คอลัมนิสต์

บทเรียนเศร้า!วาฬตายคาซากขยะพลาสติก…ยืดอก "ซื้อถุง" ช่วยได้!?

บทเรียนเศร้า!วาฬตายคาซากขยะพลาสติก…ยืดอก "ซื้อถุง" ช่วยได้!?

06 มิ.ย. 2561

บทเรียนเศร้า!วาฬตายคาซากขยะพลาสติก…ยืดอก "ซื้อถุง" ช่วยได้!? : คอลัมน์...  เจาะประเด็นร้อน  

          ช่างน่าขันขื่นจริงๆ ที่ขนาดว่า แนวคิดหลักปีนี้ของ “วันสิ่งแวดล้อมโลก” 5 มิถุนายน 2018 โดยองค์การสหประชาชาติ คือ “Beat Plastic Pollution” มีคำขวัญว่า “If you can't reuse it, refuse it.”

          แปลเป็นไทยว่า “สู้กับปัญหาขยะพลาสติก: ถ้าเอามันกลับมาใช้ไม่ได้ ก็จงเลิกใช้มันซะ”

          แต่กับข่าวเศร้าของน้องวาฬที่เกยตื้นชายฝั่งทางใต้ของไทย บริเวณปากคลองนาทับ จ.สงขลา กระทั่งได้สำรอกพลาสติกออกมาเรื่อยๆ จำนวนมาก ก่อนตายลงอย่างทุกข์ทรมาน กลับชี้ชัดว่าเราจะต้องรณรงค์ไปถึงเมื่อไหร่กัน? เพราะพอเวลาปฏิบัติ กลับสวนทางกันคนละเลน ด้วยตัวเลขที่ฟ้องหราอย่างหมดหวัง

 

                               บทเรียนเศร้า!วาฬตายคาซากขยะพลาสติก…ยืดอก "ซื้อถุง" ช่วยได้!?

คุณหมอวัชรากับซากถุงพลาสติกจากท้องวาฬเคราะห์ร้าย / ภาพโดย ThaiWhales

 

          อย่างที่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เพิ่งเปิดเผยตัวเลขในส่วนของปริมาณขยะที่พบในทะเลไทยปี 2561 สำรวจจากเดือนมกราคม-มิถุนายน 2561 พบว่ามีจำนวนขยะทะเลเพิ่มขึ้น เรียงลำดับได้ดังนี้

          1.ถุงพลาสติกอื่นๆ 15,154 ชิ้น 2.ขวดเครื่องดื่ม (พลาสติก) 13,515 ชิ้น 3.ขวดเครื่องดื่ม (แก้ว) 11,005 ชิ้น 4.ถ้วย/จาน (โฟม) 5,167 ชิ้น 5.หลอด 4,576 ชิ้น 6.เชือก (1 เมตร = 1 ชิ้น) 3,965 ชิ้น 7. กระป๋องเครื่องดื่ม 3,423 ชิ้น 8.ถุงก๊อปแก๊ป 3,243 ชิ้น 9.กล่องโฟมใส่อาหาร 3,156 ชิ้น 10.ห่อ/ถุงอาหาร 2,818 ชิ้น ผลรวมปริมาณขยะ 10 อันดับแรก 66,022 ชิ้น!

          หากจำกันได้ข้อมูลช่วง 4 เดือนแรก จากแหล่งเดียวกันนี้ เคยรายงานไว้ คือ ขยะ 10 อันดับแรก มีจำนวนรวมกัน 27,614 ชิ้น แปลว่าล่าสุดกลับเพิ่มขึ้นมากว่าสี่หมื่นชิ้น ! ถึงตรงนี้ คนไทยยังจะรับมือกันไหวอีกหรือไม่

          โดยเฉพาะผู้ร้ายตัวฉกาจคือ “ถุงพลาสติก” ที่เพื่อให้เจ็บเข้าไปอีก ลองมาฟังคำบอกเล่าของคุณหมอที่ดูแลน้องวาฬจนถึงนาทีสุดท้ายอีกครั้ง เผื่อว่าจะช่วยทำให้หลายคนนึกอะไรออก

 

          “วัชรา ศากรวิมล” นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง ได้เล่าให้ทีมข่าวคมชัดลึกฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
          “เขาเกยวันที่ 28 หมอเข้าพื้นที่ไปดูวันที่ 29 ก็มีการให้ยา ตรวจสุขภาพสลับกับคุณหมอท่านอื่นๆ มาจากสงขลา หรือภูเก็ตบ้าง และกลุ่มคนเจ้าหน้าที่อีกมากมายสับเปลี่ยนลงไปอยู่กับเขาตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เขาจมน้ำ ดูการหายใจ ดูการเต้นของหัวใจ เราก็อยู่กับเขาจนนาทีสุดท้าย”

