คอลัมนิสต์

นักโทษแน่นจนคุกแทบแตก ถึงเวลาต้องเบี่ยงเบนโทษจำคุก

นักโทษแน่นจนคุกแทบแตก ถึงเวลาต้องเบี่ยงเบนโทษจำคุก

12 มิ.ย. 2561

ตัวเลขนักโทษทั่วประเทศทะลุเกิน350,000 คนไปแล้ว หากไม่ตัดสินใจแก้ไขด้วยการ"เบี่ยงเบนโทษจำคุก" มีแนวโน้มที่จะเพิ่มปริมาณแบบไม่หยุดไม่อยู่ โดย ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

             อันดับ6ของโลก อันดับ3ของเอเชีย และอันดับ1ของอาเซียน เป็นสถิติไม่พึงประสงค์ของจำนวนนักโทษในเรือนจำทั่วประเทศของไทย หากไม่ตัดสินใจแก้ไขด้วยการ “เบี่ยงเบนโทษจำคุก ”จำนวนผู้ต้องขังก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มปริมาณแบบไม่หยุด


     

            ตัวเลขล่าสุดทะลุเกิน 350,000 คนไปแล้ว โดยเฉลี่ยนักโทษจะเพิ่มขึ้นเดือนละ10,000 คน ขณะที่ลักษณะทางกายภาพของเรือนจำ สามารถรองรับผู้ต้องขังได้เพียงจำนวน 122,047 คน นอกจากจะก่อให้เกิดปัญหาความแออัด และยากต่อการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย จำนวนผู้ต้องขังยังสร้างภาระให้กับระบบงบประมาณของชาติ โดยในแต่ละปีรัฐต้องใช้เงินนับ1,000ล้านบาท เป็นค่าอาหารเลี้ยงนักโทษ

            ทำให้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ต้องระดมความเห็นเพื่อเบี่ยงเบนโทษอาญาให้กับจำเลยที่ไม่ใช่อาชญากรโดยสันดาน ต้องโทษจำคุกไม่เกิน5ปี ให้ได้รับโทษให้ที่เหมาะสมกับพฤติกรรม ตามมาตรการทางเลือกต่างๆ เช่น ตักเตือน การตัดสิทธิบางประการ การลงโทษทางการเงินหรือปรับ การยึดทรัพย์หรือริบทรัพย์สิน การสั่งให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลย การรอการลงโทษหรือรอกำหนดโทษ การคุมประพฤติ การให้ทำงานบริการสังคม การให้ไปฝึกอบรม การควบคุมไว้ภายในที่พักอาศัยของจำเลย สั่งให้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟู

           นักโทษแน่นจนคุกแทบแตก ถึงเวลาต้องเบี่ยงเบนโทษจำคุก

          ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมของไทย เริ่มนำมาตรการเบี่ยงเบนโทษจำคุกมาบังคับใช้ เช่น การรอการลงโทษ การคุมประพฤติ การอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีโดยสั่งติดกำไลอีเอ็ม และการสั่งให้ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ แต่มาตรการทางเลือกยังไม่เพียงพอที่จะหยุดการขยายตัวของผู้ต้องขังในเรือนจำ อุปสรรคสำคัญ คือ กระแสสังคมที่ไม่ยอมรับโทษทางเลือก เพราะยังยึดติดว่าโทษที่สาสมคือจำคุก ยิ่งติดนานยิ่งดี แต่ในความเป็นจริง คุกไม่ใช่ทางออกของทุกปัญหา เห็นได้จากข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นของผู้พ้นโทษในคดียาเสพติด คิดว่า ตนเองมีโอกาสกลับมาติดคุกอีก

            นักโทษ 350,000 คน เป็นนักโทษในคดียาเสพติด70%หรือประมาณ200,000คน  เป็นผู้กระทำผิดครั้งแรก180,000คน กระทำผิดครั้งที่2จำนวน60,000คน และกระทำผิดครั้งที่3จำนวน15,000คน เป็นผลให้ในช่วงเวลา3 ปี หลังพ้นโทษมีผู้ทำผิดซ้ำถูกส่งกลับเข้าเรือนจำ สูงถึง 32% โดยมีตัวเลขที่เป็นจุดสังเกตว่า นักโทษที่ถูกขังเต็มตามโทษจะกระทำผิดซ้ำถึง 42% ขณะที่ผู้พ้นโทษก่อนกำหนดจากการพักโทษ ทำผิดซ้ำแค่ 15%


   

