
"บิ๊กตู่ - บิ๊กป้อม" ขอโทษ "พุทธะอิสระ" เพราะ...??
เกิดคำถาม กรณีที่ "บิ๊กตู่ - บิ๊กป้อม" ขอโทษ "พุทธะอิสระ" เรื่องปฏิบัติการ
มีคำถามต่อมาอีกถึงเหตุผลที่ทำให้นายกฯและรองนายกฯ “พล.อ.ประยุทธ์ จัทร์โอชา” และ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ออกมาขอโทษกรณีปฏิบัติการจับกุม “พระพุทธะอิสระ” เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย
เพราะต้องการลดกระแสวิจารณ์ ที่อาจจะลามไปถึงรัฐบาล ??
เพราะเห็นว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุจริงๆ ??
หรือ เพราะว่าเป็นศิษย์ใกล้ชิดพระพุทธะอิสระ ??
(อ่านต่อ..."คอมมานโด" บุกรวบ "พุทธะอิสระ" คาวัดอ้อน้อย)
เนื่องจากสาเหตุหนึ่งที่ “นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ” หรือ อดีตพระพุทธะอิสระ ถูกจับกุม สืบเนื่องมาจากการไปร่วมชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองเสียงที่วิจารณ์ออกมาส่วนหนึ่งจึงถูกมองว่าขึ้นอยู่กับว่าใส่เสื้อสีไหน เสื้อคนละสีก็อาจจะมีมุมมองต่อกรณีนี้แตกต่างกันไป การมองเรื่องนี้แบบก้าวข้ามเรื่องสีเสื้อจึงเป็นเรื่องจำเป็น
“อังคณา นีละไพจิตร” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ โดยเธอมองใน 2 ส่วน คือ เรื่องปฏิบัติการไม่เหมาะสม และ การเผยแพร่คลิปปฏิบัติการที่เป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว
“โดยหลักการ การใช้อาวุธในปฏิบัติการต้องได้สัดส่วนกับความผิด หรือมีข้อมูลว่าเขาน่าจะมีอาวุธร้ายแรง หรือเตรียมตอบโต้ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ แต่ที่ปรากฏออกมาก็ไม่ได้มีเช่นนั้น ทั้งนี้ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปจับ ก็คงมีหน่วยข่าวไปสืบก่อน น่าจะรู้ว่าที่นั่นมีการสะสมคน สะสมอาวุธร้ายแรงหรือไม่ เพื่อจัดกำลังให้เหมาะสม และดำเนินการอย่างระมัดระวัง”
“ถึงแม้เจ้าหน้าที่จะกระทำได้ตามหมายจับ แต่ก็จะมีคำถามเรื่องความเหมาะสม ดูจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม เกินสัดส่วนที่ควรจะเป็น”
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติท่านนี้ ระบุว่า หลักปฏิบัตินี้เป็นหลักที่เป็นสากล ที่ไม่ได้มองว่าเป็นพระหรือเป็นคนธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นพระหรือเป็นคน เป็นหญิงหรือชาย ศาสนาใดก็ตาม ต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นไปตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 2 ที่ไทยเป็นภาคีอยู่
ทั้งนี้ปฏิญญาข้อ 2 ระบุว่า "ทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพทั้งปวง ตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญานี้ โดยปราศจากการแบ่งแยกไม่ว่าชนิดใด อาทิ เชื้อชาติ ผิว เพศภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น พื้นเพทางชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน การเกิด หรือสถานะอื่น นอกเหนือจากนี้ จะไม่มีการแบ่งแยกใดบนพื้นฐานของสถานะทางการเมืองทางกฎหมาย หรือทางการระหว่างประเทศของ ประเทศ หรือดินแดนที่บุคคลสังกัด ไม่ว่าดินแดนนี้จะเป็นเอกราช อยู่ในความพิทักษ์ มิได้ปกครองตนเอง หรืออยู่ภายใต้การจำกัดอธิปไตยอื่นใด"
