
วันวิสาขบูชา
วันวิสาขบูชา : บทความพิเศษ โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต[email protected]
วันวิสาขบูชาปี 2561 ตรงกับ 29 พฤษภาคม และขึ้น 15 ค่ำ คืนนี้ ดวงจันทร์จะส่องสว่างเต็มดวงสู่โลก ด้วยสมญา “วันเพ็ญบุปผชาติ” (Flower Moon) พร้อมกับทอแสงนวลใยกระทบกลีบดอกไม้หลากสีนานาพันธุ์ เผยให้เห็นความงดงามที่ซ่อนเร้นอยู่ในธรรมชาติมาตลอดปี ดังเช่น “อริยสัจสี่” อันประเสริฐของ “พระพุทธเจ้า”
เมื่อ 25 ศตวรรษก่อน พระพุทธเจ้าประสูตรใน “วันเพ็ญบุปผชาติ” ด้วยฐานะเจ้าชายสิทธัตถะ ในแคว้นมคธ (เนปาล) และวัฒนธรรมมคธ--มิใช่บาลี พระองค์ทรงค้นพบ “อริยสัจสี่” คือ “ความจริงอันประเสริฐ” ที่ทรงอานุภาพอำนวยให้ชาวโลกอยู่ด้วยกันได้ด้วยความร่วมมือกันและสันติสุข หากนำมาถือปฏิบัติกัน
อนิจจา! โลกปัจจุบันกลับตกอยู่ในภาวะที่ชาติมหาอำนาจต่างจดจ้องทำลายล้างกันในทุกจังหวะเต้นของหัวใจ ด้วยระเบิดนิวเคลียร์อภิมหาบรรลัยจักร นำส่งด้วยจรวดข้ามทวีป ฝูงบิน หรือเรือดำน้ำที่สร้างด้วยเทคโนโลยีระดับปีศาจขนานแท้ มีภูมิต้านทานเต็มร้อยต่อระบบเรดาร์ปกป้องทั้งปวง
น่าสลดใจยิ่งที่ชาวโลกจำนวนมากยังไม่ได้รับรู้ “อริยสัจสี่” ที่ครอบคลุมแม้กระทั่ง “จักรวาล” อันมีโลกประดับอยู่เป็นเพียงฝุ่นธุลีหนึ่งจุด เพราะต่างมุ่งมั่นแข่งขันครอบครองผลประโยชน์ให้ตนอย่างร้อนแรง
นักดาราฟิสิกส์สมัยใหม่ยืนยันว่า จักรวาลประกอบด้วยแกแล็กซีนับพันๆ ล้านหน่วยที่โคจรไปตามเส้นทางตน แต่ละหน่วยก็โอบอุ้มสุริยจักรวาลหลากรูปแบบไว้นับพันๆ ล้านหน่วยที่โคจรอยู่เช่นกัน บางแกแล็กซีโคจรเข้าชนกันจนแตกกระจายบ้าง รวมตัวกันบ้าง ผสมผสานกันเฉพาะบางส่วนบ้าง จนเกิดเป็นแกแล็กซีทารก พูดง่ายๆ จักรวาลก็อยู่ใน “ความจริงอันประเสริฐ” ของความเกิด แก่ เสื่อมโทรม และตายเช่นมนุษย์ ไม่มีอะไรเลยที่จีรังยั่งยืนชั่วนิรันดร
เมื่อ 29 พรรษา พระสิทธัตถะทรงสละพระอำนาจในฐานะพระโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน ทรงข่มพระหฤทัยอาลัยอำลาพระมเหสีและโอรส เสด็จออกจากวังไปในฐานะผู้ไร้ถิ่นฐาน ทรงฉลองพระองค์ด้วยเสื้อผ้าขาดๆ ปอนๆ ที่ชาวบ้านทิ้งแล้ว และทรงรับบริจาคอาหารจากชาวบ้านไปวันๆ ทั้งนี้ เพื่อพระพันธกิจอันใหญ่หลวงยิ่งสู่การให้ได้มาซึ่ง “กุญแจแท้จริง” สำหรับไขตอบโจทย์“เหตุใดมนุษย์จึงเป็นทุกข์? ทำอย่างไรจึงพ้นทุกข์?” “กุญแจแท้จริง” นี้ อุปมาได้กับ “แผนที่” สำหรับชี้นำทางให้มนุษยชาติรอดพ้นจากภยันตรายในป่าลึก
พระสิทธัตถะทรงศึกษาและปฏิบัติตามหลักวิชาทั้งปวงของครูอาจารย์จากหลากหลายสำนัก แต่ก็หาพอพระหฤทัยในผลลัพธ์ไม่ จึงทรงมีพระดำริค้นหา “กุญแจแท้จริง” นี้ ตามลำพังสติปัญญาและความเพียรของพระองค์เอง โดยทรงเลือกวิธีที่นักบวชนิยมทรมานตนด้วยการค่อยๆ อดอาหารจนผอมโซเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกบ้าง กลั้นลมหายใจบ้าง นอนหนาวจัดไม่ผิงไฟบ้าง นั่งกลางแดดร้อนเปรี้ยงตลอดวันบ้าง ฯลฯ ตามที่นักบวชเหล่านี้มีสมมุติฐานกันว่า ความทุกข์ในโลกนี้จักนำมาซึ่งความสุขในเทวโลกหน้าตลอดไป