             ในมิติความคิดของหลายประเทศ  “คุก”มีเอาไว้ขังอาชญากรโดยสันดาน ทำผิดติดนิสัยจนเป็นภัยร้ายแรงกับสังคมภายนอก ขณะที่ไทยมีกฎหมายมากกว่า800ฉบับที่มีบทกำหนดโทษทางอาญา กฎหมายจึงถูกใช้ลงโทษหนักกับคนบางคนที่ไม่สมควรได้รับโทษหนัก ทั้งนี้สิ่งที่เป็นประเด็นน่าหวั่นวิตกที่สุด คือ ศาลโซเซียล ส่วนหนึ่งมาจากความไม่รู้...คิดว่าโทษอาญามีแค่จำคุกกับปรับแล้วปล่อยกลับบ้าน 

             ด่านแรก  ก่อนก้าวไปสู่การเบี่ยงเบนโทษจำคุก คือ การสร้างความรับรู้ให้กับคนไทย ถึงโทษทางอาญาว่ามี 5 ระดับ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์

            ด่านที่ 2 คงต้องปรับวิธีคิดและวิธีการสอบสวน ตำรวจควรสอบสวนคดีให้มีหลักฐานครบถ้วนก่อนแล้วจึงออกหมายจับผู้ต้องหา แทนที่จะจับก่อนสอบทีหลัง ขอฝากขังค้านประกันตัวเพราะยังต้องสอบพยานอีกหลายปาก กลัวผู้ต้องหาจะออกไปยุ่งเหยิง การฝากขัง84วัน ทำให้มีผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี อยู่ในเรือนจำเกือบ 70,000 คน

           นักโทษแน่นจนคุกแทบแตก ถึงเวลาต้องเบี่ยงเบนโทษจำคุก

            ขณะที่ผู้พิพากษาก็ไม่กล้าใช้ดุลพินิจมากนัก ทุกศาลทุกคดีมี“ยี่ต๊อก ”เป็นตัวกำหนดโทษ ใครสั่งคดีเพี้ยนไปจาก“ยี่ต๊อก” อาจถูกครหาว่ารู้จักเป็นการส่วนตัวกับจำเลยหรือไม่ และมีโอกาสถูกตั้งกรรมการสอบวินัย เพื่อความปลอดภัยจึงต้องลงโทษไปตาม“ ยี่ต๊อก”

            สำหรับมาตรการทางเลือกในการลงโทษที่ไม่ใช่การจำคุกนั้น หลายประเทศกำหนดเป็นมาตรการลงโทษระดับกลาง คือ อยู่ตรงกลางระหว่างจำคุกกับปรับ

            สำหรับไทย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ซ่อนการลงโทษระดับกลางไว้แล้ว โดยเปิดให้ศาลใช้ดุลพินิจถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของจำเลย หรือสภาพความผิด หรือการรู้สึกความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้ได้ โดยศาลจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้

        (1) ให้ไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานที่ศาลระบุไว้เป็นครั้งคราว เพื่อเจ้าพนักงานจะได้ แนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนตามที่เห็นสมควรในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพ หรือให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์(2) ให้ฝึกหัดหรือทำงานอาชีพอันเป็นกิจจะลักษณะ(3) ให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก(4) ให้ไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ หรือความเจ็บป่วยอย่างอื่น

          นักโทษแน่นจนคุกแทบแตก ถึงเวลาต้องเบี่ยงเบนโทษจำคุก

         (5) ให้เข้ารับการฝึกอบรม ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด(6) ห้ามออกนอกสถานที่อยู่อาศัย หรือห้ามเข้าในสถานที่ใดในระหว่างเวลาที่ศาลกำหนด ทั้งนี้ จะใช้อุปกรณ์อีเอ็มตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางด้วยก็ได้(7) ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเยียวยาความเสียหายโดยวิธีอื่นให้แก่ผู้เสียหาย (8) ให้แก้ไขฟื้นฟูหรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม(9) ให้ทำทัณฑ์บนโดยกำหนดจำนวนเงินตามที่ศาลเห็นสมควรว่าจะไม่ก่อเหตุร้าย หรือก่อให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สิน

          “มาตรการเบี่ยงเบนโทษจำคุก"จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มิเช่นนั้นจะเหลวเหมือนมาตรการอื่นๆก่อนหน้านี้ และต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า มาตรการแทนการลงโทษจำคุก คือ การลงโทษที่สามารถปรามการกระทำผิดได้ เยียวยาผู้เสียหายได้ และสังคมต้องสะใจในระดับหนึ่ง 

         ที่สำคัญ ต้องมีมาตรการตรวจสอบไม่ให้การเบี่ยงเบนโทษจำคุกถูกนำไปใช้ทางที่ผิด เพื่อไม่ให้คนรวยหรือคนมีอิทธิพลหลุดรอดไปเพราะมาตรการแทนการลงโทษจำคุก