
จับตาข้อเสนอปฏิรูป มส.รื้อระบบปกครองคณะสงฆ์
จับตาข้อเสนอปฏิรูป มส.รื้อระบบปกครองคณะสงฆ์ : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน
จากสถานการณ์ที่มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวพันกับการทุจริตงบอุดหนุนวัด โดยพระและอดีตพระ 3 รูปเป็นถึงกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) จนถูกสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้พ้นจากตำแหน่ง และล่าสุดยังมีพระราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์พระที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด 7 รูป ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา
นอกจากนั้นยังมีหลักฐานเป็นเอกสารที่น่าเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการวิ่งเต้น “เลื่อนสมณศักดิ์” และ “ตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์” ของพระในเขตปกครองของ “อดีตพระพรหม” ทั้ง 3 รูป ซึ่งมีตำแหน่งเป็น “เจ้าคณะ” ทั้งสิ้น
ประเด็นปัญหาเหล่านี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า การจัดการไม่ควรจบแค่การดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ควรมีการทำแผนปฏิรูปวงการสงฆ์ไปพร้อมกันด้วย
ปัญหาการทุจริตงบอุดหนุนวัด นับตั้งแต่กรณี “เงินทอน” สุดฉาวโฉ่ ลุกลามมาจนถึงการดำเนินคดีกับพระเถระผู้ใหญ่จนถูกถอดถอนสมณศักดิ์ไปถึง 7 รูปนั้น “ไพบูลย์ นิติตะวัน” อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ชี้ว่า สาเหตุสำคัญมาจากรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่รวมศูนย์อำนาจ ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี ทำให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
ไพบูลย์ ยกตัวอย่างการตั้ง “เจ้าคณะภาค” เพื่อปกครองคณะสงฆ์ในส่วนภูมิภาค ปรากฏว่าการแต่งตั้งเป็นอำนาจของมหาเถรสมาคม ทำให้มหาเถรฯ เห็นชอบให้พระภิกษุในสายของตนเองไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค จะเห็นได้ว่ากรรมการ มส.หลายรูป ก็มีตำแหน่งเจ้าคณะภาคพ่วงอยู่ด้วย ขณะที่เจ้าคณะภาคเองก็มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะจังหวัดก็มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าคณะอำเภอ เรื่อยลงไปจนถึงเจ้าคณะตำบล จนกลายเป็นการผูกขาดอำนาจการปกครองสงฆ์ทั้งประเทศ
ขณะที่อำนาจการดูแลวัด กฎหมายก็ให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแก่ “เจ้าอาวาส” เพียงรูปเดียว
พลิกดู “กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 พ.ศ.2541 ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ” ซึ่งหมายถึงพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ ตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ไปจนถึงเจ้าอาวาส จะพบว่าการแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติว่าต้องมี “สำนัก” ในเขตพื้นที่นั้นๆ
เหตุนี้เองจึงทำให้เจ้าอาวาสวัดใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาคเกือบทุกภาค ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับวัดและพระในภาคนั้นๆ เลย เช่น อดีตพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็เป็นเจ้าคณะภาค 10 ปกครองวัดในพื้นที่ภาคอีสาน ขณะที่อดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นเจ้าคณะภาค 4-7 ปกครองวัดในจังหวัดภาคเหนือ กลายเป็นว่าใช้พระกรุงเทพฯ ปกครองพระต่างจังหวัด แทนที่จะให้สงฆ์ในภาคนั้นๆ คัดเลือกพระผู้ปกครองของตนเอง
