
น่ากลัวกว่าการไม่มีเลือกตั้งคือความไม่สงบจะกลับมา
น่ากลัวกว่าการไม่มีเลือกตั้งคือความไม่สงบจะกลับมา : คอลัมน์... กวาดบ้านกวาดเมือง โดย... ลมใต้ปีก
กว่า 1 ทศวรรษของการเมืองไทย (2549-ปัจจุบัน) ความขัดแย้งทางการเมืองที่ถึงขั้นห้ำหั่นเอาชีวิตกัน เผาบ้านเผาเมืองอันเป็นที่รักของเรา เป็นความน่ากลัวที่ยังหลอกหลอนสังคมไทยปี 2557 เมื่อ คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามายึดอำนาจจากนักการเมืองเพื่อควบคุมอำนาจการบริหารเองด้วยเหตุผลต้องการเข้ามาจัดการปัญหาความแตกแยกและรักษาความสงบของประเทศจึงแทบไม่ได้ยินเสียงการต่อต้านการยึดอำนาจครั้งนั้นมากนัก
เมื่อเข้ามากุมอำนาจงานแรกคือการไล่กวาดบรรดากองกำลังติดอาวุธต่างๆ มีการบุกจับกลุ่มแกนนำหัวรุนแรงพร้อมอาวุธสงครามมากมายจนกระทั่งกดดันให้ผู้นำกองกำลังติดอาวุธในสงครามกลางเมืองช่วงทศวรรษที่ผ่านมาต้องหนีออกนอกประเทศไปตามๆ กัน ความสงบปราศจากความขัดแย้งและการชุมนุมทางการเมืองในช่วง 4 ปี ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 ได้สร้างความพึงพอใจให้คนไทยที่สะท้อนในดุสิตโพลว่าเป็นผลงานที่ประชาชนพึงพอใจมากที่สุด
แต่ทันทีที่ "กลุ่มอยากเลือกตั้ง” นัดชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อล้มอำนาจ คสช. ทำให้ “ความกลัวความไม่สงบกลับมาปกคลุม” ในบรรยากาศการเมืองขึ้นโดยฉับพลัน กลัวว่าที่สุดความขัดแย้งที่พักตัวไป 4 ปีจะกลับมาอีก และอาจจะรุนแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเดิม เจตนาของการจัดชุมนุมและการเดินเผชิญหน้าที่รัฐสภาจนถูกจับกุมไป 15 คน เป็นเจตนาที่จะให้เกิด “เรื่อง” เพราะผู้บงการข้างหลังการชุมนุม (นักยุทธวิธีมวลชน) ย่อมรู้ดีว่าการชุมนุมที่อยู่เฉยๆ เป็นการชุมนุมที่ไม่ได้ผล ต้องมีการเผชิญหน้าและใครอดทนไม่ไหวเป็นฝ่ายเดินฉากปะทะฝ่ายนั้นจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ (ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมวลชนเป็นแบบนี้ทั่วโลก) หากไม่ปะทะก็ต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐจับกุมและเกิดการกดดันจากคนในและนอกประเทศ บังเอิญความใจร้อนของนักการเมืองและกลุ่มคนความคิดเดียวกับ "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” อดทนไม่ไหวออกมากดดันไม่ว่าการให้ความเห็นของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ การไปเยี่ยมผู้ต้องหาของณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และกิตติรัตน์ ณ ระนอง รวมถึงการปรากฏตัวของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมๆ พุ่งเป้ากดดันให้คสช.ปล่อยตัวแกนนำ ทำให้คนเข้าใจไปว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันที่ไปบั่นทอนความชอบธรรมของการเคลื่อนไหว
สำคัญที่สุดคือการจัดการกับ "นักเคลื่อนไหว” ที่ผู้มีอำนาจอย่างคสช.เลือกใช้ "กฎหมาย” จัดการอย่างละมุนละม่อม ใครฝ่าฝืนดำเนินคดีและเร่งให้กระบวนการยุติธรรมคือ “ศาล” เป็นองค์กรหลักในการ "ดับร้อน” แห่งการเริ่มต้นความขัดแย้ง ไม่เลือกใช้ "อำนาจ” ในการฝากขังลืม ทำให้ “ความรู้สึกร่วมกับการเคลื่อนไหวไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ของผู้อยู่เบื้องหลัง
เหลือเวลาอีกราว 8-9 เดือนแห่งโรดแม็พที่คสช. กำหนดจะจัดให้มีการเลือกตั้ง ผลแห่งการเลือกตั้งนั้นจะเป็นพรรคไหนหรือใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่สำคัญเท่ากับ "ความกังวล” ว่าหลังการเลือกตั้งความขัดแย้งและความไม่สงบจะกลับคืนมาหรือไม่
ผู้คนจำนวนไม่น้อยน่าจะคิดต่างจากกลุ่มแกนนำผู้ชุมนุมที่เป็นห่วงและหวงแหน “ความสงบ” กว่าการอยากได้การเลือกตั้งที่ตามมาด้วยความขัดแย้ง ดังนั้นทุกคนควรมีหน้าที่ที่จะสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ดีให้ประเทศขับเคลื่อนเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งที่ราบรื่นและยึดถือผลการเลือกตั้งเป็นทางออกของประเทศ เพราะเราบอบช้ำมายาวนานเกินกว่าจะกลับไปบอบช้ำเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
การเลือกตั้งเป็นเพียงสัญลักษณ์หนึ่งของประชาธิปไตยหาใช่เนื้อแท้ของประชาธิปไตยไม่ และประชาธิปไตยไม่ใช่คำตอบสุดท้ายหากประชาธิปไตยนั้นตามมาด้วยความวิบัติและหายนะทางการเมือง เพราะฉะนั้นเราไม่ควรสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวให้เกิดขึ้น



