
ได้เวลา "พรรคประชาชน" ??
พูดกันมานานว่าพรรคการเมืองควรเป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ในเงื่อนไข ในกติกาที่เป็นอยู่ โอกาสที่พรรคของประชาชนจะเกิดขึ้นได้ มีมากน้อยแค่ไหน??
เปิดตัวอย่างอลังการไปแล้ว สำหรับการประชุมครั้งแรกเพื่อจัดตั้งพรรคของพรรค “อนาคตใหม่” และเป็นไปตามคาด “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค และคู่หู “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เป็นเลขาธิการพรรค
นั่นเป็นด้านหนึ่งของการจัดตั้งพรรคการเมือง ที่ก็ต้องบอกว่า “ผู้ร่วมก่อตั้ง” มีความพร้อมในทุกด้าน
แต่ในอีกด้าน ในบรรดาผู้ที่ต้องการจัดตั้งพรรคที่มีการไปจองชื่อกับ กกต.มากกว่า 100 พรรค ก็ต้องบอกว่ามีพรรคส่วนหนึ่งที่ไม่ได้มีความพร้อมทุกอย่างเหมือนพรรคของธนาธร
โดยเฉพาะกลุ่มที่ตั้งใจสร้างพรรคจากฐานของประชาชน เพื่อให้เป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริง
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (26 พฤษภาคม 2561) ได้มีการจัดเวที “ทิศทางและบทบาทของขบวนการทางสังคมในกระแสก่อตั้งพรรคการเมือง” มีผู้ร่วมเวที คือ อ.จอน อึ๊งภากรณ์ อดีต ส.ว. ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิิทยาลัย “สรวิศ เหลาเกิ้มหุ่ง” นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยบูรพา และ “กิตติชัย งามชัยพิสิฐ” ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสามัญชน
ประเด็นอภิปรายที่สำคัญในเวที คือ ขบวนการประชาสังคมควรจะรวมตัวกันและตั้งเป็นพรรคการเมือง เพื่อเป็นตัวแทนของภาคประชาชนในการเข้าไปเป็นปากเป็นเสียง ไปร่วมผลักดันเพื่อแก้ปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่
อ.จอน แสดงความเห็นด้วยที่ขบวนการภาคประชาสังคมควรจะรวมตัวกันและตั้งเป็นพรรคการเมืองขึ้นมา เพื่อให้เป็นพรรคที่มีฐานมาจากประชาชน ผู้ด้อยโอกาสในสังคม
อ.จอน ระบุว่า การตั้งพรรคการเมืองในไทยส่วนใหญ่เริ่มมาจากกลุ่มมหาเศรษฐี นายทุน ที่มีเงินตั้งพรรคได้ จากนั้นก็ไปหาเจ้าพ่อ ไปหาผู้มีอืทธิพลในท้องถิ่น เช่นกรณีปัจจุบันที่มีข่าวว่าทางฝ่าย คสช.จะตั้งพรรคการเมือง และมีการไปพบนายเนวิน ชิดชอบ ที่บุรีรัมย์
อดีต ส.ว.ท่านนี้ เล่าถึงการตั้งพรรคในต่างประเทศ ว่า พรรคการเมืองจะสะท้อนกลุ่มสำคัญๆในประเทศนั้นๆ เช่น ที่อังกฤษจะมี 2 พรรคใหญ่ คือพรรคอนุรักษณ์นิยม และพรรคแรงงาน โดยพรรคแรงงานตั้งขึ้นมาจากสหภาพผู้ใช้แรงงาน ซึ่งผู้ใช้แรงงานในอังกฤษประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์จะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน พรรคนี้ก็จะเป็นตัวแทนในการรักษาผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานส่วนพรรคอนุรักษ์นิยม ก็จะเป็นตัวแทนของกลุ่มนายทุน นายจ้าง หรือ ผู้มีอันจะกิน
“ไทยยังไม่มีพรรคการเมืองที่มีฐานมวลชน คนรากหญ้าที่เข้มแข็ง ซึ่งผมเห็นว่าควรจะมี มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อสร้างประชาธิปไตยให้ก้าวหน้ากว่าในอดีตถ้าต้องการให้พรรคการเมืองก้าวหน้า ต้องทำให้เกิด และต้องเกิด เหมือนกับในหลายๆประเทศ ซึ่งในระยะต้นอาจจะยังไม่ต้องมุ่งว่าจะต้องลง ส.ส. เข้าใจว่าการทำพรรคแบบนี้คงต้องใช้เวลานาน แต่ก็ต้องทำ"
อย่างไรก็ตาม อ.จอน พูดถึงอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การก่อตั้งพรรคที่มีฐานจากภาคประชาชนทำได้ยาก คือภาคประชาสังคมยังมองว่าเรื่องการเมืองเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับพวกเขา พวกเขายังต้องการแสดงให้เห็นว่ามีความอิสระจากการเมือง
“เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการที่จะผลักดันให้มีพรรคการเมืองของประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้มีแต่พรรคเก่าๆ” อ.จอน ย้ำ