พระสิทธัตถะทรงมุ่งมั่นศึกษาค้นหา “กุญแจแท้จริง” นี้อย่างไม่ย่อท้ออยู่นานถึง 6 ปี จนวันหนึ่งได้ทรงสดับเสียงเพลงของหญิงนักร้องนักรำหมู่หนึ่ง มีเนื้อความตามที่ท่านพุทธทาสภิขุได้บรรยายไว้ว่า “เมื่อสายพิณของเราหย่อนเกินไป ย่อมส่งเสียงไม่น่าฟัง และเมื่อตึงเกินไป ก็ขาด และไม่อาจดังได้อีก เพราะฉะนั้น เพื่อผลอันดีที่สุด ใครๆ ไม่ควรขึงสายพิณให้หย่อนหรือตึงเกินไป แต่ควรขึงให้พอเหมาะ มันจักส่งเสียงอันไพเราะโดยแท้จริง”
พระสิทธัตถะทรงตระหนักในบัดดลว่าวิธีทรมานพระวรกายดังกล่าว มิอาจนำมาซึ่งความรู้แจ้งเห็นจริง แต่การพินิจพิจารณา “ภายใน” ที่อยู่ข้างในพระวรกายต่างหากน่าจะเป็นหนทางสู่การค้นพบตัว “กุญแจแท้จริง” พระองค์จึงทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าจักประทับนั่งที่โคนต้นโพธิ์เพื่อเพ่งพิจารณา “ภายใน” จนกว่าจะบรรลุความสงบ ความระงับ ความรู้ยิ่ง การตรัสรู้ และนิพพาน ซึ่งเป็นภาวะหลุดพ้นทางจิตจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง
ในขณะที่พระสิทธัตถะทรงเพ่งพิจารณา “ภายใน” ค้นหาคำตอบว่า ความทุกข์ทั้งปวงเกิดขึ้นมาได้อย่างไรอยู่นั้น จิตก็เริ่มชักชวนให้พระองค์ทรงใช้ชีวิตแบบสุขารมณ์บ้าง แบบทุกขารมณ์บ้าง แต่พระองค์ทรงยืนหยัดต่อสู้กับจิตที่กำลังเร่าร้อนรวนเรด้วยกำลังพระหฤทัยทั้งหมด โดยทรงยืนหยัดเพ่งพิจารณาถึงความเกิดของความทุกข์และความดับลงของความทุกข์ต่อไป
จนล่วงเลยมาถึง “วันเพ็ญบุปผชาติ” รอบสอง และท่ามกลางความเป็นสมาธิอันแน่วแน่กอปรด้วยพลังมหาศาล พระสิทธัตถะก็ทรงบรรลุผล “ตรัสรู้” เป็น “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ตื่นจากหลับอยู่กับ “โลภโกรธหลง” ประกอบด้วยความรู้ว่า “สรรพสัตว์ติดอยู่ในบ่วงเหมือนเนื้อติดบ่วง ด้วยละโมภในเหยื่อเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกวางล่อไว้” “ทางออกได้แก่การดับเสียซึ่งความตะกลามในคติสุขารมณ์ทั้งปวง” และ “นิพพาน (ความสุขถาวร) บรรลุได้โดยมรรคองค์แปด” อันประกอบด้วย “ศีล สมาธิ ปัญญา” ปัจจัยเหล่านี้รวมกันเป็น “อริยสัจสี่” ซึ่งก็คือ “กุญแจแท้จริง” ที่สามารถไขตอบโจทย์และสยบทุกข์ได้อย่างฉมังมั่นคง
ในขณะเดียวกันพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่า “อริยสัจสี่” แม้จะเป็นความจริงอันประเสริฐ ก็ยากที่มวลมนุษย์ทั่วไปจะ “ตรัสรู้” ด้วยได้ เพราะผู้คนจำนวนมากนิยมแต่สิ่งที่สัมผัสรับรู้ได้ง่ายๆ มีความสนุกสนาน และไม่ยุ่งยากใจคิด จึงทรงน้อมพระหฤทัยที่จะไม่แสดงธรรมต่อชาวโลก..
