คอลัมนิสต์

หรือว่าสปิริตจะมีแค่ในนักกีฬา

หรือว่าสปิริตจะมีแค่ในนักกีฬา

07 มิ.ย. 2561

หรือว่าสปิริตจะมีแค่ในนักกีฬา : คอลัมน์... ขยายปมร้อน  โดย...  จักรวาล ส่าเหล่ทู

 

          “ให้ไปเรียกร้องกับนักกีฬา” วลีดังกล่าวคือคำตอบของ “ดอน ปรมัตถ์วินัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ หลังจากถูกถามเรื่องการแสดงสปิริตถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าอาจขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีได้ เนื่องจากภรรยาถือหุ้นในธุรกิจเกิน 5% ซึ่งถือเป็นลักษณะต้องห้ามของรัฐธรรมนูญ

          ถ้าว่าตามหลักการแล้ว รมว.ต่างประเทศ ยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ เพราะยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าเขามีความผิด หรือขาดคุณสมบัติหรือไม่ แต่ทว่าคำตอบสั้นๆ ของเขานั้น กลับสร้างความสะเทือนใจให้คนในสังคมไม่น้อย ราวกับเรื่องของ “สปิริต” เป็นเรื่องเฉพาะในหมู่มวลนักกีฬา แต่อย่าถามหากับคนทำงานการเมือง ยิ่งท่าทีของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากคำบอกเล่าของดอน ที่ระบุว่า “นายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดอะไรกับเรื่องนี้เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องเล็ก” ซึ่งเรื่องนี้ก็กลายเป็นมาตรฐานของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไปโดยปริยาย

          หากยังจำกันได้กรณีคล้ายๆ แบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับคนในรัฐบาลมาแล้ว อย่างกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กับเรื่องราวนาฬิกาหรูเรือนหนึ่งที่ไม่ได้ชี้แจงที่มาต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ช่วงแรกๆ ของข่าวที่ปรากฏ เจ้าตัวปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้กับสื่อมวลชน จนนักข่าวต้องไปรู้จากคนใกล้ชิดของรองนายกฯ ว่านาฬิกาหรูที่เห็นนั้นยืมเพื่อนมา

          แต่หลังจากนั้นก็มีข่าวปรากฏจำนวนนาฬิกาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าเจ้าตัวจะระบุเองว่าเป็นนาฬิกาของเพื่อน ก็ถูกเปิดเผยไปร่วม 25 เรือนเสียแล้ว ซึ่งไม่แปลกที่คนในสังคมจะสงสัยในเรื่องดังกล่าว เพราะหากคิดตามความเข้าใจทั่วๆ ไป ก็คงเป็นไปได้ยากที่เพื่อนให้ยืมนาฬิกามากขนาดนี้ ไหนจะเหมาะเจาะที่เพื่อนบางคนเสียชีวิตแล้ว 

          ซึ่งขณะนี้เรื่องนาฬิกาหรูสุดอลเวง อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนความจริงของป.ป.ช. ซึ่งเราก็ต้องรอกันต่อไป แต่ที่ผ่านมาระหว่างที่มีข่าวฉาวดังกล่าวสังคมก็เรียกร้องให้รองนายกฯ แสดงสปิริตบ้าง แต่ก็ไร้สัญญาณดังกล่าว แถมนายกรัฐมนตรียังออกตัวปกป้องอย่างเห็นได้ชัด