อังคณา ยังเทียบไปถึงกรณีของ พล.ต.ท.สันทนะ ประยูรรัตน์ ที่ตำรวจนำกำลังพร้อมอาวุธครบมือบุกค้นห้องพักในคอนโดมิเนียม เมื่อเร็วๆนี้ ว่า ก็ถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกัน
“เหมือนกับกรณีทางภาคใต้ ก็เคยมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาว่าเวลาเจ้าหน้าที่ไปจับตัวผู้ต้องสงสัย บางครั้งมีการนำกำลังไปเยอะเกินจำเป็น เรื่องนี้เป็นหลักการเดียวกัน ซึ่งปฏิบัติการก็ต้องเริ่มจากเบาไปหาหนัก ต้องปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่พยายามดำเนินการตามขั้นตอน อย่างเช่นกรณีที่วัดพระธรรมกายก่อนหน้านี้ ก็มีภาพชัดเจนว่าทางเจ้าหน้าที่พยายามเจรจา ใช้วิธีการที่นุ่มนวล แต่ภาพที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติการจับกุมพระพุทธะอิสระ คือ การจู่โจม มีอาวุธครบมือ”
นอกจากนี้ยังมีเรื่องหลักสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 29 ที่ระบุว่า ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยหรือผู้ต้องหาไม่มีความผิด จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาล และจะปฏิบัติกับบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดไม่ได้ ซึ่งอังคณา มองว่า “ปฏิบัติการของตำรวจผิดหลักการในข้อนี้”
ที่สำคัญ ที่ผ่านมาพระพุทธะอิสระก็ไม่ได้มีพฤติกรรมที่จะเชื่อว่าหลบหนี จึงยิ่งไม่มีเหตุผลที่ต้องทำขนาดนี้
“อังคณา” ยังพูดไปถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปการจับกุมพระพุทธะอิสระออกมาด้วย ว่า เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว
“การเผยแพร่คลิปภาพที่พระอยู่ในสภาพดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ถูกต้องถ้าปฏิบัติแบบนี้กับคนธรรมดา ถ้าบ้านนั้นมีเด็ก ยิ่งเป็นการละเมิด ถ้ามีพระรูปอื่นอยู่ด้วย ก็เป็นการละเมิดอีก”
อังคณา บอกว่า จากการดูคลิป น่าเชื่อว่าคนที่ถ่ายคลิปก็คือเจ้าหน้าที่เอง จึงทำให้เกิดคำถามว่า ใครเป็นคนสั่ง และมีเจตนาอะไร จึงทำแบบนี้ ที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่เจ้าหน้าที่บุกจับสถานบริการ มีพนักงานบริการอยู่ด้วย แล้วนำนักข่าวไป ยังถูกตำหนิว่าเอานักข่าวเข้าไปด้วยได้อย่างไร แต่ครั้งนี้กลับถ่ายคลิปเองแล้วนำมาเผยแพร่ และเป็นไวรัล แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ออกมาขอโทษในเรื่องนี้ “อังคณา” มองว่าเป็นเรื่องที่ดี
