คอลัมนิสต์

"ผู้เลือกตั้งมือใหม่"  อนาคตแบบไหน  ที่พวกเขาอยากได้

"ผู้เลือกตั้งมือใหม่"  อนาคตแบบไหน  ที่พวกเขาอยากได้

08 มิ.ย. 2561

"ผู้เลือกตั้งมือใหม่"  อนาคตแบบไหน  ที่พวกเขาอยากได้ : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน  โดย...  ขนิษฐา เทพจร

 
 
          หลังสัญญาณการเลือกตั้งปี 2562 เริ่มชัดขึ้น ทำให้หลายพรรค และ กลุ่มการเมืองที่ต้องการส่ง “ตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้ง” เริ่มขยับ และ ออกตัวกันอย่างคึกคัก ภายใต้กติกาเลือกตั้งแบบใหม่ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่เขียนใน รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่เอื้อให้ทุกพรรคการเมืองได้โอกาสไปเป็นตัวแทนนั่งในสภาผู้แทนราษฎร เพราะระบบเลือกตั้งที่ว่า จะนำคะแนนของผู้แพ้ทุกเสียง ไปนับรวม เพื่อปันเป็นส่วนของที่นั่งในสภา

          แต่ในระบบกติกาที่ว่า ยังถูกออกแบบกลไกอื่นๆ ประกอบ เพื่อให้ การหย่อนบัตรเลือกตั้ง เป็นปราการด่านแรก ของการก่อรูปเป็น “การเมืองไทยยุคใหม่” และหัวใจสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้ คือ “เสียงของผู้มาใช้สิทธิ์”

          หมายความว่า ยิ่งมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์มากเท่าใด จะเป็นจุดชี้วัดคะแนนของพรรคการเมือง และอาจเป็นเสียงที่ชี้เป็นชี้ตาย ของการบริหารบ้านเมืองหลังการเลือกตั้ง

 

"ผู้เลือกตั้งมือใหม่"  อนาคตแบบไหน  ที่พวกเขาอยากได้

 

          นั่นจึงเป็นความน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ “ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรก” หรือ นิวโหวตเตอร์ ที่ในปี 2562 นี้ นิ้วเขาจะเปื้อนหมึก และเข้าคูหากาบัตรเลือกผู้แทน

          กะคร่าวๆ โดย “หน่วยงานที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง” ในปี 2562 อาจมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งประมาณ 40 ล้านคน และนิวโหวตเตอร์ มีสัดส่วน ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 4 ล้านคน หากทั้งหมดออกมาใช้สิทธิ์ในทางเดียวกัน ย่อมกลายเป็น “สึนามิการเมือง” แบบย่อมๆ ทีเดียว

          ต้องบอกว่านิวโหวตเตอร์ครั้งนี้มีมากกว่าการเลือกตั้งหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาอย่างมาก เพราะหากนับการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่มีผลและไม่ถูกตัดสินเป็นโมฆะก็คือปี 2554 นับมาจนถึงปี 2562 ก็เป็นเวลา 8 ปีเข้าไปแล้ว ถ้าเด็กอายุใกล้ถึง 18 ที่พลาดการเลือกตั้งครั้งนั้น มาถึงวันเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะอายุ 26 ปี เรียกได้ว่าเลยวัยเบญจเพสมาแล้ว หรือหากเป็นเด็กที่จะอายุ 18 ในปี 2562 การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่พวกเขาเคยเจอก็เป็นตอนที่พวกเขาอายุเพียง 10 ขวบ หรือเรียนชั้น ป.4 เท่านั้น

          แน่นอนว่าจากจำนวนดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการเมืองไทย “ไม่น้อย” ตามความเห็นของ "สติธร ธนานิธิโชติ” นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ชี้มุมที่น่าสนใจว่า นิวโหวตเตอร์ เป็นกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในบรรยากาศประชาธิปไตยปกติ เติบโตภายใต้บรรยากาศการรัฐประหาร ดังนั้นเขาอาจไม่คุ้นกับบรรยากาศประชาธิปไตยแบบเปิด หรือแบบเสรีเต็มที่ ดังนั้นการออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต อาจได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์ที่เขาพบอยู่ แม้ช่วงหาเสียงจะเจอกับมาตรการลดความเท่าเทียม เสมอภาคของการหาเสียง แต่เขาอาจมองว่าเป็นปกติ ยอมแลกกับความสงบ ซึ่งต่างจากบรรยากาศประชาธิปไตยเสรี ที่ทุกพรรค ทุกคนต้องหาเสียงได้อย่างอิสระภายใต้กรอบกฎหมาย

