
ไขปริศนา
กำลังกลายเป็นปริศนาคล้ายคดีฆาตกรรมไปซะแล้ว สำหรับการตายของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
จากผลพิสูจน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ออกมาระบุว่าน้องโบว์ไม่ได้เสียชีวิตจากการถูกแก๊สน้ำตา และสาเหตุน่าจะเกิดจากวัตถุระเบิดชนิดซีโฟร์ ต่างกับผลการตรวจของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ แห่งสำนักนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมอย่างสิ้นเชิง รายงานของตำรวจระบุว่า จากพยานหลักฐานที่พบบนตัวน้องโบว์นั้นมีบาดแผลขนาดใหญ่บริเวณชายโครง บริเวณแขนลึกถึงกระดูก ดูจากบาดแผลน่าจะเกิดจากสารระเบิดน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 200 กรัม ในขณะที่แก๊สน้ำตามีสารระเบิดอยู่เพียง 7 กรัม เมื่อตรวจเสื้อยืดและเสื้อชั้นในยังพบสารซีโฟร์ "ซีโฟร์" ถ้าใครไม่รู้จักก็ดูจากภาพยนตร์แนวแอ็กชั่นต่างประเทศ สารชนิดนี้มืออาชีพเท่านั้นที่นิยมใช้ ทาง 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็เยอะ แสดงว่า "น้องโบว์" ถูกมือระเบิดลึกลับไม่ทราบฝ่ายโยนมาใส่ หรือถ้าหากมองในแง่เลวสุดๆ ต้องบอกว่า น้องโบว์พกระเบิดติดตัวมาด้วย นี่คือประเด็นเก่าที่รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยตั้งข้อสังเกตไว้จนมีการฟ้องร้องและเพิ่งยอมความกันเมื่อเร็วๆ นี้ เรียกว่า ยอมความปุ๊บ รายงานชิ้นนี้ก็ปรากฏปั๊บ สอดรับกันพอดี ถ้าเรื่องนี้ฝ่ายตำรวจว่าไปตามเนื้อผ้าตรงไปตรงมา แสดงว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ยังมีประเด็นข้อสงสัยอีกมาก โดยเฉพาะผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต อาวุธที่ใช้ในวันนั้นอาจไม่ได้มีแต่แก๊สน้ำตาเพียงอย่างเดียว ความจริงก็พิสูจน์ไม่ยากเพราะรายงานการตรวจของหมอพรทิพย์ก็มีอยู่แล้ว หน่วยตรวจพิสูจน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เข้าเก็บหลักฐานอย่างละเอียดเช่นกัน เมื่อผลสองสถาบันออกมาไม่ตรงกัน ย่อมมีผลดีเพราะหมายถึงการถ่วงดุลอย่างน้อยจะรู้กันซะทีว่าใครของจริง ใครของเก๊ กรณีนี้คงไม่ใช่เรื่องเล่นที่ออกมาแจกแจงรายงานจนผู้ตายเสียหายแล้วเงียบหายไปเฉยๆ คงไม่ยุติธรรมนัก ต้องหาข้อสรุปให้ชัดเจน เนื่องจากผู้ตายกำลังถูกตั้งข้อสงสัย เห็นทีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมการสิทธิฯ สอบสวนด้วยตัวเองมาแล้ว ทำไมไม่หาข้อสรุปให้จบ เชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กร แพทย์ด้านนิติเวชนอกสังกัดหน่วยงานทั้งสองมาร่วมคลี่คลาย ใครผิดใครถูกจะได้รู้กันไป เผื่อได้พบปริศนา ที่ถูกเก็บเป็นความลับโดยที่ยังไม่มีใครรู้!!



