คอลัมนิสต์

ไขปม'รักต้องฆ่า!'เมื่อเลิกราเปลี่ยนรักเป็นแค้น

ไขปม'รักต้องฆ่า!'เมื่อเลิกราเปลี่ยนรักเป็นแค้น

07 มิ.ย. 2561

ไขปม'รักต้องฆ่า!'เมื่อเลิกราเปลี่ยนรักเป็นแค้น : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน  โดย...  ทีมข่าวอาชญากรรม

 

          หากเอ่ยถึง “ความรัก” หลายต่อหลายคนให้นิยามไว้ต่างๆ นานา ซึ่งอยู่ภายใต้ความรู้สึก สภาพ และเจตคติต่างๆ ที่มีตั้งแต่ความชอบระหว่างบุคคล หมายถึงอารมณ์การดึงดูดและความผูกพันส่วนบุคคลอย่างแรงกล้า โดยในบริบททางปรัชญา ความรักเป็นคุณธรรมแสดงออกซึ่งความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ และความเสน่หาทั้งหมดของมนุษย์ หรือที่คนส่วนใหญ่มักพูดว่า “รัก” คือการ “ให้”

          แต่จู่ๆ วันหนึ่งเมื่อความรักเปลี่ยนสภาพจาก “คนรัก” เป็น “อดีตคนรัก” จึงเป็นอีกสาเหตุให้เกิดคดีฆาตกรรม โดยคดี “ฆ่า” จำนวนไม่น้อยมีชนวนเหตุมาจากเรื่องชู้สาว ซึ่งส่วนใหญ่ผู้กระทำเป็น “ฝ่ายชาย” ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะคนรัก หรือกลายสภาพเป็นอดีตคนรักไปแล้ว ส่วนผู้ถูกกระทำ หรือ “เหยื่อ” ตกเป็น “ฝ่ายหญิง”

 

ไขปม'รักต้องฆ่า!'เมื่อเลิกราเปลี่ยนรักเป็นแค้น

 

          คดีฆาตกรรมจากคนเคยรักกันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นข่าวใหญ่ครึกโครมบ้าง ไม่เป็นข่าวก็มี ในปีหนึ่งๆ จะเห็นข่าวความเศร้าสลดของชีวิตคู่แทบนับไม่ถ้วน และมักลงมืออย่าง “โหดเหี้ยม” ราวกับสะสมความโกรธแค้นมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ซึ่งล่าสุดในช่วงเช้าและสายของวันที่ 4 มิถุนายน 2561 เกิดเหตุ “รักต้องฆ่า!!” ถึง 2 เหตุการณ์

          ความสลดแรกเป็น "รักขมวัยทีน” เมื่อโจ๋วัย 18 ปี ตามง้อขอคืนดี “น้องเอิร์น” สาววัย 17 ปี ที่ตลาดใหม่มีนบุรี กรุงเทพฯ เมื่อการทวงความรักคืนไม่ประสบความสำเร็จ จึงก่อเหตุใช้ปืนที่ตระเตรียมมายิงใส่สาวจนล้มฟุบ แล้วจ่ออกยิงตัวเองตาม ผลที่ตามมาคือรุ่งขึ้นอีกวันฝ่ายหญิงเสียชีวิต ส่วน “มัจจุราชพิษรัก” ยังสาหัสอาการทรงตัว ถัดจากเหตุสลดในพื้นที่กรุงเทพฯ ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็มีการ “ฆ่าเพราะรัก” เกิดขึ้นที่ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อ “น้องอุ้ม” น.ส.ณัจฉรียา ทาประจิตร ว่าที่บัณฑิตจากหลักสูตรวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน 

 

 

ไขปม'รักต้องฆ่า!'เมื่อเลิกราเปลี่ยนรักเป็นแค้น

 

          มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านเขตดุสิต กรุงเทพฯ ที่เพิ่งเลิกรากับ นายภัคพงษ์ จิตตารมย์ อายุ 24 ปี หลังคบหาเป็นแฟนกันมาประมาณ 4-5 ปี โดยฝ่ายชายมาดักเคลียร์ปัญหารัก แต่จบด้วยการฆ่า !! สถานการณ์และพฤติกรรมเหมือนคู่แรกที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ประหนึ่งบทละคร “โศกนาฏกรรมแห่งรัก” ซึ่งคู่หลังนี้ตายเพราะพิษรักทั้งเหยื่อและผู้ก่อเหตุ ที่ใช้ปืนกระบอกเดียวกัน “พิพากษารัก” ยิงตัวเองตามฝ่ายหญิงซึ่งตายคาที่ ส่วนฝ่ายชายไปหมดลมหายใจช่วงดึกของวันก่อคดี

          คำถามคือ “รัก(ทำไม)ต้องฆ่า!?" ทั้งที่รักกันแรกๆ ทุกอย่างบนโลกเหมือนจะเป็นสีชมพู ปัญหาอะไรก็ไม่เกิด ถ้อยทีถ้อยอาศัย ให้อภัยซึ่งกันและกันผ่านการเอาใจใส่ดูแลกันอย่างดี แต่เมื่อต้อง “เลิกรา” ความรักที่เคยมีให้กลับเปลี่ยนเป็นความแค้นมาแทนที่ !!