          ที่สุดวันที่ 1 มิถุนายน น้องวาฬก็จากไปในช่วง 5 โมงเย็น และกว่าจะได้ผ่าซากก็อีกล่วงเข้าอีกวันหนึ่ง
          “ก็อยู่ดูเจ้าวาฬจนถึงนาทีสุดท้าย ที่มันก็จะมีช่วงที่เริ่มดูดีขึ้น เริ่มขยับตัว เพราะว่าเรามีการให้สารน้ำ ให้พลังงานเข้าไป ก็ดูรู้สึกมีเรี่ยวมีแรงขึ้น เพราะลืมตามองทุกคนได้ จากที่เขาปิดตามาตลอด เริ่มมอง มีการตอบสนอง เราเช็กดูโน่นนี่นั่น ก็เห็นว่าดีขึ้น ก็รู้สึกใจชื้น จนกระทั่งมันสำรอกเอาถุงขยะพลาสติกออกมา ก็รู้แล้วว่าไม่ดีแล้วจนเขาเสียไปในที่สุด"

 

บทเรียนเศร้า!วาฬตายคาซากขยะพลาสติก…ยืดอก "ซื้อถุง" ช่วยได้!?

          “ไม่ได้ตั้งชื่อน้อง ที่่นี่เราจะไม่ตั้งชื่อ ไม่ใช่กลัวผูกพันนะคะ แต่เรากลัว เพราะเราเคยตั้งชื่อให้แล้วมันก็ไม่รอด เราเลยไม่อยากตั้งชื่อ”

          “มันเป็นความปวดใจนะ เพราะเราอยู่ด้วยกันมา 24 ชั่วโมง เห็นอาการ เห็นทุกอย่าง แล้วพอมารู้ว่า ที่เขาต้องเสียเพราะน้ำมือคน เรายิ่งรู้สึกสะเทือนใจ เพราะเหตุเกิดจากความมักง่ายของคนจริงๆ เราก็อยากให้เป็นเคสสุดท้าย ถ้าการตายของน้องวาฬครั้งนี้ จะไปช่วยสร้างจิตสำนึก หรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เราก็ว่ามันเป็นบุญของน้องนะที่น้องไม่ได้ตายเปล่า หวังว่ามันจะเป็นภาพที่ทำให้เกิดอิมแพ็กที่สูงต่อจิตสำนึกของคนได้”

          อย่างไรก็ดี พอพูดเรื่องจิตสำนึก หลายคนเริ่มถอดใจว่ามันจะยังใช้ได้อยู่หรือ ?

          แต่ก็คงจะมองลบเกินไป โดยเฉพาะเมื่อฟังจากปากของ ผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุกับทีมข่าวคมชัดลึกว่า จริงอยู่ที่เคสของวาฬจะชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังพอมีทางออก

          “น้องวาฬที่ตายไปเป็นคำตอบจากธรรมชาติว่า สิ่งที่เราทำมามันยังไม่พอ ถ้าเกิดพอมันก็คงไม่ตาย ดังนั้นส่วนตัวผม ผมว่าเรื่องของรณรงค์เราก็ทำได้แค่ระดับหนึ่ง แต่ยังระดับน้อย”

          แต่ทางออกคือ ลองเดินตามอย่างประเทศที่เขาทำสำเร็จดูบ้าง และวิธีที่สำเร็จ คือไม่ใช่แค่เพียงการรณรงค์ลด ละ เลิก แต่เป็นการ “ซื้อ!!”

          วิธีการนี้ ผศ.ธรณ์ ยืนยันว่าใช้ได้ผลมาแล้ว โดยได้ยกตัวอย่างโครงการ CHULA Zero Waste ที่ทำสำเร็จมาแล้ว กับมาตรการ “งดใช้ถุงพลาสติก” ในรั้วจุฬาฯ โดยหากต้องการถุงต้องซื้อในราคา  2 บาท 

          "ก่อนหน้านั้น เขารณรงค์มา 3 เดือน ทำให้ดู ตอนแรกยังลดไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเปลี่ยนมาขายถุง ลดลงฮวบเลย 95% นั่นแปลว่าได้ผล”

 

บทเรียนเศร้า!วาฬตายคาซากขยะพลาสติก…ยืดอก "ซื้อถุง" ช่วยได้!?

