คอลัมนิสต์

"แก๊งซ่าท้าตาย" ยี่ห้อที่ผู้มีอำนาจตีตรา "อนาคตใหม่"

"แก๊งซ่าท้าตาย" ยี่ห้อที่ผู้มีอำนาจตีตรา "อนาคตใหม่"

31 พ.ค. 2561

"แก๊งซ่าท้าตาย" ยี่ห้อที่ผู้มีอำนาจตีตรา "อนาคตใหม่" : คอลัมน์...   ขยายปมร้อน   โดย...  สำนักข่าวเนชั่น

 

          เรียกได้ว่า “พรรคอนาคตใหม่” อาจจะเป็นพรรคการเมืองเดียว ที่ได้รับอนุญาตจาก “คสช.” ให้จัดประชุมใหญ่ของพรรค แล้วสร้างปรากฏการณ์ทำให้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลายประเด็นที่ถูกนำเสนอผ่านแกนนำของพรรค ปรากฏในหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์วันถัดมาเกือบทุกฉบับ

          “พรรคอนาคตใหม่” น้องใหม่ในเวทีการเมืองที่หาญกล้า ประกาศหลายสิ่งอย่างที่อาจกลายเป็นเงื่อนไขสร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมในวันหนึ่ง โดยเฉพาะกรณีที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เพิ่งได้รับการรับรองจากสมาชิกพรรคมาหมาดๆ เลือกหยิบยกประเด็นความรวย ความจน ความเหลื่อมล้ำ ที่เป็นปัญหาของประเทศนี้มาตลอดปีตลอดชาติ มากระตุ้นจิตใต้สำนึกคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศที่ชินชากับเรื่องนี้ให้ตระหนักถึงต้นตอปัญหาจริงๆ จังๆ เสียที

          “ธนาธร” รู้ว่าการจุดประเด็นนี้ขึ้นมาจะสะกิดคนทั้งประเทศให้ตื่นขึ้นมาทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำที่ปิดกั้นความหวังของชีวิตผู้คนในการก้าวเข้าสู่ความมั่งคั่ง ทำไมคนรวยเบอร์ต้นๆ ของประเทศถึงมีแค่หยิบมือเดียว แต่คนที่จนเข้าขั้นลำบากกระจายอยู่ทุกหย่อมหญ้า

          นี่ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ “พรรคอนาคตใหม่” ตั้งใจสื่อสารเพื่อหวังซื้อใจประชาชนจนนำมาซึ่งคะแนนเสียงให้พรรคน้องใหม่

          “ผมกำลังพูดถึงการเมืองแห่งความหวัง เพราะประชาชนเบื่อการเมืองที่เอื้อคนกลุ่มน้อยเต็มที คนตั้งคำถามเดียวกันทั่วประเทศ ชีวิตเมื่อไหร่จะดีขึ้น ทำไมคนที่รวยที่สุดในประเทศ 5 คน ถึงมั่งคั่ง 3 ล้านล้านบาท ทำไมคน 1 เปอร์เซ็นต์ถึงมั่งคั่งกว่าคน 60 ล้านคนรวมกัน ทำไมประเทศไทยเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซีย และอินเดีย คำถามเหล่านี้ไม่มีเคยมีคนชนชั้นนำตอบ”

          “ผมจะตอบเองเพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองออกแบบเพื่อคนกลุ่มเดียวและยื้อให้นานที่สุด ไม่ให้ไปข้างหน้าหรือเปลี่ยนแปลง เพราะจะกระทบพวกเขา โดยหลอกให้เราเชื่อว่าเราขี้เกียจ ทั้งยังกล่อมให้เชื่อว่าเราเป็นคนส่วนน้อยที่ต้องพอเพียงต่อความจนเพื่อคนส่วนใหญ่ แต่ที่คนในประเทศนี้จน ไม่ใช่เพราะขี้เกียจหรือโง่ แต่สิทธิเสรีภาพอย่างที่พลเมืองพึงมีถูกกีดกัน”

          “ธนาธร” ประกาศกร้าวในวันประชุมใหญ่ครั้งแรกหลังได้รับอนุญาตจาก “คสช.”