ทว่าพระพุทธองค์ก็ทรงมองเห็นด้วยว่า แม้มีคนจำนวนไม่มากนักที่มีความพอใจในวิถีชีวิตที่ตัวเองดำเนินอยู่ แต่ก็ยังอาจต้องการความรู้ให้ได้มากกว่าที่รู้อยู่ คือ มิใช่ว่าจะพอใจอยู่กับคติสุขารมณ์เท่านั้น และทรงตระหนักว่า จะน่าสมเพชสักเพียงใดหากพระองค์ทรงเก็บ “อริยสัจสี่” ไว้ไม่บอกกล่าวให้ใครได้ยินได้ฟังเลย โดยทรงมองว่าคนเราเปรียบได้กับ “บัวในสระ” สามระดับ คือ บัวที่ยังจมอยู่กับโคลนตมก้นสระ บัวที่ขึ้นมาได้ครึ่งทางระหว่างก้นสระกับผิวน้ำ และบัวที่โผล่พ้นผิวน้ำแล้ว ซึ่งมีกิเลสตัณหาครอบงำอยู่เพียงเล็กน้อยจึงย่อมสามารถเข้าใจและรับ “อริยสัจสี่” ไปถือปฏิบัติได้ ดังนั้นพระองค์ทรงตัดสินพระหฤทัยประกาศ “อริยสัจสี่” ของพระองค์ ยังผลให้มวลมนุษย์มี “แผนที่” ชี้นำทางออกจากป่าที่คุกรุ่นด้วยทุกข์ร้อนได้โดยปลอดภัยนับแต่นั้นมา
พระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่ “อริยสัจสี่” อยู่นานถึง 45 ปี จนกระทั่งเสด็จปรินิพพานใน “วันเพ็ญบุปผชาติ” รอบสาม เมื่อ 80 พรรษา โดยตรัสเป็นครั้งสุดท้ายต่อสาวกทั้งปวงว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที่สุดด้วยความไม่ประมาทเถิด” ปัจฉิมนิเทศนี้ได้รับการนำไปเผยแพร่เป็นคติเตือนใจต่อกันทั่วโลกโดยผู้มีจิตศรัทธาต่อพระองค์
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ชี้แนะไว้ว่า วันวิสาขบูชาคือ “วันพระพุทธเจ้า” เพราะเป็น “วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพาน” ถือได้ว่าเป็น “วันเกิดของพระพุทธศาสนา” ด้วย และเชิญชวนชาวพุทธให้ร่วมกันแสดงออกถึงความระลึกในพระคุณของพระพุทธเจ้า โดยทำกิจกรรมอันเป็นบุญกุศลต่างๆ เพื่อการบูชาพระพุทธองค์ ส่วนในระดับโลก องค์การสหประชาชาติได้ออกเอกสารเมื่อ 13 ธันวาคม 2538 รับรองให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลหนึ่งของโลก
ชาวไทยพุทธน่าจะร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เป็นมรดกของชาติไว้อย่างดีที่สุด ดังเช่นที่บรรพชนนับแต่กรุงสุโขทัยเป็นต้นมาได้สืบทอดมาให้เรา ปัจจุบันเรามักมองไม่เห็นคุณค่าอันประเมินเป็นเงินทองมิได้ของ “อริยสัจสี่” เนื่องจากได้รับ “เครื่องล่อใจ” จาก “ลัทธิวัตถุนิยม-บริโภคนิยม” ของ “ชาติพัฒนาแล้วทางวัตถุ” ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากในชาติเหล่านี้กำลังเผชิญกับ “ความทุกข์ใหญ่หลวง” อันเป็นผลพวงของ “คติสุขารมณ์” ในลัทธิอุบาทว์ดังกล่าว ซึ่งมุ่งหมายหล่อเลี้ยงผัสสะด้วยวัตถุนอกกายที่ไม่มีวันทำให้พอเพียง/พอใจ
