
"โรดแม็พเลือกตั้ง"ฉลุย แต่ "วิบากกรรม"ทำสะดุด ยังมี
"โรดแม็พเลือกตั้ง"ฉลุย แต่ "วิบากกรรม"ทำสะดุด ยังมี : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... ขนิษฐา เทพจร
เข้าสู่การเตรียมพร้อม “เลือกตั้ง” กันอย่างเต็มตัวเสียที หลังจากที่ปมชะลอการประกาศใช้พ.ร.ป. ที่เป็นสัญญาณเข้าสู่การเลือกตั้งนั้นหมดไป
ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพ.ร.ป.ส.ส. และร่างพ.ร.ป. ส.ว. ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
นาทีนี้ “ฝ่ายการเมือง” คงเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจเสียทีว่าการเลือกตั้งภายในปี 2562 ต้องเกิดขึ้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว เพราะบทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดล็อกกรอบไว้ตายตัว
ทั้งกระบวนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย ที่กำหนดวันเต็มที่ 110 วัน ประกอบด้วยนายกฯ ต้องทูลเกล้าฯ ภายใน 20 วันหลังได้รับเรื่องจาก “สนช.” และกระบวนการในพระบรมราชวินิจฉัยให้ความเห็นชอบประกาศใช้เป็นกฎหมายไม่เกิน 90 วัน
ดังนั้นในห้วงเวลาไม่เกินนั้นเราจะได้เห็นทั้งร่างพ.ร.ป. ส.ว. และร่าง พ.ร.ป.ส.ส. ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา แต่ร่างพ.ร.ป.ส.ว. จะมีผลใช้บังคับก่อน ส่วนร่างพ.ร.ป.ส.ส. จะมีผลใช้บังคับหลังจากประกาศแล้ว 90 วัน
กะเกณฑ์กันแบบหยาบๆ นับจากเดือนมิถุนายน 2561 ต้องใช้เวลารอเลือกตั้งแบบยาวที่สุดคือ 12 เดือน
ระยะ 12 เดือนที่จะชัดเจนเรื่อง “โรดแม็พเลือกตั้ง”
แต่หนทางที่แสนยาวนั้นอาจยังต้องเจอ “วิบากกรรม” และเงื่อนไขที่อาจสร้างปัญหา
ทั้งเงื่อนไขของการรักษาความสงบเรียบร้อยที่เป็นภารกิจตึงเปรี้ยะ ของ “คสช.” ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ
และเงื่อนไขการจัดเลือกตั้งภายใต้กกต.ชุดใหม่แม้หลายฝ่ายเข้าใจว่า กกต. 4 คนที่ปฏิบัติหน้าที่เวลานี้จะทำหน้าที่ทดแทนได้ แต่เอาเข้าจริง เงื่อนไขของกติกาใหม่ เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ อาจทำให้มีปัญหาต่อการใช้มติของกกต.
ขณะที่กกต.ชุดใหม่จำนวน 9 คนที่อยู่ในวาระสรรหารอบสองของ “สนช.” ตามขั้นตอนตรวจสอบประวัติ พฤติกรรม และความประพฤติทางจริยธรรม ก่อนส่งให้ที่ประชุมสนช. โหวตเลือก แต่ขณะนี้มีเสียงวิจารณ์ในทำนองที่ว่าอาจต้องมีวาระสรรหารอบที่สามเพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมและถูกยอมรับมากที่สุด
นอกจากนั้นยังมีประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ซึ่งผูกโยงเข้ากับข้อกำหนดให้การเลือกตั้งต้องแล้วเสร็จภายใน 150 วันนับจากวันที่พ.ร.ป. 4 ฉบับมีผลบังคับใช้
ตามที่ “สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.” ให้ความเห็นก่อนหน้านี้ว่าระยะ 150 วันนั้นหมายความว่ายังไงกันแน่ ระหว่าง “วันหย่อนบัตรออกเสียง” หรือ “การรับรองและประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.”