 

          สำหรับวิธีการนี้ ผศ.ธรณ์บอกว่า บ้านเราต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน คือมุ่งไปที่ซูเปอร์สโตร์รายใหญ่ก่อน โดยขอความร่วมมือไปยังร้านค้าเหล่านั้นว่า ให้ทำการขายถุงพลาสติก จากนั้น ขยับลงไปในระดับของมินิมาร์ท

          ขณะเดียวกัน อาจจัดตั้งกองทุนขึ้นมา เพื่อรองรับเงินในส่วนที่ขายถุงพลาสติกได้ แล้วนำเงินส่วนนี้ ไปสนับสนุนผลิตภัณฑ์ “ไบโอพลาสติก” ซึ่งย่อยสลายได้

          “ที่จริงเราทำมานานแล้ว แต่ไบโอพลาสติกมันแพงไม่มีใครใช้ แต่ถ้าเราทำแบบนี้ จะส่งผลให้ราคาของไบโอพลาสติกมันลดลงมา ถึงตรงนั้น เราถึงจะค่อยเอาถุงพลาสติกแบบไบโอพลาสติกเข้ามาใช้ในตลาดแทนแบบธรรมดา”

          ถามว่าเคสนี้ต่างกับ “การรณรงค์” ตรงไหน ผศ.ธรณ์ ตอบอย่างเจ็บจี๊ดในท่วงทำนองว่า “ใช้ใจไม่เสร็จ แต่สำเร็จถ้าใช้เงิน!”

          “เคสนี้ ไม่ใช่การรณรงค์แล้วนะ รณรงค์มันยังมีปัญหา มันใช้จิตใจ แต่ขายนี่คือคุณต้องจ่ายตังค์นะ มันผิดกันตรงนี้แหละ”

          แต่ที่ผ่านมาสาเหตุส่วนหนึ่งที่การปรับพฤติกรรมไม่สำเร็จ เพราะคนไทยทำมาถึงขึ้นตอน “รณรงค์” แล้วจบปัง! ทั้งที่จริงๆ แล้ว หากดูในต่าง
          ประเทศ หลายที่เขาเดินมาถึงขั้นตอน ซื้อ-ขายถุง ตั้งนานแล้ว

          โดย ผศ.ธรณ์ได้ฉายภาพของวิธีการจัดการกับพฤติกรรมของคนในการก่อปัญหาขยะพลาสติกทั่วโลกว่า มี 3 ขั้นตอนคือ
          1.การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ แบบที่เราเห็นทั่วไป

          2.การให้รางวัล เช่น ลดราคาถ้าเอาแก้วกาแฟมาเอง ได้ลด 10 บาท หรือเอาถุงผ้ามา ได้พอยท์ ในลักษณะของใครทำดี ได้รับรางวัล
          และ 3. ใครใช้คนนั้นรับผิดชอบ คือ การซื้อถุง!

          “เวลานี้ทุกประเทศมาถึงขั้นสามเหมือนกันหมด แต่ของเรามันมาจบที่ขั้นสอง แต่หากทางภาครัฐจะเอาด้วย ก็อาจออกกฎเกณฑ์ กฎกระทรวง แล้วมาจับมือร่วมกับผู้ผลิตรายใหญ่ ตั้งเป็นกติกา และจัดตั้งกองทุน เพื่อที่จะเอาเงินที่ได้จากการขายถุง มาใส่กองทุน จากนั้นจัดการแถลงข่าว กำหนดวันให้ชัดเจนว่า อีก 3 เดือนข้างหน้า หรืออะไรก็ว่าไปเอาให้ชัดๆ"

          นี่คือข้อเสนอของคนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางท้องทะเลมาตลอด ที่ต้องบอกว่า น่าจะลองเอาจริงดูสักครั้ง แน่นอนหลายคนอาจมองออกว่า ผู้ขายกังวลถึงยอดขายที่ผู้ซื้ออาจไม่พอใจแล้วย้ายค่าย แต่ถ้าทุกเจ้าร่วมมือกัน ความสำเร็จน่าจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

          “ผมว่า ถ้าเป็นเรื่องเงินมาเมื่อไหร่ มันจะได้ผล คนจีนยังทำได้เลย เราไปด่าว่าเขาสกปรก แล้วทำไมเราทำไม่ได้ และบรรดาผู้ประกอบการซึ่งมีไม่กี่เจ้าในบ้านเรา เขาจะต้องเอาด้วย เพราะถ้าเขาประกาศว่าจะร่วมกันในวิธีการนี้ แต่วันหนึ่งเขาไม่ทำ เขาก็จะถูกสังคมประณาม เดี๋ยวก็มีคนไปวาดรูปวาฬตายบนกำแพงร้านเขา เกิดดราม่าในโลกออนไลน์ไปเอง”

          อย่างไรก็ดี แม้ว่าข้อเสนอข้างต้นดูดีมีความหวัง แต่ครั้นเมื่อพลิกไปดูหน้าข่าวสารบ้านเรา กลับมาสอดรับกับสิ่งที่ ผศ.ธรณ์กล่าวไว้ เพราะล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยข่าวเกี่ยวกับการอัด “แคมเปญจูงใจ” ให้คนเลิกใช้พลาสติก

