทศอีก 2 ประเทศใกล้บ้านเรา ถ้าเราไม่สนใจเขาก็ไปเชิญอีก 2 ประเทศนั้น เราไม่ร่วม คิดว่าไม่คุ้มทุน ไม่มีเงินพอ ก็ไม่เป็นไร แต่เงินนี้รัฐบาลจะลงทุนสักเท่าไร เอกชนลงทุนสักเท่าไรยังไม่ได้คุยกันเลย แต่เท่าที่ทราบขณะนี้มีประเทศที่ไม่ได้รับเชิญในเอเชียมาขอร่วม (หมายถึงร่วมกับเธ-เอ้อ กรุ๊ป) และมีบริษัทเอกชนสนับสนุนด้วย เพราะเขารู้ว่าทำมาหากินได้

          ฉะนั้นเรื่องงบประมาณขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าเราคงไม่เอางบรัฐบาลที่มีจำกัดอยู่แล้วมาบริหาร แต่จริงๆ 30 ปี กับเงินที่ลงทุนแต่ละปี หารกันแล้วไม่ถึง 9 หมื่นล้าน ผมว่าคุ้มทุนต่อการที่เราได้ข้อมูลมา ที่จะนำมาประกอบการวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ต่อไป