
เลือกตั้งครั้งหน้า "เพื่อไทย" ชนะก็ดี แพ้ก็ได้
เลือกตั้งครั้งหน้า "เพื่อไทย" ชนะก็ดี แพ้ก็ได้ : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... สำนักข่าวเนชั่น
สัญญาณเลือกตั้งตามโรดแม็พถือว่าเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ป.ส.ส. และ ส.ว. กฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้าย ขั้นตอนต่อไปก็รอให้กฎหมายลูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ รวมถึงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรวม.กลาโหม ก็ออกมาประสานเสียงพร้อมกันว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แน่นอน
ถ้าไม่มีอะไรติดขัดและมีการปลดล็อกพรรคการเมือง ก็จะเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างเต็มตัว นับถอยหลัง 8 เดือน
เมื่อเข้าโหมดเลือกตั้งแล้ว แชมป์เก่าอย่าง “พรรคเพื่อไทย” ในการเลือกตั้งครั้งหน้าถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะหากดูองค์ประกอบหลายๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องของกฎหมายต่างๆ ที่เขียนขึ้นมาใหม่ โดยพวกเขาวิเคราะห์เนื้อหาแล้ว ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ว่าเป็นไปเพื่อสกัดแชมป์เก่าอย่างพรรคเพื่อไทยไม่ให้เข้าสู่อำนาจอีก รวมทั้งต้องการสืบต่ออำนาจของคสช. และให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯต่ออีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ที่ซอยให้ขนาดเล็กลง แต่ละเขตคนละเบอร์ ศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่กกต.ส่วนกลางชี้ขาด การคำนวณทุกคะแนนเสียงนำมาคิดทั้งส.ส.เขตและส.ส.บัญชีรายชื่อ การขยายเวลาการเลือกตั้ง การทำไพรมารีโหวต
นอกจากนี้ ยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยพรรคใหม่ การดูด ส.ส.กลุ่มก๊วนต่างๆ เพื่อลดทอนส.ส.จากพรรคใหญ่ เพื่อเริ่มจำนวนส.ส.ให้พรรคทหารที่จะเกิดขึ้น เรียกได้ว่า มีการเดินเกมทั้งบนดินและใต้ดินทุกองคาพยพ เพื่อโค่นแชมป์เก่าให้ได้
ดังนั้น จึงถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่มากๆ สำหรับแชมป์เก่าอย่างพรรคเพื่อไทย ว่าจะรักษาแชมป์และได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งได้หรือไม่
ซึ่งเซียนการเมืองต่างก็วิเคราะห์กันว่า พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเหนื่อยมากมาย แต่หากมองกลับกัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ และอาจจะมี “แลนด์สไลด์” ครั้งใหญ่เหมือนการเลือกตั้ง 2554 เพราะด้วยรัฐบาลเองถือว่าเป็นช่วงขาลงแบบสุดๆ
แต่ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยเอง ก็วิเคราะห์เช่นกันว่า การบ้านของพรรคเพื่อไทยมีสองข้อที่จะนำพาไปสู่ชัยชนะ 1.ทำอย่างไรให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด และ 2.ทำให้ได้คะแนนเสียง เกิน 50%
เพราะอย่าลืมว่าแม้ว่ากฎหมายจะเขียนไว้ว่า มีการคำนวณคะแนนทั้งหมดเพื่อเอาเฉลี่ยส.ส. และจะทำให้คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยลดลง หากได้ส.ส.เขตมาก แต่หากคะแนนทั้งหมดพรรคเพื่อไทยได้เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อถัวเฉลี่ยคะแนนแล้ว พรรคเพื่อไทยก็จะได้ส.ส.ถึง 250 คนหรือครึ่งหนึ่งแน่นอน
ซึ่งทำให้ในการส่งตัวผู้สมัครแต่ละเขตในครั้งต่อไป ต้องมีการคัดเลือกมากขึ้นและคัดเลือกมาเป็นอย่างดี เพราะทุกคะแนนมีความสำคัญ ต้องส่งคนที่ถึงแม้จะแพ้แต่มีคะแนน ก็ถือว่ามีความสำคัญ
ยกตัวอย่างในอดีต ในพื้นที่ภาคใต้ ที่พรรคเพื่อไทยแพ้เสมอมา หรือเพียงส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขตเท่านั้น แต่ครั้งหน้าไม่ได้แล้ว ต้องส่งคนมีคะแนนหรือได้คะแนนมากที่สุดลง การคัดสรรผู้สมัครลงเลือกตั้งครั้งหน้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
สุดท้ายหากคะแนนไม่ถึง 250 แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 230 จึงจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะถือว่าเป็นคะแนนที่จะมีความเสถียรภาพและสามารถดึงพรรคร่วมรัฐบาลได้ไม่ยาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่หากคะแนนไม่ถึง 230 ก็จะต้องเป็นฝ่ายค้าน
อย่างไรก็ตามมีการพูดกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้หากทำเต็มที่แต่ก็ยังแพ้การเลือกตั้ง เพราะทุกอย่างไม่เอื้ออำนวย ก็พร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านเพราะหากได้เป็นฝ่ายค้าน ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลา “เอาคืน” เนื่องจากเชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ ต้องกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งอย่างแน่นอน
แม้ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มี “กระบองยักษ์” มาตรา 44 คุ้มครองอยู่ จึงทำได้ทุกอย่าง แต่หากเป็นสภาปกติหลังการเลือกตั้งแล้ว ไม่มีมาตรา 44 คอยคุ้มภัยแล้ว ในสภาถือว่าของจริงแน่นอน อะไรต่างๆ ที่ไม่สามารถพูดได้ทำได้ตอนนี้ แต่หากเป็นสภาปกติ ก็สามารถพูดได้ทำได้หมด ยอมเป็นฝ่ายค้านก่อนไม่เป็นไร
มีการประเมินกันว่า ด้วยบุคลิกส่วนตัวของ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นคนค่อนข้างมีความอดทนไม่มากเท่าไหร่ หากมาเจอสภาปกติ แรงกดดันต่างๆ การอภิปราย การตรวจสอบ ที่ล้วนฝีปากกล้าทั้งนั้น จึงน่าจะเป็นรัฐบาลได้ไม่นาน น่าจะประมาณปีกว่าๆ ไม่เกิน 2 ปี ก็จะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่
ท้ายที่สุดแล้วแม้จะมีการใช้ทุกองคาพยพในการสกัดพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคไหนจะเกิด ไม่ว่าใครจะดูดใคร แต่สิ่งเดียวที่พรรคเพื่อไทยจะทำได้ คงไม่ต้องไปแข่งกับใคร สิ่งที่สำคัญคือต้องแข่งกับตัวเอง ให้ได้คะแนนมากที่สุดเท่านั้นเอง



