
ที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ
ข่าวที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเชิญ นายโจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี ค.ศ.2001
ประธานคณะกรรมการมันสมองโลกของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อดีตสมาชิกและประธานสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจสหรัฐ ในช่วงรัฐบาลของนายบิล คลินตัน อดีตหัวหน้าเศรษฐกรกับรองประธานอาวุโสธนาคารโลก มาเป็นที่ปรึกษารัฐบาลไทย นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเหตุการณ์ทำนองนี้ได้เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศก่อนหน้านี้ เช่น ที่ประเทศชิลี ในยุคของรัฐบาลปิโนเชต์ ก็เคยมี นายมิลตัน ฟรายด์แมน นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 1976 ทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจมาแล้ว วันนี้ผมเลยขอนำตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในชิลีมาเล่าสู่กันฟังครับ มิลตัน ฟรายด์แมน เกิดที่บรูคลีน นิวยอร์ก เมื่อปี 1912 ในครอบครัวชาวยิวที่อพยพมาจากออสเตรีย-ฮังการี เป็นนักเรียนทุนของมหาวิทยาลัยริทเกอร์ส ในนิวเจอร์ซีย์ มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ก่อนที่จะเปลี่ยนมาสนใจด้านทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เมื่อสำเร็จการศึกษาได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยอยู่หลายปี ก่อนจะเข้าทำงานที่สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ และสำนักงานวิจัยภาษี กระทรวงการคลังสหรัฐ เพียงเพื่อค้นพบตัวเองว่าเขาเหมาะจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมากกว่า ฟรายด์แมนได้ลาออกจากกระทรวงการคลังกลับไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก และเป็นผู้ร่วมวางรากฐานของ ชิคาโก สคูล ออฟ อีโคโนมิกส์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟรายด์แมนเดินทางไปยุโรปในฐานะที่ปรึกษาโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจยุโรป ตามแผนการมาร์แชล และได้รับมอบให้ศึกษาเรื่องโครงการตลาดร่วมยุโรป และการลอยตัวของอัตราแลกเปลี่ยน และได้ให้ข้อสรุปเกี่ยวกับการจัดตั้งตลาดร่วมยุโรป ช่วงปี 1960 เขาเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของวุฒิสมาชิกแบร์รี โกลด์วอร์เตอร์ และประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน รวมทั้งเขียนคอลัมน์ประจำในนิตยสารนิวสวีค แต่ในปี 1977 ก็กลับไปสอนหนังสือและทำงานด้านวิจัยที่มหาวิทยาลัยชิคาโกอีกครั้ง ฟรายด์แมนเชื่อมั่นในทฤษฎีการค้าเสรี และเสนอความคิดดังกล่าวผ่านข้อเขียน การบรรยายและการเดินทางไปตามประเทศต่างๆ ฟรายแมนด์เดินทางไปชิลีครั้งแรกในปี 1975 ในสมัยรัฐบาลปิโนเชต์ เพื่อบรรยายเรื่องเศรษฐศาสตร์ ตามคำเชิญของมูลนิธิเอกชน หลังจากนั้นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชิคาโกหลายคนได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลปิโนเชต์ รวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาชาวชิลีของฟรายด์แมนจากชิคาโก สคูล ออฟ อีโคโนมิกส์ ก็ได้เข้าทำงานตามหน่วยงานต่างๆ ของชิลี และก้าวขึ้นไปกุมกลไกทางเศรษฐกิจของประเทศ จนเกิดคำเรียกขานนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่เหล่านี้ว่า “ชิคาโกบอยส์” สำหรับตัวฟรายด์แมนเอง