          เกี่ยวกับกรณี “รักต้องฆ่า” ที่ว่านี้ “หมอแอร์” พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลตำรวจ อธิบายว่า เป็นรูปแบบของความรักที่เปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น และทั้งหมดเกิดจากอารมณ์เพียงชั่ววูบเท่านั้น แม้ว่าหลายๆ คดีจะพบว่า ผู้ก่อเหตุตระเตรียมอาวุธไว้ล่วงหน้าก็ตาม โดยคนที่อกหัก หรือไม่สมหวังในความรัก ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะก่อความรุนแรงต่อตัวเองและผู้อื่น เนื่องจากสภาพจิตใจไม่ปกติ เกิดจากภาวะซึมเศร้าที่ประสบปัญหาความรัก 

 

ไขปม'รักต้องฆ่า!'เมื่อเลิกราเปลี่ยนรักเป็นแค้น

พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล

 

 

          “ปกติคนที่รักกันจะไม่ทำร้ายกัน แต่ที่เป็นข่าวฆ่ากันไม่ได้เกิดจากความรัก เกิดจากความโกรธ ความโมโห ซึ่งจริงๆ แล้วคนเหล่านี้เคยรักกันมาก่อน รักกันมาก พอไม่สมหวัง มีปัญหา เลิกรากันไป ก็ทำใจไม่ได้ เกิดความโกรธ ความโมโห รักมากก็จะแค้นมาก โดยเฉพาะอีกฝ่ายมีแฟนใหม่ มีคนอื่น ก็จะยิ่งมีความโกรธ บวกกับความหึงหวง พอโกรธมากๆ ก็เกิดอารมณ์ชั่ววูบ ถึงขั้นไปทำลายล้าง ซึ่งการไปคุยเพื่อเคลียร์ปัญหา หรือง้อขอคืนดีก็มักจะพกอาวุธติดมือไปด้วย ไม่มีด ก็ปืน เนื่องจากมีการคิดไว้ล่วงหน้าแล้ว จากความเครียดสะสมและการซึมเศร้า โดยอาวุธที่เตรียมไปเป็นไปได้ทั้งฆ่าตัวตาย ทำร้ายคนรัก หรือมือที่สาม หากการเจรจาง้อขอคืนดีไม่สำเร็จ ประกอบกับความเชื่อผิดๆ ที่ว่า “ฉันไม่ได้ คนอื่นก็ต้องไม่ได้” ยิ่งทำให้คนที่เคยรักกันสามารถลงมือฆ่ากันได้ในชั่วพริบตา" 

 

ไขปม'รักต้องฆ่า!'เมื่อเลิกราเปลี่ยนรักเป็นแค้น

 

          พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลี ยังบอกว่า การที่คนรักมีแนวโน้มโกรธแค้นถึงขั้นลงมือฆ่าหากต้องเลิกรา จริงๆ มีสัญญาณหรือสิ่งบอกเหตุให้เห็นมาก่อน ซึ่งคนใกล้ตัวสามารถสังเกตได้ เช่น ขณะที่ยังคบหากัน คนรักมักมีอารมณ์รุนแรงเมื่อทะเลาะวิวาท ใช้คำพูดข่มขู่ พูดจาหยาบคาย หรือมีการทำร้ายร่างกายกันในบางครั้ง ถ้าเป็นเช่นนี้ เมื่อความรักเดินมาถึงจุดที่ไปต่อไม่ได้ และจบกันไม่ดี คนที่เคยรักมากก็อาจเปลี่ยนเป็นคนที่แค้นมาก และมีแนวโน้มที่จะลงมือฆ่าคนรัก 

          ด้าน ผศ.พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ พูตระกูล ประธานบริหารหลักสูตรอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ความรุนแรงมีตั้งแต่ความคิด วาจา และลงมือกระทำ ขณะที่ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำความรุนแรงจากความรักเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนมากขึ้น เพราะความยังเป็นเด็ก การคิด การตัดสินใจ ขาดการยับยั้งชั่งใจ เกิดความคะนอง ลองผิดลองถูก เมื่อมีความรักก็ทุ่มสุดตัว สุดหัวใจ รักมากจึงแค้นมาก ฉะนั้นสังคมต้องให้ความสำคัญ โดยเริ่มการปลูกฝังขัดเกลาจิตใจกระบวนการคิดตั้งแต่ครอบครัว โดยมีงานวิจัยทั้งของไทยและของต่างประเทศที่ระบุว่า ครอบครัวแม้จะเป็นหน่วยเล็กทางสังคม แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญ การอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองตั้งแต่เด็กเป็นสิ่งที่จำเป็นในการผลิตเด็กที่จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ให้เป็นคนที่มีคุณภาพและคุณธรรม เพราะผลที่มีต่อสภาพจิตใจมากที่สุดคือครอบครัว