กิตติชัย ในฐานะผู้ที่กำลังพยายามก่อตั้งพรรคที่มีฐานจากประชาชน คือพรรคสามัญชน แสดงความเห็นด้วยกับอุปสรรคที่ อ.จอน กล่าวถึง โดยบอกว่า จากการไปพูดคุยกับเครือข่ายภาคประชาชน ส่วนหนึ่งบอกว่า เห็นด้วยกับการตั้งพรรคการเมือง แต่ก็ขอจำกัดบทบาทของตัวเองให้อยู่แค่ภาคประชาสังคม เพื่อมุ่งแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน ซึ่งจำเป็นที่จะต้องเสนอข้อเรียกร้องในการแก้ปัญหาของชาวบ้านให้กับทุกพรรค พวกเขาเกรงว่าหากมาอยู่ในพรรคการเมือง จะทำให้สูญเสียความเป็นกลาง และจะเสียโอกาสในการแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน เพราะพรรคอื่นก็คงไม่อยากแก้ปัญหาให้ ซึ่งเขาเห็นว่า หากเป็นเช่นนี้ก็จะอยู่ในวังวนแบบเดิม
อีกอุปสรรคที่กิตติชัย พูดถึง คือ เรื่องกติกาในการเลือกตั้ง ที่ให้มีบัตรใบเดียว ในการเลือก ส.ส.ทั้ง 2 ระบบ ซึ่งกติกานี้จะทำลายพรรคที่ไม่ได้มีการจัดตั้งมวลชนในพื้นที่ อย่างพรรคของเครือข่ายภาคประชาชนโดยสิ้นเชิง
“คงต้องใช้เวลาระยะยาว กว่าจะมีพรรคการเมืองที่มีฐานมาจากมวลชนอย่างแท้จริง” กิตติชัย สรุป
อาจารย์กนกรัตน์ แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ยังมองไม่เห็นทางที่พรรคของภาคประชาชนจะชนะเลือกตั้ง แม้เพียงสัก 1 ที่นั่ง โดยระบุว่ากติกาตามกฎหมายปัจจุบัน เป็นข้อจำกัดหนึ่ง
“ถ้าใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ยังโอกาสที่จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์บ้าง การให้มีบัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว ถ้าจะให้ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์สักคน จะต้องส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตให้มากที่สุดเพื่อสะสมคะแนน เมื่อเป็นอย่างนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่พรรคสามัญชนจะได้ ส.ส.”
อาจารย์กนกรัตน์ กล่าวว่าเมื่อกติกาเป็นอย่างนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่พรรคของภาคประชาชนจะประสบความสำเร็จในครั้งแรก ดังนั้นสิ่งที่จะทำได้คือต้องมีความอึดและอดทน
อาจารย์กนกรัตน์ ยกตัวอย่างพรรคกรีนของเยอรมัน ซึ่งถือว่ามีจุดเริ่มต้นจากประเด็นปัญหาของชาวบ้านเหมือนกัน โดยบอกว่าพรรคกรีนเริ่มต้นจากการลงสมัครในท้องถิ่นก่อน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนควรเลิกคิดได้แล้วว่าไม่ควรเข้าไปแปดเปื้อนกับการเมือง
ขณะที่ “สรวิศ“ นักศึกษาวัย 22 ปี ซึ่งยังไม่มีโอกาสได้เลือกตั้งเลย บอกถึงมุมมองของคนรุ่นใหม่ คือ นักเรียนนักศึกษา ต่อเรื่องการเมืองว่า ”คนรุ่นใหม่รู้สึกเบื่อหน่ายการเมือง เพราะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรกและเป็นสาเหตุให้เกิดความวุ่นวายในสถานการณ์ที่ผ่านมา สาเหตุหนึ่งที่เบื่อ เพราะไม่ได้มีส่วนร่วม เพราะถูกมองว่าเป็นเด็ก”
อย่างไรก็ตาม ในมุมของการตั้งพรรคที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงนั้น สรวิศ ในฐานะนักกิจกรรมที่เคยลงพื้นที่ที่ชาวบ้านมีปัญหา แสดงความเห็นด้วย โดยบอกว่าที่ผ่านมาชาวบ้านรู้สึกว่าพวกเขาไม่มีสิทธิมีเสียงที่จะพูดให้สังคมได้ยิน ฉะนั้นควรจะมีพรรคที่เป็นปากเป็นเสียงให้ชาวบ้าน เปิดโอกาสให้พวกเขาได้พูดปัญหาของพวกเขาให้สังคมได้รับรู้เพื่อนำไปสู่การแก้ไข
ในเวทีต่างเห็นตรงกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรจะมีพรรคการเมืองที่มีฐานมาจากประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อเป็นตัวแทน เป็นปากเป็นเสียงให้พวกเขา แต่ในเงื่อนไข และกติกาที่เป็นอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่อง “ทุน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอีกอย่างในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายกำหนดให้การตั้งพรรคต้องมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นถึง 1 ล้านบาท
รอดูต่อไปว่า สุดท้ายพรรคที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงจะมีโอกาสเกิดขึ้นในเมืองไทยได้หรือไม่
โดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์