แม้ “มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.” จะเคยตอบคำถามนี้ว่า 150 วัน คือวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ไม่รวมถึงการประกาศผลเลือกตั้ง เพราะหากรวมขั้นตอนรับรองผลเลือกตั้งไปด้วยอาจใช้เวลาเกินกว่านั้น เนื่องจาก กกต.มีขั้นตอนตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้ง หรือการประกาศวันเลือกตั้งใหม่ในเขตที่มีปัญหา
แต่เมื่อมีปัญหาข้อกฎหมายระหว่างผู้ทำร่างรัฐธรรมนูญและฝ่ายปฏิบัติเพื่อเป็นข้อยุติ มีข้อเสนอมาจากหลายภาคส่วน รวมถึง “ที่ปรึกษากรธ.–เจษฎ์ โทณะวณิก” ที่สนับสนุนให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นนี้อย่างน้อยเพื่อให้ได้ “ข้อยุติ” และไม่ส่งผลกระเทือนถึงการเลือกตั้งที่จะมาถึงจนอาจนำไปสู่จุดสะดุดของกระบวนการเลือกตั้ง 2562 ที่อาจนำไปสู่ผลร้ายแรงกว่าเลื่อนโรดแม็พเลือกตั้ง คือ “ล้มกระดานเลือกตั้ง”
อย่างไรก็ดีแม้เรื่อง 150 วันจะเป็นปมคาใจแต่ “กกต.” เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าได้เซตกระบวนการเลือกตั้งไว้ทั้ง 2 แบบ คือ 150 วัน คือ กระบวนการวันสต็อปเซอร์วิส ทั้งจัดเลือกตั้ง นับคะแนน จัดเลือกตั้งใหม่กรณีที่พบปัญหา และประกาศผลเลือกตั้ง โดยระยะเร่งรัดเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังพ.ร.ป. 4 ฉบับประกาศใช้คือ 60 วัน
แต่นั่นอาจเป็นปมที่สร้างปัญหาอย่างยิ่ง และอาจกลายเป็นความไม่พอใจของนักเลือกตั้งที่เตรียมตัวตามที่กฎหมายใหม่ไม่ทันโดยเฉพาะ ขั้นตอน “เลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัครส.ส.” หรือไพรมารีโหวตทั้งแบบเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อที่อาจต้องกินเวลามากถึง 3–5 เดือนหลังได้รับไฟเขียวจาก “คสช.” ให้ทำกิจกรรมทางการเมือง
หรืออาจต้องใช้ระยะเวลาทำไพรมารีโหวตมากกว่านั้น หากเป็นกรณีของ “พรรคการเมือง” ที่ยังหาสมาชิกได้ไม่ครบจำนวนเพียงพอทำ “ไพรมารีโหวต”
อย่างไรก็ดี “วิบากกรรมสุดท้าย” ที่อาจต้องเจอในชั้นนี้คือการวินิจฉัย คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 ที่แก้ไขพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ประเด็นการตัดสิทธิสมาชิกพรรคที่ไม่ยืนยันตัวตนภายในเวลาที่กำหนด ซึ่ง “ตัวแทนพรรคเพื่อไทย–ประชาธิปัตย์” ยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัย และศาลเองนัดพิจารณาและลงมติวันที่ 5 มิถุนายนนี้
ความประเด็นนี้ “อ.เจษฎ์” ขยายว่าอาจเป็นมุมที่เกิดปัญหาระหว่างโรดแม็พเลือกตั้งได้ โดยเฉพาะหากคำวินิจฉัยออกมาว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 ประเด็นที่ถูกยื่นตีความนั้นขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเท่ากับว่าเนื้อหามาตราที่เป็นปัญหาจะไม่เคยมีผลบังคับใช้ และคืนสิทธิประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคใดพรรคหนึ่งไว้เช่นเดิม
เท่ากับจะเป็นปัญหาอย่างมากสำหรับ “พรรคเกิดใหม่” และ “พรรคตามระบบ” ที่มีกระบวนการแย่งชิงสมาชิกพรรค ซึ่งจะวนเป็นปัญหาของกระบวนการเตรียมพร้อมเลือกตั้งของพรรคการเมืองที่ใช้เกณฑ์จำนวนสมาชิกเป็นตัวชี้วัด
ดังนั้นประเด็นที่ว่ามาทั้งหมดอาจเป็นวิบากกรรมที่กระเทือนต่อการเลือกตั้งในปี 2562 อย่างหาทางหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยกเว้น “คสช.” ทำข้อตกลงร่วมกันระหว่าง “กกต.” และภายใต้การยินยอมของ “พรรคการเมือง”