          แม้แต่ในส่วนแม่น้ำอีกสายอย่างสมาชิกสภานิติบัญญติแห่งชาติ (สนช.) เองที่ก็มีปมร้อนอย่าง 7 สนช. ที่ขาดการประชุม แต่ชื่อที่น่าจับตาก็คือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา นอกจากจะเป็นน้องชายแท้ๆ ของ นายกรัฐมนตรี ยังเป็นสนช. ที่ขาดการประชุมเยอะที่สุดในช่วง 1 มกราคม 2559-29 มิถุนายน 2559 ที่มาลงมติเพียง 6 ครั้ง จาก 458 ครั้ง แต่รับเงินเดือนเต็มๆ ทุกเดือน ซึ่งระหว่างที่มีข่าวดังกล่าว ขณะนั้นก็ยังไม่มีสัญญาณการแสดงสปิริตจากเจ้าตัว จนท้ายที่สุด สนช. เปิดประชุมลับฟันธง 7 สนช. ไม่ผิดจริยธรรม แม้จะลาเกินกำหนดตามข้อบังคับการประชุม สนช. ก็ตามหลังจากนั้นที่ประชุมยังได้แก้ข้อบังคับการประชุมสนช.ด้วยการตัดเงื่อนไขการสิ้นสุดสมาชิกภาพสนช.ที่ให้สมาชิกต้องมาแสดงตนเพื่อลงมติในการประชุมสภามากกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนครั้งที่มีการลงมติทั้งหมดในกรอบระยะเวลา 90 วันออกไป เป็นอันว่าปัญหาแบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีกแน่ๆ ในขณะที่สังคมก็ได้แต่พยักหน้ายอมรับกันไป

          ยังมีอีกหลายๆ กรณีที่เขย่าคำถามต่อมาตรฐานจริยธรรม และการแสดงสปิริต ภายใต้การนำโดยรัฐบาล คสช. ที่ไม่ได้มาตามวิธีปกติ ภายใต้ข้ออ้างเพื่อความสงบสุขและจะเปลี่ยนแปลงปฏิรูปโฉมหน้าการเมืองไทยให้เปลี่ยนไปจากสมัยของนักการเมืองปกติ แถมหลายๆ ครั้งที่ รัฐบาลพยายามเคลมตัวเองเสมอว่า ไม่เหมือนนักการเมืองทั่วๆ ไป หากแต่มีความตั้งใจจริง แต่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คำถามหรือความสงสัยในเรื่องการเมินเฉยต่อการแสดงออกถึงข่าวคราวที่มีความคลุมเครือต่อจริยธรรม กลับไม่ได้แตกต่างจากสมัยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แถมในบางครั้งยังมีการเรียกร้องให้รวมถึงวางมาตรการนักการเมืองมีสปิริต มีจริยธรรมอีกด้วย

          เรามักจะได้เห็นการเรียกร้องจากสังคมทางอ้อมในเรื่องให้คนการเมืองแสดงสปิริตอยู่เสมอ ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่นการแชร์ข่าวคนระดับรัฐมนตรีที่ต่างประเทศลาออกเพียงเพราะมีข่าวฉาว หรือแสดงการรับผิดชอบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อเป็นการขอโทษสังคม แม้ว่าจะยังไม่มีผลตัดสินที่ชัดเจน พร้อมคอมเมนต์วิจารณ์ให้ย้อนดูประเทศไทยอย่างสนุกสนานทั้งนี้การแสดงสปิริต ไม่ได้หมายถึงการลาออกเท่านั้น เพราะอาจถูกมองว่ายอมรับผิดโดยปริยายก็ได้แต่ถึงกระนั้น ยังมีอีกหลากหลายทาง เช่นการพักงาน การคืนเงินเดือน และอื่นๆ อีกมาก เรื่องแบบนี้แม้จะไม่มีเขียนในระเบียบต่างๆ แต่ถ้าตั้งใจแสดงออกเพื่อให้สังคมเห็น อย่างไรคนในสังคมก็ย่อมที่จะเข้าใจได้อยู่แล้ว ว่าตามตรงคืออยู่ที่ใจจะทำหรือไม่ก็เท่านั้น

          เอาเป็นว่ามาจนวันนี้มาตรฐานจริยธรรมของรัฐบาลชุดนี้สังคมคงจะได้เห็นอะไรชัดขึ้น การที่มีคำพูดว่าไม่เหมือนรัฐบาลที่มีวิธีปกติแบบยุคก่อนๆ ก็อาจจะต้องชั่งใจเชื่อสักหน่อย ณ เวลานี้ ก็คงต้องเชื่อตามที่ รมว.ต่างประเทศกล่าวเอาไว้ถึงกรณีการแสดงสปิริตว่า...“ให้ไปเรียกร้องกับนักกีฬา”