 

ไขปม'รักต้องฆ่า!'เมื่อเลิกราเปลี่ยนรักเป็นแค้น

ผศ.พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ พูตระกูล

 

          “เมื่อแยกระหว่างผู้กระทำความผิด กับเหยื่อผู้ถูกกระทำ ในส่วนผู้กระทำนั้นควรปลูกฝังตั้งแต่เด็กว่า รัก คือความเข้าใจ ความเสียสละ คือการให้ ไม่ใช่การทำลาย อีกอย่างคือความสะดวกสบายจากความทันสมัยของเทคโนโลยี ให้ลูกเล่นโทรศัพท์ ซึ่งการปล่อยให้ลูกอยู่กับเกมที่มีการต่อสู้ทำลายล้าง หรือดูหนังดูละครที่มีการฆ่ากันเป็นเวลานานๆ ติดต่อกัน จะส่งผลให้มีความก้าวร้าว อารมณ์รุนแรงมากขึ้น เพราะจะซึมซับความรุนแรงแบบไม่รู้ตัว ภาพที่เห็นผ่านสิ่งเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นจิตใต้สำนึก หรือสันดานดิบ สำหรับผู้ถูกกระทำที่เรียกว่าเหยื่อนั้น ต้องสังเกตพฤติกรรม เช่น โมโหร้าย โกรธง่าย ใช้ความรุนแรง ต้องพยายามพูดคุยให้ปรับตัว แต่ถ้าปรับไม่ได้ต้องระวังและต้องตีตัวออกห่าง” ผศ.พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ อธิบาย

 

ไขปม'รักต้องฆ่า!'เมื่อเลิกราเปลี่ยนรักเป็นแค้น

 

          อย่างไรก็ตาม ทั้งจิตแพทย์ และนักอาชญาวิทยา ได้แนะวิธีการรับมือเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมว่า การที่คนรักหรืออดีตคนรักมาเคลียร์ปัญหากัน หากอีกฝ่ายมีอาวุธเป็นการส่อเจตนาที่จะก่อความรุนแรง ดังนั้นต้องใช้การพูดคุย เหมือนหลักเจรจาต่อรอง พูดด้วยความละมุนละม่อม ไม่พูดจาหรือแสดงกิริยาที่ท้าทายยั่วยุ ซึ่งตามหลักจิตวิทยาและอาชญาวิทยา ควรรีบพาตัวเองออกจากสถานการณ์นั้นๆ โดยเร็วที่สุด แล้วรอให้อีกฝ่ายใจเย็นมากขึ้นค่อยกลับไปพูดคุยหรือตกลงกัน รวมถึงควรหาคนกลางมาร่วมรับฟังปัญหา เพื่อลดบรรยากาศความตึงเครียดและความสุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้น ที่สำคัญควรใช้สติด้วยกันทั้งสองฝ่าย ต้องรู้จักปฏิเสธความรุนแรงตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อโตขึ้นสิ่งที่ต้องใช้มากขึ้นคือ “เหตุผล” แต่สิ่งที่ต้องใช้น้อยลง คือ “อารมณ์” ไม่ยึดเอาความคิดของตัวเองเป็นหลัก หรือเรียกง่ายๆ ว่า “อย่าเห็นแก่ตัว” ชีวิตยังมีอีกหลายอย่างให้เราได้ทำประโยชน์ ยังมีคนที่รักเราอย่างพ่อแม่ พี่น้อง ฯลฯ อนาคตอาจจะเจอคนที่ใช่แล้วใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขลงตัว

          ความอดทนต่อกันของคนในสังคมมีน้อยลง สาเหตุหนึ่งมาจากการเอาแต่ใจยึดเอาความคิดของตัวเองเป็นหลัก และโทษคนอื่น มากกว่าจะคิดว่าตัวเองนั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา การจบชีวิตรักด้วยการฆ่าจึงมากขึ้น ฉะนั้นการรู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ตั้งอยู่ในสติทุกขณะมีความสำคัญมาก อย่าให้อารมณ์แค่ชั่ววูบมาทำลายความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กัน การให้อภัยซึ่งกันและกัน น่าจะเป็นทางออกของปัญหา “ฆ่าเพราะรัก” ให้ลดลง..!!