          แต่มุมที่ “อ.สติธร” ชี้จุดไว้นั้น อาจจะไม่ใช่นิวโหวตเตอร์ ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะด้วยอิทธิพลของการสื่อสาร การคลุกคลี และการซึมซับเรื่องการเมืองในชีวิตประจำวัน อาจเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อการออกเสียงเลือกตั้ง

          ดังนั้น หากมองให้เห็นภาพของ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก” นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ยกตัวอย่างว่า นิวโหวตเตอร์อาจออกมาใช้สิทธิ์ 1-2 ล้านคน และกลุ่มที่ออกมาแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือกลุ่มที่สนใจการเมือง การเลือกตั้ง เพราะวิชาเรียน หรือเป็นคอการเมืองโดยธรรมชาติ มีความตื่นตัว จึงใช้สิทธิ์และเลือกผู้แทนผ่านการคิด และวิเคราะห์ รวมถึงเจตจำนงทางการเมือง

 

"ผู้เลือกตั้งมือใหม่"  อนาคตแบบไหน  ที่พวกเขาอยากได้

 

          กับ กลุ่มที่ไม่สนใจการเมืองมาก่อน เมื่อถึงฤดูกาลหาเสียง การรณรงค์เลือกตั้ง อาจสนใจบ้าง ซึ่งการตัดสินใจเลือกผู้ใดนั้นอาจเป็นเพราะปัจจัยภายนอก หรืออิทธิพลทางครอบครัว โดยทั้ง 2 กลุ่มนั้น จะให้ผลลัพธ์ที่แปรเป็นคะแนนเลือกตั้งแตกต่างกัน

          ที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้า จัดเวทีและแบบทดลองเลือกตั้ง ผ่านตัวแทน-ผู้นำนักศึกษา 50 แห่งในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รอบล่าสุด “อ.สติธร” บอกว่า ให้ทดลองใช้สิทธิ์เลือกตั้งแบบสมมุติ ใน 1 เขตเลือกตั้ง และมีโมเดลผู้สมัคร ส.ส. จาก 4 ต้นแบบที่เลือกให้ คือ โมเดลประชาธิปัตย์ ยกตัวอย่างผู้แทนที่โปรไฟล์เหมือน “ไอติม" พริษฐ์ วัชรสินธุ, โมเดลเพื่อไทย ผู้แทนที่โปรไฟล์เหมือน “ปรีชาพล พงษ์พานิช”, โมเดลชาติไทย ที่สมมุติผู้แทนบนโปรไฟล์ทายาทตระกูลการเมือง และโมเดลพรรคที่สนับสนุนทหาร มีโปรไฟล์ผู้แทน คล้าย “พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด”

          “ผลทดสอบที่ได้ พบว่า 30 กว่าคะแนน เลือก “ไอติม” รองลงมาคือ ผู้แทนโมเดลเพื่อไทย และผู้แทนโมเดลพรรคทหาร ซึ่งผลวิเคราะห์จากแบบทดสอบทำให้เห็นว่า การตัดสินใจเลือก ส.ส.ของผู้มีสิทธิโหวตครั้งแรก จะเลือกที่บุคคลมากกว่าพรรค แต่นี่อาจวัดผลเลือกตั้งทั้งประเทศไม่ได้ อีกทั้งยังมีค่าความผันแปรจากกิจกรรมที่ทำ ทั้งการปราศรัยและวิธีหาเสียงเลือกตั้ง และยังขาดโมเดลพรรคตัวแทนคนรุ่นใหม่ อย่าง อนาคตใหม่” อ.สติธร ระบุ

          หากจะวิเคราะห์ภาพใหญ่ทางการเมือง กับปัจจัยของนิวโหวตเตอร์ “นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า” บอกว่า เป็นส่วนหนึ่งที่นักการเมืองอาจนำไปวิเคราะห์เพื่อชิงคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ ที่การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบเขต ต้องมีบุคลิกโดดเด่น เพื่อชิงเสียงให้ ส่งผลถึงการเลือกนายกฯ แม้เสียงของนิวโหวตเตอร์จะไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดอนาคตการเมืองอย่างเด็ดขาด เพราะมีจำนวนน้อย หากมองจำนวนขั้นต่ำ ที่ 2 ล้านเสียง ถือว่าคะแนนนี้จะสร้างผู้แทนของเขาได้ 25 ที่นั่ง เมื่อคาดว่า ผู้แทน 1 คนจะต้องมีเสียงหนุน 7.5 หมื่นเสียง