          ถ้าจะบอกว่าเป็นความกล้าก็พูดแบบนั้นได้ เพราะนักการเมืองทุกยุคทุกสมัยต่างรับรู้ถึงปัญหานี้ แต่ไม่คิดจะทำอะไร เพราะอย่างน้อยย่อมมีผลกระทบต่อตัวเองไม่ทางตรงก็ก็ทางอ้อม

          แต่ถ้ามองในมุมของพวกอนุรักษนิยม หรือคนมีอำนาจในขณะนี้ อาจตรงกันข้าม คงมองพวก “อนาคตใหม่” ว่าเป็นพวกซ่าท้าตาย!!! มากกว่า

          ไม่ต่างกับกรณี “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ห้าวเป้ง ประกาศกร้าวว่าถ้ามีอำนาจเข้าสภาได้จะยกเลิก “รัฐธรรมนูญปี 60” มาตรา 279 ก่อนเป็นอย่างแรก ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองบรรดา “ประกาศ” และ “คำสั่งคสช.” ทั้งปวง จากนั้นจะรณรงค์แก้ไข “รัฐธรรมนูญ 60” ทั้งฉบับ!!!

          “ถ้าเรามีโอกาสเข้าสภาเมื่อไหร่ วันแรกที่มีโอกาสจะเสนอเรื่องแก้รัฐธรรมนูญทันที มีโอกาสเมื่อไหร่ทำเมื่อนั้น ทำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่สำเร็จก็จะทำเพื่อจะทำให้สังคมเห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นทางตัน”

          “ปิยบุตร” ประกาศจุดยืนชัดเจนเรื่องนี้ในวันประชุมพรรคอนาคตใหม่ และระบุอีกว่า มาตราเดียวที่ง่ายที่สุด คิดว่าต้องยกเลิกมาตราสุดท้ายก่อนคือ มาตรา 279 ที่ให้ความคุ้มกันบรรดาประกาศและคำสั่งของคสช.ทั้งหมดให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเสมอ ผลของมาตรานี้ทำให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับในเวลาเดียวกัน คือชุดประกาศคำสั่งคสช.ที่ถูกเสมอและรัฐธรรมนูญ 60 เพื่อคืนความปกติให้สังคม เราไม่ได้ทำเพื่อล้างแค้นอะไรทั้งสิ้น ไม่ได้รำลึกอดีตไม่จบไม่สิ้น นี่คือการจัดการเรื่องอนาคต ต่อไปนี้จะได้ไม่มีใครทำแบบนี้อีก

          “ผมถามว่าบ้านเมืองนี้จะอยู่กันแบบนี้หรือ นี่ไม่ใช่เรื่องรุนแรง หรือสุดโต่ง นี่คือการฟื้นกลับมาสู่ระบบนิติรัฐและรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง ประเทศนี้ทำไมทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับด้วยวิธีการนำรถถังออกมายึดอำนาจ แล้วถ้าผู้แทนประชาชน ประชาชนคนส่วนใหญ่ยืนยันจะแก้รัฐธรรมนูญมันจะแก้ไม่ได้หรือ”

          แถม “เลขาฯ พรรคอนาคตใหม่” ยังจัดหนัก “คสช.” ไปอีกดอกว่า “รัฐบาลทหารนำเอากฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอาวุธ แต่เอาเข้าจริงๆ บรรดาประกาศและคำสั่งคสช.ต่างๆ มาใช้เป็นกฎหมาย มันคือปืนที่เอากฎหมายไปห่อหุ้มไว้อีกทีหนึ่ง”

          นี่แค่เริ่มเปิดตัวหนังตัวอย่างของ “พรรคอนาคตใหม่” ช่างดูตื่นเต้นเร้าใจ แต่หลังจากนี้ “พรรคอนาคตใหม่” จะมีโอกาสได้ฉายหนังยาวฉบับเต็มแบบที่ตั้งใจได้แค่ไหน

          ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะรอดคมหอกคมดาบ โดยเฉพาะจากผู้มีอำนาจได้หรือไม่ เพราะ “ธนาธร-ปิยบุตร” รวมถึงพลพรรค “อนาคตใหม่” ต่างถูกประทับตราเป็น “แก๊งซ่า” ไปแล้ว