          เช่น ค่ายใหญ่ค่ายหนึ่งออกมาระบุจะมอบแต้มให้ลูกค้าที่มียอดการไม่รับถุงพลาสติกสะสมสูงสุดในช่วงวันที่กำหนด หรือบางที่ออกมาประกาศงดการให้ถุงขนาดเล็กกับลูกค้า พร้อมตั้งถังขยะแยกประเภท หรือ มีบางโรงพยาบาลที่ขอความร่วมมือลูกค้าให้นำถุงผ้ามารับยา! แถมบางเจ้าคาดว่าจะรณรงค์เฉพาะเดือนที่มีวันสิ่งแวดล้อมโลกเท่านั้น!

          แต่ยังไม่มีสักเจ้าที่ออกมาประกาศว่า จะ “ขายถุง” ให้แก่ลูกค้าที่ต้องการใช้ถุง!!

          ถึงตรงนี้ ถ้าใครเข้าใจถึงกระบวนการที่ ผศ.ธรณ์กล่าวไว้ 3 ขั้นตอน คงพอเห็นภาพแล้วว่า สุดท้ายแล้วจะลงที่ตรงไหน

          แต่เอาเถิด...อย่างน้อยเมื่อแคมเปญเรื่องนี้เริ่มออกมามากขึ้น...ก็คงไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว !

000     

ไทยแลนด์ ไม่ใช่ถังขยะ!
          สุดๆ ไปเลย! กับข่าวที่เกิดขึ้นวันเดียวกันกับที่น้องวาฬต้องสังเวยชีวิตให้แก่ความมักง่ายของคน

          นั่นคือกรณีที่ เจ้าหน้าที่จากกรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม ขยายผลเข้าตรวจค้นโรงงานในนิคมลาดกระบัง จ.สมุทรปราการ และตรวจค้นบริษัทนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ใน อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา

          โดยที่โรงงานแห่งแรก ตรวจสอบพบตู้คอนเทนเนอร์ 4 ตู้ ของบริษัท ลองลัค พลาสติก แอนด์ เมทัล จำกัด โดยภายในบรรจุขยะถุงพลาสติกอัดแท่งจำนวนมาก รวมน้ำหนักกว่า 58 ตัน ซึ่งเป็นสินค้าไม่เป็นไปตามที่สำแดงไว้ เพราะพบว่าไม่ใช่การนำเข้าพลาสติกตามที่แจ้งขออนุญาต แต่เป็นขยะถุงพลาสติก !

 

บทเรียนเศร้า!วาฬตายคาซากขยะพลาสติก…ยืดอก "ซื้อถุง" ช่วยได้!?

 

          โดยทั้งหมดนี้เป็นขยะที่เป็นรูปแบบขยะที่ 35 ประเทศในโลกประกาศไม่เอาไว้ แต่กลับมาพบอยู่ที่ประเทศไทย แถมจากการตรวจสอบพบว่าโรงงานแห่งนี้ และขออนุญาตนำเข้าสแครปพลาสติก 20,000 ตัน ในช่วงปี 2561-15 พฤษภาคม 2562 อีกด้วย

          เรื่องนี้ทำเอาคนไทยขนลุกซู่ เพราะแม้ว่า มงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ชี้แจงว่า การตรวจสอบตู้สินค้าที่ขออนุญาตนำเข้าเศษพลาสติก ทำได้ยาก เพราะมีการขนเข้าไทยเดือนละกว่า 100 ตู้ เจ้าหน้าที่กรมโรงงานฯ และกรมศุลกากร ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่กำลังไม่พอ จึงพบการลักลอบขนเศษพลาสติกไม่สะอาดปะปนเข้ามา

บทเรียนเศร้า!วาฬตายคาซากขยะพลาสติก…ยืดอก "ซื้อถุง" ช่วยได้!?

          และไทยไม่ใช่แหล่งรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากในแต่ละปีไทยนำเข้าซากชิ้นส่วนพลาสติก และซากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เฉลี่ยกว่า 530,000 ตัน แต่ส่งออกซากชิ้นส่วนฯ ซึ่งจัดเป็นวัตถุอันตรายกว่าปีละ 450,000 ตัน ภายใต้อนุสัญญาบาเซล ไปยังประเทศที่มีเทคโนโลยีคัดแยกและสกัดซากชิ้นส่วนให้เหลือเป็นวัตถุดิบ เพื่อลดต้นทุนการผลิต

          แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแค่ไหน และยังมีที่ตรวจสอบไม่ถึงอีกเท่าไหร่กัน !?