คอลัมนิสต์

'นิรโทษกรรม'อีกยาวไกล..ลุ้น!!"ธนาธร"รอด "กบฏ" หรือไม่ ?

'นิรโทษกรรม'อีกยาวไกล..ลุ้น!!"ธนาธร"รอด "กบฏ" หรือไม่ ?

01 มิ.ย. 2561

คำประกาศกร้าวของ"ธนาธร" หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่จะนิรโทษกรรมคดีการเมืองยุค คสช.เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที "คมชัดลึกออนไลน์ " สำรวจคดียุค คสช. มีมากน้อยเพียงใด

              กลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง ในการจัดประชุมใหญ่ “พรรคอนาคตใหม่” เพื่อให้สมาชิกพรรคเข้าร่วมลงมติรับรองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และลงมติรับรองข้อบังคับพรรค จัดทำนโยบายของพรรคให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดไว้ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ก่อนที่จะส่งกลับไปให้นายทะเบียนพรรคการเมือง สำนักงาน กกต.ตรวจสอบความถูกต้อง

           โดยที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบ 473 ต่อ 0 เสียง เสนอชื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นหัวหน้าพรรค เพียงคนเดียว มี ผศ.ดร. ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ สมาชิกกลุ่ม “นิติราษฎร์” ม. ธรรมศาสตร์ เป็น เลขาธิการพรรค ส่วนโฆษกพรรค คือ น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตพิธีกรรายการ “ทูไนท์ ไทยแลนด์” ช่องวอยซ์ ทีวี

            ก่อนจะเป็นที่มาของการจัดแถลงข่าวร่วมระหว่างนายธนาธร และนายปิยบุตร  กับการประกาศอุดมการณ์และแนวทางของพรรคอนาคตใหม่ของ“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”ซึ่งมี 2 เรื่องสำคัญ คือการ ‘ฉีก’ รัฐธรรมนูญปี 2560 พร้อมไปกับการ“นิรโทษกรรม”คนที่โดน“คดีทางการเมือง”ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หากก้าวขึ้นมามีอำนาจ

           ในเรื่อง“นิรโทษกรรม” ธนาธร พูดถึง การนิรโทษกรรม ซึ่งเคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ร่าง พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน หรือที่รู้จักกันในนาม "นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” หรือ “นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย”

          เดิมที พ.ร.บ.ดังกล่าวต้องการนิรโทษกรรม ให้กับประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง แต่ถูกแก้ไขมาตรา 3 และมาตรา 4 มีผลให้นิรโทษกรรมครอบคลุมหลายฝ่าย ทั้ง “ฝ่ายพันธมิตรฯ" และ"ฝ่าย นปช. " ผู้ต้องขังคดีเผาศาลากลางจังหวัดจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 ที่สำคัญยังรวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่คดีอาญา “ฆ่า-เผา” และ “ผู้ทุจริตคอร์รัปชั่น”

          จนเกิดกระแสคัดค้านจากประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย และก่อให้เกิดการชุมนุมกลุ่ม กปปส.ที่นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขับไล่รัฐบาล และนำไปสู่การประกาศยุบสภาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

          แต่ความขัดแย้งยังคงขยายเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการยึดอำนาจ ทำรัฐประหาร นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น

        ทั้งนี้หากกลับมาดูแนวคิด นิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง ยุค คสช.ทั้งหมด ของ“ ธนาธร” ได้เน้นถึง กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวตามสิทธิเสรีภาพ ซึ่งต้องได้รับการรับรองในฐานะพลเมือง ที่ได้รับผลจากคำสั่ง ประกาศ คสช.ฉบับต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

         ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผย ประชาชนที่ถูกจับดำเนินคดีหลายพันคนจาก ประกาศ คำสั่ง คสช.อย่างน้อย 35 ฉบับ ทั้งเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน เสรีภาพสื่อ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสิทธิชุมชน อาทิ คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ที่ให้อำนาจทหารเรียกตัวประชาชนมารายงานตัวและควบคุมตัวในสถานที่ปิดลับโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาเป็นเวลา 7 วัน พร้อมยกเว้นความรับผิดให้กับเจ้าหน้าที่ รวมทั้งห้ามประชาชนชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป, ประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และ 103/2557 ที่จำกัดแนวทางการนำเสนอเนื้อหาของสื่อมวลชน หรือการดำเนินนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า”ตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64/2557 และ 66/2557

          ข้อมูลจากกรมพระธรรมนูญ พบว่า มีพลเรือนถูกดำเนินคดีในศาลทหาร 1,886 คดี นับเป็น 2,408 คน ในจำนวนนี้ยังพิจารณาคดีไม่เสร็จสิ้น 369 คดี หรือ 450 คน ส่วนผู้ถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีอย่างน้อยจำนวน 162 คน ในจำนวนนี้เป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้เสรีภาพการแสดงออกอย่างน้อย 101 คน และยังมีผู้ร้องเรียนว่ามีการซ้อมทรมานเกิดขึ้นระหว่างควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกและคำสั่งหัวหน้า คสช. อีกอย่างน้อย 18 ราย

          ทั้งนี้ คสช.ยอมรับว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินคดี แจ้งความกับกลุ่มคนที่ฝ่าฝืนคำสั่ง ประกาศต่างๆของ คสช.เป็นจำนวนมาก บางคดีตัดสินไปแล้ว บางคดี อยู่ในระหว่างการดำเนินการทางกฎหมาย ส่วนจะเป็นคดีการเมืองหรือไม่นั้น คสช.ไม่มีอำนาจหน้าที่ไปชี้ชัด ต้องส่งให้ศาลเป็นผู้พิจารณา เช่น การชุมนุมถ้าทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง แม้จะมีประเด็นมาจากการเมืองแต่มีการทำผิดกฎหมายและกระทบต่อความมั่นคง

        “คดีไหนเป็นการเมือง อยู่ที่มุมมองและการตีความของคน การชุมนุมผิดคำสั่ง คสช. เป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ บางส่วนเข้าข่ายเป็นคดีการเมือง แต่บางครั้งมีเรื่องของความมั่นคงอยู่ด้วย คนที่มองให้ดูดีก็บอกเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งไม่ใช่ ทุกอย่างไม่สามารถชี้ชัดได้ อยู่ที่ใครอยากจะให้เป็นอะไร หากอยากให้มองเป็นคดีการเมืองก็เป็นคดีการเมือง เพื่อจะเอาไปเรียกร้องกับนานาชาติ ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่” แหล่งข่าว คสช.ระบุ 

        ในยุค คสช. มีด้วยกันหลายคดี อย่างกรณี ศาลพิพากษา 6 แกนนำ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) นำโดย พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี พร้อมพวก ฐานทำผิด พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่หน้ารัฐสภา ใกล้เขตพระราชฐาน ให้ปรับเงินคนละ 6,000 บาท ทั้งหมดให้การรับสารภาพ ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 3,000 บาท

         เช่นเดียวกับ การยกระดับการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในปีนี้ แม้ประเด็นมาจากการเมือง แต่มีการทำผิด พรบ.ชุมนุมในที่สาธารณะ ทำให้เกิดความไม่สงบ จึงถูกแจ้งความดำเนินคดี แกนนำทั้ง 5 คน ประกอบด้วย นายรังสิมันต์ โรม, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์หรือจ่านิว, นายเอกชัย หงส์กังวาน, นางสาวปิยรัตน์ จงเทพ, นางสาวณัฐฐา มหัทธนา ข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ร่วมกันมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

         นอกจากนี้ยังมี ศาลจังหวัดภูเขียวมีคำพิพากษายกฟ้อง นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ นายวศิน พรหมณี นักศึกษาคณะวิศวกรรมธรณี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในคดีฝ่าฝืน พ.ร.บ. ประชามติฯ มาตรา 61 วรรคสอง จากการแจกใบปลิว Vote No โดยศาลให้เหตุผลว่า เอกสารไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เป็นการแสดงความคิดเห็น,

           คดีฉีกบัตรออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฯปี 2560 ศาลพิพากษายกฟ้อง นายปิยรัฐ หรือโตโต้ จงเทพ นายกสมาคมเพื่อเพื่อน , นายจิรวัฒน์ เอกอัครนุวัฒน์ และนายทรงธรรม แก้วพันธุ์พฤกษ์ ฐานกระทำการวุ่นวาย เนื่องจากเห็นว่าการเคลื่อนไหวนั้นเป็นการแสดงออก แต่พิพากษาจำคุก นายปิยรัฐ หรือโตโต้ จงเทพ 4 เดือน ปรับ 4,000 บาท เนื่องจากให้การรับสารภาพว่า ฉีกบัตรแสดงประชามติจริง อันเป็นความผิดตามกฎหมายฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 2 เดือน ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 1 ปี