ทั้งหมดนี้ ไพบูลย์ มองว่าเป็น “เครือข่ายอุปถัมภ์ขนาดใหญ่” ในสายการปกครองคณะสงฆ์ ตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงไปจนถึงวัดเล็กวัดน้อยทั่วทั้งประเทศไทย และกลายเป็นต้นตอปัญหาของการวิ่งเต้น เล่นพรรคเล่นพวก จนขาดการตรวจสอบถ่วงดุล และเป็นช่องโหว่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นขนานใหญ่ในวงการผ้าเหลือง
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา ไพบูลย์ เสนอว่า ต้องเริ่มจากการยกเลิกอำนาจเบ็ดเสร็จของเจ้าอาวาสเสียก่อน ด้วยการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 37 และ 38 ให้มี “คณะปกครองสงฆ์” ขึ้นมาแทน โดย “ประธานคณะปกครองสงฆ์ในวัด” ก็คือเจ้าอาวาส แต่ไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงรูปเดียวอีกต่อไป เพราะพระภิกษุในวัดจะมีส่วนร่วมในการปกครองวัดด้วย ในรูปของ “คณะกรรมการ”
ส่วนตำแหน่งปกครองสงฆ์ในระดับ “เจ้าคณะตำบล” ให้ยกเลิกไป เพราะไม่มีประโยชน์ ให้มีเฉพาะระดับ “เจ้าคณะอำเภอ” แต่เปลี่ยนใหม่เป็น “คณะปกครองสงฆ์อำเภอ” คล้ายๆ กับ “คณะปกครองสงฆ์ในวัด” โดยให้พระภิกษุในอำเภอนั้นๆ เสนอชื่อ แล้วเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อมากที่สุด 7 ลำดับแรกเป็น “คณะปกครองสงฆ์อำเภอ”
เมื่อมี “คณะปกครองสงฆ์อำเภอ” แล้ว ก็เลือกตัวแทนจากทุกอำเภอไปเป็น “คณะปกครองสงฆ์จังหวัด” และระดับจังหวัดก็เลือกคณะปกครองสงฆ์ประเทศ ส่วนมหาเถรสมาคมก็ปรับบทบาทไปเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จพระสังฆราชแทน
สำหรับโครงสร้างมหาเถรสมาคม ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งปัจจุบันมี 7 รูป และพระราชาคณะที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง มีจำนวนไม่เกิน 12 รูป ล่าสุดถูกปลดพ้นตำแหน่งกรรมการ มส.ไป 3 รูป ทำให้ปัจจุบันมีกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งสิ้น 17 รูป
ล่าสุดมีการเสนอแนวทางการปฏิรูป “มหาเถรสมาคม” จากผู้รู้ฝ่ายต่างๆ โดยให้พระที่เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งก่อนและหลังดำรงตำแหน่ง และมีการตรวจสอบประวัติ ตลอดจนความเหมาะสมด้านต่างๆ ตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช โดยเฉพาะในกลุ่มกรรมการมหาเถรสมาคมที่มาจากการแต่งตั้ง
เช่นเดียวกับการตั้งพระสังฆาธิการ ซึ่งหมายถึงพระผู้ปกครองสงฆ์ตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ลงไปจนถึงผู้ช่วยเจ้าอาวาส ก็ควรเพิ่มคุณสมบัติให้มากขึ้น นอกเหนือจากจำนวนพรรษา และสมณศักดิ์ เช่น มีวัตรปฏิบัติตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความรอบรู้เรื่องพระธรรมวินัย ที่สำคัญเจ้าคณะแต่ละภาค ควรเป็นตัวแทนของสงฆ์ในพื้นที่นั้นๆ เพื่อป้องกันระบบเส้นสาย ส่งพระจากส่วนกลางไปเป็นเจ้าคณะภาค ทั้งๆ ที่ไม่ได้สังกัดวัดในพื้นที่นั้นๆ
แนวทางการปฏิรูปวงการสงฆ์ที่เตรียมเสนอกันล่าสุดนี้ เนื้อหาบางส่วนสอดคล้องกับรายงานการศึกษาของ สปช.ที่เคยจัดทำไว้เมื่อปี 2558 ซึ่งพบปัญหาในกิจการพระพุทธศาสนาทั้งหมด 4 ประเด็น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โครงสร้างปกครองคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์อำนาจมากเกินไป
แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวงเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปวงการสงฆ์ครั้งใหญ่ ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจของ “พุทธบริษัท 4” เพื่อให้คณะสงฆ์ไทยเป็นที่เคารพศรัทธา สืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป



