
ครูไทยหนี้4แสนล้านบาทวินัยดี4แสนลดดอก0.5-1%มิ.ย.นี้
ครูไทยหนี้4แสนล้านบาทวินัยดี4แสนลดดอก0.5-1%มิ.ย.นี้ : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน โดย... เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ [email protected]
ตามเงื่อนไขการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นเงินปีละประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท เท่ากับว่าครูจะได้รับประโยชน์โดยตรงเกือบ 4 แสนคน จากที่ต้องเสียดอกเบี้ยอัตราเดิม 5-6% ก็จะลดลงไปอีก
ว่ากันว่ามูลค่าหนี้สินครูสูงถึง 1 ล้านล้านบาท มาจากแหล่งเงินกู้ทั้งจากสถาบันการเงิน สหกรณ์ออมทรัพย์ครู การกู้หนี้นอกระบบ เป็นช่องทางให้กู้ที่บางรายมีหนี้ที่เกิดขึ้นจากทุกแหล่ง และที่สุดไม่สามารถชำระหนี้ได้ กลายเป็นภาวะหนี้วิกฤติ ซึ่งหนี้ที่เห็นชัดเจนเป็นหนี้จากการกู้เงินโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งมีถึง 7 โครงการ ที่ให้สมาชิก ช.พ.ค. ทั้งที่ยังรับราชการอยู่กว่า 5 แสนคนรวมกับผู้ที่เกษียณแล้วกว่า 9 แสนคนยื่นกู้ได้
ปัจจุบันมีผู้กู้โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.1-7 จำนวน 484,435 บัญชี เป็นเงิน 418,937.94 ล้านบาท โดยโครงการแรกทำร่วมกับธนาคารกรุงไทย ส่วนโครงการ 2-7 ทำร่วมกับธนาคารออมสิน พบปัญหาหนี้เสีย ค้างชำระเกิน 3 งวดจำนวนมาก ซึ่งเมื่อวานนี้ (7 พ.ค.) สกสค.และธนาคารออมสิน ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันและได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.-ช.พ.ส.ครั้งที่ 1 ในส่วนของเงินกู้โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. 2-7 และโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.)
ลดดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดี0.5-1%
ทั้งนี้ สาระสำคัญของเอ็มโอยูฉบับใหม่ คือ ยกเลิกเงื่อนไขในเอ็มโอยูฉบับเดิมที่กำหนดให้ธนาคารออมสินจ่ายเงินให้สำนักงาน สกสค. ผ่านกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการช.พ.ค.–ช.พ.ส. ตามอัตราและระยะเวลาที่กำหนดตามแต่ละโครงการอยู่ที่ 0.5-1% ซึ่งเดิมธนาคารให้นำไปใช้ในการพัฒนาสมาชิกและกิจการ ช.พ.ค. และหักชำระหนี้แทนผู้กู้ที่ค้างชำระเงินงวด 3 เดือนขึ้นไป แต่จากนี้ไปสำนักงาน สกสค.จะไม่รับเงินดังกล่าว แต่ให้ธนาคารนำไปลดอัตราดอกเบี้ยให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่กู้เงินตามโครงการนั้นๆ ที่มีวินัยดีไม่มีหนี้ค้างชำระตั้งแต่มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป ทำให้มีเงินคืนให้แก่ผู้กู้ถึง 2,000 กว่าล้านบาท
ข้อมูลวันที่ 31 ธันวาคม 2560 พบว่ามีผู้กู้โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.1-7 จำนวน 484,435 บัญชี เป็นเงิน 418,937.94 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการ ช.พ.ค.1 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 10,789 บัญชี เป็นเงิน 2,083.11 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.2 และโครงการ ช.พ.ค.3 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 23,829 บัญชี เป็นเงิน 2,752.51 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.4 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 4,923 บัญชี เป็นเงิน 651.23 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.5 วงเงิน 6 แสนบาท จำนวน 46,139 บัญชี เป็นเงิน 20,676.89 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.6 วงเงิน 1.2 ล้านบาท จำนวน 176,289 บัญชี เป็นเงิน 149,612.26 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.7 วงเงิน 3 ล้านบาท จำนวน 222,466 บัญชี เป็นเงิน 243,161.94 ล้านบาท ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสมาชิก ช.พ.ค.จำนวน 9 แสนกว่าคน และสมาชิก ช.พ.ส. 3 แสนกว่าคน
ครูได้ประโยชน์4แสนคน
ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ปัจจุบันมีครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เป็นผู้กู้เงินโครงการสวัสดิการ ช.พ.ค.และช.พ.ส. ประมาณ 4 แสนกว่าราย ภาระหนี้ประมาณ 4 แสนกว่าล้านบาท ตามเงื่อนไขการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นเงินปีละประมาณ 2 พันกว่าล้านบาท เท่ากับว่าครูจะได้รับประโยชน์โดยตรงเกือบ 4 แสนคน จากที่ต้องเสียดอกเบี้ยอัตราเดิม 5-6% ก็จะลดลงไปอีก
โดยมี 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก ครูชำระหนี้รายเดือนเท่าเดิม แต่นำดอกเบี้ยที่ได้รับคืนไปปรับลดเงินต้น ก็จะทำให้สามารถชำระหนี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นทันทีตามข้อตกลง และแนวทางที่ 2 เฉพาะครูที่ต้องการลดงวดการชำระหนี้รายเดือนลง แต่คงระยะเวลาการชำระหนี้เดิม สามารถไปติดต่อธนาคารออมสินสาขาที่ใช้อยู่ ขอปรับปรุงเงื่อนไขการผ่อนชำระตามอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง เช่น ครูมีหนี้ 1 ล้านบาท ใน 1 ปีได้ลดดอกเบี้ย 1% เท่ากับลดไป 1 หมื่นบาท เป็นต้น
“จากนี้เม็ดเงินที่ธนาคารออมสินเคยจัดสรรให้สำนักงานสกสค.ผ่านกองทุนเงินสนับสนุนฯ เดือนละประมาณ 200 กว่าล้านบาท จะเปลี่ยนไปเข้าบัญชีครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นรายเดือน รวมแล้วปีละ 2,000 กว่าล้านบาท ซึ่งครูที่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถผ่อนชำระหนี้ได้ตามกำหนด ขอให้มาเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารออมสิน เมื่อปรับโครงสร้างหนี้ได้จนเข้าเกณฑ์ก็จะได้รับการลดดอกเบี้ยตามเอ็มโอยูใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีครูกว่า 80% เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร และยังเหลือครูที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล อยู่เพียง 2-3% เท่านั้น” ชาติชาย กล่าว
90%ครูวินัยการเงินดี
ขณะที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวระหว่างร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอ็มโอยูว่า เอ็มโอยูฉบับนี้เห็นชัดว่าครูมีทางเลือก คนที่มีปัญหาธนาคารก็มีช่องทางปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจากตัวเลขของธนาคารออมสินพบว่า ครูส่วนใหญ่กว่า 90% วินัยทางการเงินดี โดยหลังการลงนามเรียบร้อยเอ็มโอยูมีผลทันที ครูที่กู้เงินกับธนาคารออมสินจะได้เห็นเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ ถือว่าครูจะได้ประโยชน์เต็มๆ จากเดิมที่สำนักงานสกสค. เป็นผู้รับเงินจำนวนดังกล่าวมาตลอด และเป็นเงินจำนวนมาก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ที่ผ่านมาเกิดปัญหาทุจริต แต่ต่อไปสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นในวงการศึกษาอีก ถือเป็นโอกาสที่ดี เป็นข่าวดี และเป็นอีกวันประวัติศาสตร์
เล็งทำประกันในอนาคต
พินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. กล่าวว่า ที่ผ่านมา นพ.ธีระเกียรติ พยายามเร่งรัดให้เกิดความร่วมมือครั้งนี้โดยเร็วที่สุด ซึ่งในข้อตกลงครั้งนี้มี 2 เรื่องสำคัญ คือ การลดดอกเบี้ยให้แก่เพื่อนครู และต่อไปก็จะไม่มีการหักเงินจากกองทุนเงินสนับสนุนฯ เพื่อชำระหนี้แทนครูที่ค้างชำระเกิน 3 งวดขึ้นไปอีก เพราะสำนักงานสกสค. ไม่ได้รับเงินสนับสนุนส่วนนี้ ตรงนี้จะเป็นการส่งเสริมให้ครูมีวินัยทางการเงินที่ดี และอนาคตกำลังจะเจรจาเรื่องการทำประกันอีก ส่วนที่จะต้องหารือ คือการทำประกันชีวิตที่จะให้ครูได้รับประโยชน์สูงสุด
อย่างไรก็ตาม การทำเอ็มโอยูคราวนี้เป็นก้าวหนึ่งในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตครูได้ปลดภาระหนี้โดยเร็ว แต่ยังมีประเด็นที่ทั้ง 2 หน่วยงานยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกัน นั่นคือ ประเด็นที่ธนาคารออมสินหักเงินจากกองทุนเงินสนับสนุน เพื่อชำระหนี้แทนครูที่ค้างชำระ 3 งวดขึ้นไป มาก่อนหน้านี้ซึ่งมียอดรวม 1 หมื่นกว่าล้านบาท ที่ยังต้องไปดูรายละเอียดในข้อตกลงเดิม และคงต้องให้ทางอัยการช่วยตีความ ซึ่งตลอดมาแต่ละฝ่ายต่างยืนยันว่าการทำงานเป็นไปตามขั้นตอน โดย นพ.ธีระเกียรติได้ย้ำชัดว่าเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เพราะสำนักงานสกสค.เอง คงต้องสู้ต่อไป ไม่ปล่อยไปง่ายๆ เพราะเป็นเงินจำนวนมาก..