          ขณะที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ "อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์” มองปรากฏการณ์การเมืองการปกครองของคนรุ่นใหม่ ผ่านแต่ละชั้นปีของนักศึกษา ที่เขายอมรับว่าความคิดของคนรุ่นใหม่ ต่างกับคนรุ่นเก่าวัย 60 ปีขึ้นไป ต่อมุมมองการเมือง และการเลือกตั้งที่จะมาถึง สิ่งที่ “นิวโหวตเตอร์” จะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

          “คนรุ่นอายุ 18 ปีที่จะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในปี 62 หากมีการเลือกตั้ง ถือเป็นกลุ่มที่เติบโตมาในยุคของการรัฐประหาร เห็นสังคมที่อยู่ภายใต้การปกครองของทหาร ดังนั้น จุดน่าสนใจคือ มุมคิดของเขาต่อการจัดการชีวิตด้วยตัวของเขาเอง และความต้องการการเปลี่ยนแปลงที่เขาสามารถกำหนดชะตาชีวิตและอนาคตของเขาเองได้ ซึ่งผมมองว่าอนาคตของเขายาวที่สุดคือ 1-2 ปี สำหรับยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ยาวถึง 20 ปี จะมีความหมายกับเขาเพียงใด ขณะที่นโยบายที่นักการเมืองและผู้มีอำนาจพูดยาวๆ อาจไม่มีพลังดึงดูดมากนักกับคนรุ่นใหม่เหล่านี้" อ.ชัยวัฒน์ ระบุ

 

"ผู้เลือกตั้งมือใหม่"  อนาคตแบบไหน  ที่พวกเขาอยากได้

 

          แต่ด้วยภาวะของเทคโนโลยีที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว มุมคิด และการใช้ชีวิตของ “คนรุ่นใหม่” ถูกปรับไปจากคนยุคเก่า “นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ให้มุมคิดต่อปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจออกมาใช้สิทธิ์ด้วยว่า คนรุ่นใหม่ทำอะไรบนโลกออนไลน์ ใช้เวลาสั้น 1-2 นาที ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งคือการเดินออกไปใช้สิทธิ์ จึงเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถามว่า อะไรคือแรงจูงใจที่เขาจะออกจากบ้านเพื่อไปกาบัตรเลือกตั้ง

          สำหรับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น อาจไม่ใช่บทตัดสินว่า “ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก” จะเป็นอย่างไรในช่วงเลือกตั้ง แต่ทั้งหมดคือ ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เพราะ “นิวโหวตเตอร์” ถือเป็นส่วนสำคัญ ขั้นเริ่มแรกของการออกแบบการเมืองไทยหลังเลือกตั้งว่า เขาจะออกไปทำ 1 เสียงโหวตให้เป็นคะแนนที่มีคุณภาพ เพื่อเลือกคนคุณภาพ เข้าไปสร้างและพัฒนา ประเทศให้มีคุณภาพ และหลุดพ้นหลุมดำทางการเมืองได้หรือไม่

          บุญญรัตน์ สำลีพัน อายุ 21 ปี นักศึกษาฝึกงานแผนกกราฟฟิก “คม ชัด ลึก”
          ถ้าในปี 62 มีการเลือกตั้ง จะไปใช้สิทธิแน่นอน เพราะว่าตั้งแต่อายุ 18 ปี ยังไม่เคยได้ใช้สิทธิเลือกตั้งเลย ยังไม่ได้ใช้สิทธิของประชาชนไทยที่เราควรได้รับ

          ส่วนเกณฑ์ที่จะตัดสินใจเลือกใครเข้ามาพัฒนาประเทศนั้น จะเลือกคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดแตกต่างจากเดิม เพราะถ้าเราเลือกคนรุ่นเก่า พรรคเก่าๆ เข้ามาก็จะมีแนวคิดที่ยึดติดกับอะไรเดิมๆ สุดท้ายการเมืองไทยก็จะออกมาเป็นรูปแบบเดิม จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย หรือถ้าพรรคการเมืองเดิมมีการปรับนโยบายใหม่หรือดีกว่าเดิม เราก็ต้องดูอีกว่านโยบายที่บอกมามีผลดีต่อประชาชนจริงหรือเปล่า หรือเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคการเมืองนั้นมากกว่าประชาชน

 

"ผู้เลือกตั้งมือใหม่"  อนาคตแบบไหน  ที่พวกเขาอยากได้

 

          ศิรสิทธิ์ ถนอมนวล อายุ 21 ปี พนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้า
          ถ้าในปี 62 มีการเลือกตั้ง ผมจะไปใช้สิทธิ แต่ไม่รู้จะตัดสินใจจากอะไร เพราะผลงานที่ผ่านมาแต่ละพรรคก็พอๆ กัน คงดูเอาหน้างานมากกว่าว่านโยบายใครถูกใจที่สุด

