คอลัมนิสต์

เลือกตั้งครั้งหน้า "เพื่อไทย"  ชนะก็ดี แพ้ก็ได้

เลือกตั้งครั้งหน้า "เพื่อไทย"  ชนะก็ดี แพ้ก็ได้

08 มิ.ย. 2561

เลือกตั้งครั้งหน้า "เพื่อไทย"  ชนะก็ดี แพ้ก็ได้ : คอลัมน์...   ขยายปมร้อน  โดย... สำนักข่าวเนชั่น

 

          สัญญาณเลือกตั้งตามโรดแม็พถือว่าเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ป.ส.ส. และ ส.ว. กฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้าย ขั้นตอนต่อไปก็รอให้กฎหมายลูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ รวมถึงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรวม.กลาโหม ก็ออกมาประสานเสียงพร้อมกันว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แน่นอน

          ถ้าไม่มีอะไรติดขัดและมีการปลดล็อกพรรคการเมือง ก็จะเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างเต็มตัว นับถอยหลัง 8 เดือน

          เมื่อเข้าโหมดเลือกตั้งแล้ว แชมป์เก่าอย่าง “พรรคเพื่อไทย” ในการเลือกตั้งครั้งหน้าถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะหากดูองค์ประกอบหลายๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องของกฎหมายต่างๆ ที่เขียนขึ้นมาใหม่ โดยพวกเขาวิเคราะห์เนื้อหาแล้ว ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ว่าเป็นไปเพื่อสกัดแชมป์เก่าอย่างพรรคเพื่อไทยไม่ให้เข้าสู่อำนาจอีก รวมทั้งต้องการสืบต่ออำนาจของคสช. และให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯต่ออีกครั้ง

          ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ที่ซอยให้ขนาดเล็กลง แต่ละเขตคนละเบอร์ ศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่กกต.ส่วนกลางชี้ขาด การคำนวณทุกคะแนนเสียงนำมาคิดทั้งส.ส.เขตและส.ส.บัญชีรายชื่อ การขยายเวลาการเลือกตั้ง การทำไพรมารีโหวต

          นอกจากนี้ ยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยพรรคใหม่ การดูด ส.ส.กลุ่มก๊วนต่างๆ เพื่อลดทอนส.ส.จากพรรคใหญ่ เพื่อเริ่มจำนวนส.ส.ให้พรรคทหารที่จะเกิดขึ้น เรียกได้ว่า มีการเดินเกมทั้งบนดินและใต้ดินทุกองคาพยพ เพื่อโค่นแชมป์เก่าให้ได้

          ดังนั้น จึงถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่มากๆ สำหรับแชมป์เก่าอย่างพรรคเพื่อไทย ว่าจะรักษาแชมป์และได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งได้หรือไม่

          ซึ่งเซียนการเมืองต่างก็วิเคราะห์กันว่า พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเหนื่อยมากมาย แต่หากมองกลับกัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ และอาจจะมี “แลนด์สไลด์” ครั้งใหญ่เหมือนการเลือกตั้ง 2554 เพราะด้วยรัฐบาลเองถือว่าเป็นช่วงขาลงแบบสุดๆ

          แต่ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยเอง ก็วิเคราะห์เช่นกันว่า  การบ้านของพรรคเพื่อไทยมีสองข้อที่จะนำพาไปสู่ชัยชนะ 1.ทำอย่างไรให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด  และ 2.ทำให้ได้คะแนนเสียง เกิน 50% 

          เพราะอย่าลืมว่าแม้ว่ากฎหมายจะเขียนไว้ว่า มีการคำนวณคะแนนทั้งหมดเพื่อเอาเฉลี่ยส.ส. และจะทำให้คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยลดลง หากได้ส.ส.เขตมาก แต่หากคะแนนทั้งหมดพรรคเพื่อไทยได้เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อถัวเฉลี่ยคะแนนแล้ว พรรคเพื่อไทยก็จะได้ส.ส.ถึง 250 คนหรือครึ่งหนึ่งแน่นอน

          ซึ่งทำให้ในการส่งตัวผู้สมัครแต่ละเขตในครั้งต่อไป ต้องมีการคัดเลือกมากขึ้นและคัดเลือกมาเป็นอย่างดี เพราะทุกคะแนนมีความสำคัญ ต้องส่งคนที่ถึงแม้จะแพ้แต่มีคะแนน ก็ถือว่ามีความสำคัญ
     
          ยกตัวอย่างในอดีต ในพื้นที่ภาคใต้ ที่พรรคเพื่อไทยแพ้เสมอมา หรือเพียงส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขตเท่านั้น แต่ครั้งหน้าไม่ได้แล้ว ต้องส่งคนมีคะแนนหรือได้คะแนนมากที่สุดลง การคัดสรรผู้สมัครลงเลือกตั้งครั้งหน้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

          สุดท้ายหากคะแนนไม่ถึง 250 แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 230 จึงจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะถือว่าเป็นคะแนนที่จะมีความเสถียรภาพและสามารถดึงพรรคร่วมรัฐบาลได้ไม่ยาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่หากคะแนนไม่ถึง 230 ก็จะต้องเป็นฝ่ายค้าน

          อย่างไรก็ตามมีการพูดกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้หากทำเต็มที่แต่ก็ยังแพ้การเลือกตั้ง เพราะทุกอย่างไม่เอื้ออำนวย ก็พร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านเพราะหากได้เป็นฝ่ายค้าน ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลา “เอาคืน” เนื่องจากเชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ ต้องกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งอย่างแน่นอน​

          แม้ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มี “กระบองยักษ์” มาตรา 44 คุ้มครองอยู่ จึงทำได้ทุกอย่าง แต่หากเป็นสภาปกติหลังการเลือกตั้งแล้ว ไม่มีมาตรา 44 คอยคุ้มภัยแล้ว ในสภาถือว่าของจริงแน่นอน อะไรต่างๆ ที่ไม่สามารถพูดได้ทำได้ตอนนี้ แต่หากเป็นสภาปกติ ก็สามารถพูดได้ทำได้หมด ยอมเป็นฝ่ายค้านก่อนไม่เป็นไร

          มีการประเมินกันว่า ด้วยบุคลิกส่วนตัวของ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นคนค่อนข้างมีความอดทนไม่มากเท่าไหร่ หากมาเจอสภาปกติ แรงกดดันต่างๆ การอภิปราย การตรวจสอบ ที่ล้วนฝีปากกล้าทั้งนั้น จึงน่าจะเป็นรัฐบาลได้ไม่นาน น่าจะประมาณปีกว่าๆ ไม่เกิน 2 ปี ก็จะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่

          ท้ายที่สุดแล้วแม้จะมีการใช้ทุกองคาพยพในการสกัดพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคไหนจะเกิด ไม่ว่าใครจะดูดใคร แต่สิ่งเดียวที่พรรคเพื่อไทยจะทำได้ คงไม่ต้องไปแข่งกับใคร สิ่งที่สำคัญคือต้องแข่งกับตัวเอง ให้ได้คะแนนมากที่สุดเท่านั้นเอง