          หรือแม้แต่ การดำเนินคดี 19 แกนนำแนวร่วมประชาธิไปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)กระทำความผิดฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป กรณี ร่วมกันแถลงข่าวตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติรัฐธรรมนูญ เมื่อ ปี 2559 ซึ่งขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล

          รวมถึงการแจ้งความจับแกนนำพรรคเพื่อไทย 8 คน เปิดแถลงประเมินผลการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล-คสช.ตลอด 4 ปี ใน 4 ข้อหา คือ 1.ฝ่าฝืนประกาศ คสช. ที่ 57/2557 ห้ามประชุมพรรคการเมือง, 2.ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง, 3.พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ 4.ยุยงปลุกปั่น

         คดีข้างต้นเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ได้รับผลจากคำสั่ง และประกาศ คสช.ที่อาศัยสิทธิเสรีภาพที่พึงมีในการแสดงออก ที่อาจจะไปกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และจะได้รับการนิรโทษกรรม หาก“พรรคอนาคตใหม่”ภายใต้การนำของ นายธนาธร ก้าวขึ้นมามีอำนาจ

        แต่สิ่งที่ “ธนาธร” อาจต้องเผชิญในเร็ววันนี้ ก็คือ การประกาศ ‘ฉีก’ รัฐธรรมนูญ !!! จากการตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนในช่วงหนึ่ง ถึงการต่อสู้กับความพยายามสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะดำเนินการอย่างไร?

        “ เราไม่แปลกใจเรื่องนี้ เราเห็นตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 แล้ว เรารู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง วันที่ คสช. ต้องสืบทอดอำนาจตัวเอง จึงอยากเรียกร้องสื่อมวลชนและประชาชนมาร่วมกับเราเพื่อหยุดการสืบทอดอำนาจเผด็จการ รัฐธรรมนูญปี 2560 เราไม่แก้ เราจะฉีกเลย” นายธนากร ระบุ

        ทำให้ฝ่ายกฎหมาย คสช.ต้องงัดตำรากฎหมาย เทปบันทึกภาพและเสียงมาฟังชัดๆแบบคำต่อคำ เนื่องจากคำพูดดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็น ‘กบฏ’   

         ทั้งนี้คำว่า ‘ฉีก’ จะเข้าข่ายความผิดฐาน ‘กบฏ’หรือไม่ ขณะนี้ คสช.กำลังหาข้อมูลรวบรวมพยานหลักฐาน เพราะอาจเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร มาตรา 113 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ 1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ 2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือทำให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

        “ต้องไปดูข้อเท็จจริง หาเทป คลิปเสียงมาฟัง ว่านายธนาธร พูดคำว่า ฉีก จริงหรือไม่ แต่ถ้าพูดว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ทั้งฉบับ ก็เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ สามารถทำได้ ถ้าจะเปลี่ยน ต้องไปออกกฎหมาย และต้องไปดูว่า รัฐธรรมนูญให้แก้ไขอย่างไรบ้าง แต่ถ้าเขาพูดคำว่า ฉีก จริง ก็ต้องดูที่เจตนาด้วยว่าเขาต้องการอะไร เพราะ คำว่า ฉีก เป็นคำที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ และควรจะหลีกเลี่ยง เพราะหมายถึงกบฏหรือทำรัฐประหาร  การฉีกรัฐธรรมนูญ  หากแพ้ ก็เป็น กบฏ  หากชนะ ก็เป็น รัฐประหาร” แหล่งข่าว คสช.ระบุ

        นิรโทษกรรม“คดีการเมือง” ตามประกาศของ“ธนาธร” เส้นทางดังกล่าวยังถือว่าอีกยาวไกล  แต่สิ่งต้องเผชิญในเร็ววันนี้ ‘ฉีก’จะกลายเป็นปัญหาทำให้ ธนาธร ไปถึงฝั่งฝันหรือไม่???