แม้จะได้พบกับประธานาธิบดีปิโนเชต์หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ยอมรับตำแหน่งที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการหรือส่วนตัวแก่ปิโนเชต์ และบอกนักข่าวเสมอว่า “การค้าเสรีจะทำลายการเมืองแบบรวบอำนาจ และการจำกัดเสรีภาพของประชาชน” และ “ชิลี (ในยุคของปิโนเชต์) เป็นประเทศที่ไร้เสรีภาพทางการเมือง แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ประณามเรื่องนี้ เพราะความเป็นอยู่ของประชาชนชิลีใน 2-3 ปี ที่ผ่านมา ดีขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ ก็จะนำประเทศไปสู่การหลุดพ้นจากอำนาจของรัฐบาลทหาร และสามารถสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้” นายพลปิโนเชต์ให้การสนับสนุน “ชิคาโกบอยส์” อย่างเต็มที่ในการดำเนินแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ฟรายด์แมนเรียกว่า "ช็อกโปรแกรม" อันเหมือนกับการที่แพทย์ใช้ยาที่ออกฤทธิ์อย่างรุนแรงแบบถอนยวง ในการรักษาคนไข้ที่ป่วยหนักด้วยโรคเรื้อรัง "ช็อกโปรแกรม" ประกอบด้วยมาตรการที่เข้มงวดและเฉียบขาดหลายประการ อาทิ การยุติการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเพื่อแก้ไขการขาดดุลงบประมาณ การลดรายจ่ายภาครัฐ การปลดข้าราชการและพนักงานของรัฐหลายหมื่นคน การยกเลิกอัตราค่าแรงขั้นต่ำและการกำหนดราคาสินค้าขั้นต่ำหรือควบคุมราคาสินค้า การขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การปรับปรุงระบบการเงินการคลังเพื่อเปิดประเทศสู่ระบบการค้าเสรี ซึ่งมีผู้วิเคราะห์ว่า หากตอนนั้นปิโนเชต์ไม่ได้เป็นผู้นำประเทศ ชิลีก็คงจะไม่สามารถปฏิรูปเศรษฐกิจได้สำเร็จอย่างแน่นอน ฟรายด์แมนและ “ชิคาโกบอยส์” ได้สร้างชิลีให้เป็นประเทศที่มีเสถียรภาพและความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างน่าอัศจรรย์ ชิลีมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอเมริกาใต้ 3 เท่าตัว เป็นแหล่งลงทุนที่นักลงทุนให้ความมั่นใจสูง ประชากรได้รับการบริการทางด้านการศึกษา สาธารณสุข สาธารณูปโภค และสวัสดิการทางสังคมอย่างทั่วถึงมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และมีความมั่นคงทางการเมือง ที่สำคัญที่สุดก็คือ การเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ สมตามเจตนารมณ์ของฟรายด์แมนและเป็นไปดังความคาดหมาย เช่นที่เขาเคยกล่าวเมื่อถูกตำหนิในการที่เขาเข้าไปข้องแวะกับปิโนเชต์ว่า “ข้าพเจ้าอยากชี้แจงต่อสาธารณชนว่า ระบบการค้าเสรีต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผลของทั้งสองสิ่งนี้จะปรากฏให้เห็นในอนาคต” ในคำประกาศรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 1976 ได้ยกย่องฟรายแมนด์ว่า “สำหรับผลงานในด้านวิจัยประวัติศาสตร์และทฤษฎีการเงิน และการนำทฤษฎีไปปฏิบัติให้ปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรม” มิลตัน ฟรายด์แมน เสียชีวิตที่สหรัฐ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2006 ขณะอายุได้ 94 ปี ท้ายคอลัมน์ในวันนี้ ผมมีนิตยสาร “อ่านเอาเรื่อง” ฉบับใหม่ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งจะมอบแก่ผู้อ่าน จำนวน 5 ท่าน ผู้สนใจส่งชื่อและที่อยู่ของท่านมาที่ผมทาง psevikul.com ภายในวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2552 ซึ่งผมจะจับสลากหาผู้โชคดี เพื่อประกาศผลให้ทราบในวันจันทร์ที่ 9 มีนาคมนี้ ครับ