“ชื่นชมที่ทั้งสองท่านออกมาขอโทษ ซึ่งท่านก็คงรู้สึกเหมือนประชาชน การออกมาขอโทษก็ทำให้ปฏิกิริยาของสังคมต่อเรื่องนี้ลดลงไป อยากให้นายกฯ และรองนายกฯกำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในทุกกรณีให้ปฏิบัติกับทุกคน ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นคนที่เห็นต่างหรือเห็นเหมือนกับรัฐ ขอให้ปฏิบัติอย่างเท่าเทียม”
วกกลับมาที่คำถามการออก “ขอโทษ”ของนายกฯ และรองนายกฯ
ทางการเมืองคงอดไม่ได้ที่จะมีการมองว่า การออกมาขอโทษของทั้งสองท่านก็เพื่อลดกระแสที่อาจกระเทือนมาถึงรัฐบาล ที่บางคนมองถึงขนาดว่า ตำรวจ “วางยา” ทหารหรือไม่
ส่วนคำถามเรื่องความใกล้ชิดสนิทสนมกับ “พระพุทธะอิสระ” ของทั้งสองท่าน ซึ่งขณะเดียวกันก็มีภาพที่ผู้นำทหารรวมถึง “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” ที่เคยไปร่วมงานที่วัดอ้อน้อยเมื่อหลายปีที่แล้ว ปรากฏออกมา
วันนี้ ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ปรากฏภาพไปร่วมงานครั้งนั้น ออกมาประสานเสียงปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิด “พระพุทธะอิสระ”
“ช่วงนั้นไปหลายวัดไปสร้างพระก็ไปกันทั้งหมดทุกคน เมื่อก่อนการเมืองเป็นแบบนี้หรือไม่ วันนี้อย่าเอามาพันกัน ฉะนั้นไม่ว่าใครเชิญก็ไป ถ้าไปได้ก็ไป ดูเหมือนเขาจะเชิญไปหล่อพระอะไรซักอย่าง ท่านก็เชิญผมและอดีตผบ.ทบ. 4 คน ก็หวังแต่เพียงว่ามีทั้ง 4 ผบ.ทบ.พระจะขลังหน่อย ก็แค่นั้น อย่าพูดอะไรให้มันเสียหายกันนักเลย” พล.อ.ประยุทธ์
“ตั้งนานแล้ว ผมยังจำไม่ได้เลย รู้จักท่านตอนที่ไปนั่นแหละ” พล.อ.ประวิตร
“ไปร่วมงานในฐานะพุทธศาสนิกชน ไม่ได้ไปที่นี่ที่เดียวแต่ไปหลายที่ พระสงฆ์เชิญ ก็ไป” พล.อ.อนุพงษ์
สำหรับภาพที่ปรากฏออกมา เป็นภาพในพิธีเททองหล่อพระเกตุมาลาพระนาคปรก “ปกเกล้า ปกแผ่นดิน” และยกองค์ฐานองค์พระฯขึ้นประดิษฐาน ที่วัดอ้อน้อย เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2555
ผู้ที่ได้รับเชิญมาร่วมงาน คือ พล.อ.ประวิตร พลเอกสมทัต อัตตะนันทน์ พล.อ.อนุพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. และ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ.ขณะนั้น
ครั้งนั้น พระพุทธะอิสระ ให้สัมภาษณ์ถึงการเชิญนายทหารทั้ง 4 คน มาร่วมงานว่า คนสมัยโบราณเวลาสร้างหลักบ้านหลักเมืองหรือขึ้นบ้านใหม่จะเลือกคนมีบุญญาธิการ บุญบารมี หรือไม่ก็มียศฐาบรรดาศักดิ์มาเป็นผู้ยกหลักเมืองหลักบ้าน หรือเมื่อยกเสาเอกจะใช้ขุนทหารแม่ทัพนายกองเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญา เป็นที่รักใคร่ มีคุณธรรมมาประจำในทิศทั้งสี่ ซึ่งในสายตา “พุทธะอิสระ” เห็นว่า ทั้ง 4 คน เป็นคนซื่อตรง เป็นคนดี จึงเชิญมาให้เป็นฐานอำนาจที่จะข่มคนที่คิดไม่ดี ทำไม่ดีต่อบ้านต่อเมือง
ในคำถามเรื่องลดกระแสและความใกล้ชิดกับพระพุทธะอิสระ คงไม่สามารถให้คำตอบได้ชัดๆว่า ความจริงเป็นอย่างไร
แต่คำถามเรื่อง “ปฏิบัติการเกินกว่าเหตุหรือไม่” น่าจะได้คำตอบเดียวกัน !!
==================
เรื่องโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์