ในสหรัฐผู้คนจำนวนมากกำลังประสบปัญหาเสพติดสารโอปิออยด์สำหรับบรรเทาอาการเจ็บปวด สงบผ่อนคลายประสาท และก่อให้เกิดความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม เพราะมีการใช้ยานี้ในอัตราเข้มข้นเกินควร จนถึงแก่ความตายไป 42,000 รายในปี 2559 สถิติกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ https://goo.gl/BLM9TD นักเรียนระดับประถม/มัธยมศึกษาได้ตกเป็นเป้านิ่งของการสังหารหมู่ด้วยอาวุธปืนโดยนักเรียนจิตเหี้ยมโหดหลายรายติดต่อกันมาไม่ต่ำกว่า 6 ปี สถิติเพียง 20 สัปดาห์แรกของปี 2561 มีการสังหารนักเรียนมากถึง 22 โรงเรียน เฉลี่ยได้มากกว่า 1
โรงเรียน/สัปดาห์ https://goo.gl/WQr9tu ทุกวันมีคนฆ่าตัวตาย 105 ราย 38,000 รายต่อปี และประชากรอายุ 18 ขึ้นไปเป็นโรคซึมเศร้ามากถึง 20%-25% ของคนไข้ทั้งหมดในปีหนึ่งๆ https://save.org/about-suicide/suicide-facts/ ทั้งนี้บ่งบอกถึง “ความทุกข์ที่ลุ่มลึกและกว้างไกลภายใต้ภาวะที่อุดมสมบูรณ์ด้วยวัตถุบำรุงบำเรอผัสสะทั้งปวง” และ “บทเรียนอันล้ำค่า” สำหรับชาวพุทธไทยได้ระลึกไว้ว่าเราก้าวไปได้ไม่ไกลเท่าสหรัฐเพราะยังมีภูมิคุ้มกันจาก “อริยสัจสี่” ที่ฝังลึกอยู่ในรหัสพันธุกรรมอันสืบทอดมาจากบรรพชนพุทธ แต่ภูมิคุ้มกันนี้มีอาการอ่อนกำลังลงอยู่เรื่อยๆ
ดังนั้นชาวพุทธไทยพึงแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธเจ้าและบรรพชนที่ได้สืบทอด “พระพุทธศาสนา” มาเป็นมรดกอันล้ำค่ายิ่งให้แก่เรา ด้วยการสืบทอดต่อไปให้บุตรหลาน ขอให้ช่วยกันรักษาแผ่นดินไทยให้เป็น “ศาลาพักร้อน” สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการหลบหลีก “ทุกข์ร้อน” ในสังคมตน โดยเฉพาะขอให้ช่วยกันรักษา “วัดพุทธไทย” ให้เป็น “วัดพุทธแท้” มิใช่ “วัดพุทธพาณิชย์” ของ “ลัทธิวัตถุเงินทองอำนาจนิยม” ซึ่งจักบ่อนทำลาย “โพธิจิต” ของชาวพุทธและ “ปณิธานสูงส่ง” ของพระสงฆ์ ดังเช่นที่ประจักษ์อยู่ทั่วไป หากเราลืมปัจฉิมนิเทศสำคัญดังกล่าวเสียแล้ว