          แต่ในฐานะที่ผมเองเป็นคนรุ่นใหม่ ถ้ามีพรรคการเมืองใหม่ๆ หรือคนรุ่นใหม่ที่มีไฟในการทำงาน ผมก็อยากลองเลือกเข้ามาพัฒนาประเทศเพราะมันน่าจะดีกว่าพรรคเก่า คนรุ่นเก่า ที่เคยบริหารมาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จครับ อยากเห็นผลลัพธ์ที่ใหม่ๆ ดูบ้าง

 

"ผู้เลือกตั้งมือใหม่"  อนาคตแบบไหน  ที่พวกเขาอยากได้

 

          อรณิชา ธีระเกียรติ อายุ 22 ปี แม่ค้าขายวาฟเฟิล
          ถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงจะไปให้ได้ค่ะ ติดธุระยังไงก็ต้องไป เพราะอยากใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งมาก จะตัดสินใจจากนโยบายก่อน และดูว่าเขาเป็นคนที่หวังผลประโยชน์จากการเข้ามาบริหารประเทศไหม เพราะถ้าเป็นพรรคการเมืองเดิมที่มีอยู่ หรือคนที่อยู่ในแวดวงนี้ เราก็น่าจะรู้จักเขาจากข่าวและผลงานที่ผ่านมาบ้าง แต่หลักๆ จะดูจากนโยบายค่ะว่าทำได้จริงไหม เกินจริงไปหรือเปล่า หรือจะประชานิยมเกินไปไหมหลักๆ ก็จะดูจากตรงนี้ค่ะ และจากกระแสตอนนี้ที่มีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นมาเท่าที่ตามข่าวนะคะ อยากแสดงความคิดเห็นตรงนี้นิดหนึ่งค่ะว่า เราคิดว่าเหมือนเขาเข้ามากวนๆ กันมากกว่า ไม่ได้เข้ามาเพื่อพัฒนาประเทศจริงจัง ดูเหมือนเข้ามาเพื่อสร้างกระแสให้ตัวเองเท่านั้น แต่ถ้าเห็นว่านักการเมืองรุ่นใหม่มีความตั้งใจจริงก็อยากลองเลือกเขาเข้ามาพัฒนาประเทศดูค่ะ ถ้านโยบายดีจริง ไม่ใช่เข้ามาเพื่อคัดค้านกันเฉยๆ ก็น่าสนใจค่ะ

 

"ผู้เลือกตั้งมือใหม่"  อนาคตแบบไหน  ที่พวกเขาอยากได้

 

          ศุภชัย นามรักษ์ อายุ 23 ปี ขายกาแฟ
          อยากใช้สิทธิเลือกตั้งมากครับ เก็บกดมานานมาก ต้องใช้สิทธิแน่นอน ถ้าได้เลือกจริงๆ ในปีหน้า ผมจะดูจากผลงานที่ผ่านมาของแต่ละพรรคครับ เพราะส่วนใหญ่ที่ลงเลือกตั้งก็มีแต่พรรคเดิมๆ ทั้งนั้นประเมินจากผลของการบริหารที่ผ่านมาได้ แต่จริงๆ แล้วผมอยากเห็นคนรุ่นใหม่เข้ามาพัฒนาประเทศดูบ้าง บางทีเราอาจจะเห็นอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคตด้วยมือคนรุ่นใหม่ก็ได้ครับ

 

"ผู้เลือกตั้งมือใหม่"  อนาคตแบบไหน  ที่พวกเขาอยากได้

 

          พรรณราย ดวงคำ อายุ 25 ปี พนักงานร้านกาแฟ 
          ถ้าปีหน้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง ก็คงดูความสะดวกของเราด้วยค่ะ ถ้ามีการเลือกตั้งในช่วงที่เราทำงานก็คงจะไม่ได้ไปใช้สิทธิ์ เพราะต้องกลับไปเลือกตั้งที่บ้านซึ่งอยู่ต่างจังหวัด คงจะไม่สะดวกที่จะได้กลับไป แต่ถ้าหากได้กลับไปก็คงเลือกพรรคการเมือง โดยดูจากนโยบายของพรรคว่าเขามีอะไรที่เป็นแรงจูงใจให้เราเลือกเขา และมีอะไรที่น่าสนใจ สำหรับพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่มีมาสมัคร เราเองก็ต้องรอดูนโยบายว่าเขามีอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจไหม และคิดว่า พรรคการเมืองเก่าๆ อาจจะนำอะไรที่ผิดพลาดในอดีตมาปรับปรุงใหม่

 

"ผู้เลือกตั้งมือใหม่"  อนาคตแบบไหน  ที่พวกเขาอยากได้