
ปัญหาของปัญหายุทธวิธีที่ชายแดนใต้ (1)
สำหรับปัญหาความพยายามในการแบ่งแยกดินแดน 3 จังหวัดภาคใต้กล่าวได้ว่า ในระดับยุทธศาสตร์รัฐบาลเป็นฝ่ายได้เปรียบที่ไม่เหยียบกับดักหลงใช้ความรุนแรงในการปราบปราม จนนำไปสู่เงื่อนไขให้ฝ่ายก่อการร้ายยกระดับเป็นปัญหานานาชาติแล้วนำไปสู่ความสำเร็จในการแบ่งแยกดินแดนใน
แต่ในระดับยุทธวิธีแล้ว กล่าวได้ว่า รัฐบาลกำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างสมบูรณ์แบบ
ในอดีตเมื่อครั้งที่เรามีปัญหาคอมมิวนิสต์ สังคมครั้งนั้นยอมรับชัดเจนว่า พลังหลักทั้งกำลังติดอาวุธและการกำหนดดำเนินทั้งระดับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีล้วนเป็นความรับผิดชอบจากฝ่ายกองทัพทั้งสิ้น ทุกรัฐบาลที่ขึ้นสู่อำนาจล้วนยอมรับความจริงนี้ เอกภาพในการแก้ปัญหาทั้งสิ้นรวมศูนย์ที่กองทัพ
ความล้มเหลวทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการจัดการปัญหาคอมมิวนิสต์ยุคนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบของกองทัพเพียงลำพัง
จนกระทั่งเมื่อ "ป๋าเปรม" ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มีกองทัพให้การสนับสนุนแล้วนำมาซึ่งการประกาศคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 นั่นแหละที่รัฐบาลและกองทัพเป็นหนึ่งเดียวกัน ได้เดินไปในแนวทาง "การเมืองนำการทหาร" และทำให้ปัญหาสงครามภายในกับ พคท.สิ้นสุดลงอย่างถาวรกระทั่งบัดนี้
วันเวลาผ่านไปสถานการณ์เปลี่ยนไป แม้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดก็ตาม แต่น่าสงสัยว่า รัฐบาลจะมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะถือธงนำทุกพลังในแผ่นดิน รวมทั้งกองทัพเพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้หรือไม่
นี่ก็กลับมาฆ่าตัดหัวกันแทบไม่เว้นแต่ละวันอีกแล้ว !!!
นี่จึงนับเป็นโจทย์ซ้ำซากเก่าแก่ในดินแดนปลายด้ามขวาน คือ "ปัญหาเอกภาพ"
ถ้ายังหาตัว "เจ้าภาพตัวจริงเสียงจริงไม่ได้" ก็อย่าหวังว่าจะยุติปัญหาได้
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ปัญหาระดับยุทธวิธีในพื้นที่นั้น เห็นได้ชัดเจนว่า หน่วนยปฏิบัติยังคงกอดติดอยู่กับ "ตำรารบ" ในยุคค่อสู้กับคอมมิวนิสต์
เริ่มตั้งแต่การวางกำลังทหารพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ทั่วพื้นที่ด้วยความคิดง่ายๆ ว่า จะสามารถควบคุมและจำกัดเสรีของฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเคยใช้วิธีการนี้เมื่อครั้งแรกรบกับ ทปท. และเป็นความคิดที่พิสูจน์กันแล้วว่า ผิด
ผิดเพราะขัดกับหลักการสงครามว่าด้วย "การรวมกำลัง"
กำลังขนาดใหญ่ของกองทัพที่เหนือกว่าถูกใช้งานแบบ "เบี้ยหัวแตก" กลายเป็นฐานเล็กฐานน้อยที่อ่อนแอ ให้ ทปท.เลือกทำลายบดขยี้ทีละแห่ง ทีละแห่ง
จนกระทั่งยอมรับความผิดพลาดแล้วยกเลิกการวางกำลังแบบเดิม เปลี่ยนเป็นรวมกำลังให้เป็นปึกแผ่น ควบคู่ไปกับการทำงานการเมืองโฉมใหม่ พิสูจน์ทราบที่หมายให้ชัดเจนแล้วรวมกำลังเข้าโจมตีแตกหัก
จึงเอาชนะสงครามยืดเยื้อครั้งนั้นได้ จนโลกแปลกใจ
ทุกวันนี้ด้วยวิธีคิดแบบเดิมๆ เมื่อฝ่ายมหาดไทยและตำรวจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็ส่งหน่วยทหารลงไป หน่วยหนึ่งไม่พอ ก็เพิ่มอีกหน่วยหนึ่ง และหน่วยหนึ่ง ฯลฯ เข้าไปจนทุกวันนี้ ใคร ตอบได้บ้างว่า ต้องการใช้กำลังทหารอีกเท่าไร จึงจะเอาชนะฝ่ายตรงกันข้ามได้
เคยถามกันเองบ้างหรือเปล่า
ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องยอมรับความจริงกันเสียทีว่า ยุทธวิธีการใช้กำลังเข้าไปถมให้เต็มพื้นที่เช่นนี้ เป็นเรื่องที่ต้องทบทวนกันอย่างจริงจัง ตกใจกันบ้างหรือไม่ สงสัยกันบ้างหรือไม่ ในเมื่อทหารถูกทำร้ายถูกซุ่มโจมตี ถูกฆ่าตัดคอ ฯลฯ
แต่จะอย่างไรก็ตาม อย่างน้อยยุทธศาสตร์ก็ถูกต้องแล้ว จึงมีแต่ปัญหายุทธวิธีเท่านั้นที่จะต้องถลกแขนเสื้อแล้วมานั่งถกแถลงกันอย่างจริงจัง ตำราการรบเดิมยังมีคุณค่าแต่โปรดอย่าลืมคำสอน
"ต่างภูมิประเทศ ต่างวิธีรบ"
กระดานความคิด
พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์



