คอลัมนิสต์

แรงงานไทยวัยไม้ใกล้ฝั่ง...สิ้นหวังในยุค 4.0

แรงงานไทยวัยไม้ใกล้ฝั่ง...สิ้นหวังในยุค 4.0

07 พ.ค. 2561

แรงงานไทยวัยไม้ใกล้ฝั่ง...สิ้นหวังในยุค 4.0 : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน  โดย... อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์, ชลธิชา รอดกันภัย ทีมล่าความจริง เนชั่นทีวี 22

 

          “ป้าอาศัยอยู่ตัวคนเดียวในห้องเช่า เคยมีลูกแต่เขาก็ไม่สนใจ อยู่ตัวใครตัวมัน ขณะที่รายได้จากการรับจ้างทำความสะอาดตกอยู่ที่เดือนละ 7,000 บาทเท่านั้น มิหนำซ้ำยังมีโรคประจำตัวหลายโรค...เวลาเจ็บป่วย ฝนตก ฟ้าร้องก็ขึ้นรถเมล์ไปโรงพยาบาลไม่ได้ ก็ต้องเอาเงินที่เก็บหอมรอบริบไว้มาเป็นค่าแท็กซี่ นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายประจำวัน ทั้งค่าข้าว ค่าน้ำ และอื่นๆ อีก”

          เป็นเสียงแหบๆ ปนสะอื้นของ “ป้าสมบูรณ์ ยางมาก” พนักงานทำความสะอาดในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งย่านบางนา แม้ป้าสมบูรณ์จะอายุมากถึง 70 ปีแล้ว แต่ก็ยังต้องทำงานใช้แรงทุกวัน หลักๆ ก็คือกวาดพื้น ถูพื้น และทำความสะอาดห้องน้ำบนอาคารที่มีเป็นสิบชั้น

 

แรงงานไทยวัยไม้ใกล้ฝั่ง...สิ้นหวังในยุค 4.0 ป้าสมบูรณ์ ยางมาก

 

 

          ชีวิตที่ไม่มีทางเลือกของป้าสมบูรณ์ สะท้อนปรากฏการณ์ “ครอบครัวเดี่ยว” ที่มีมากขึ้นในสังคมไทย ค่านิยมการเลี้ยงดูพ่อแม่วัยแก่ชราเริ่มหมดไป จากภาวะเศรษฐกิจที่รุมเร้า แต่ละคนแต่ละครอบครัวต้องปากกัดตีนถีบ

          ชีวิตของป้าสมบูรณ์ในวัย 70 ปี ไม่ต่างอะไรกับคนแก่วัยเดียวกัน ทักษะการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ แทบไม่มีเลย ทำให้ตกขบวนไทยแลนด์ 4.0 อย่าว่าแต่จะส่งสติกเกอร์ไลน์ “สวัสดีวันจันทร์” ไปให้กลุ่มเพื่อนในโลกออนไลน์ เพราะแม้แต่เงินซื้อโทรศัพท์สมาร์ทโฟนก็ยังไม่มี เพราะต้องเก็บเงินไว้รักษาตัวยามเจ็บไข้

          “ป้ามีโรคประจำตัวหลายโรค ทั้งเบาหวาน ความดัน ข้อเสื่อม ตาก็เริ่มมองไม่เห็น ไม่รู้จะทำงานให้เขาได้อีกกี่วัน ประกันสังคมก็ไม่มี เมื่่อก่อนนี้เคยจ้างคนส่งเอกสารไปคอยต่อประกันสังคมให้ แต่ช่วงหลังเขาไม่ไปต่อ ทำให้ขาดไป ทำให้เวลาเจ็บป่วยก็ต้องใช้เงินเพิ่มอีก ลูกเต้าก็ไม่ได้มาดูแล” เธอเล่าพลางน้ำตาก็ไหลออกมา


          ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า 67 ล้านคน เป็นเพศชาย 33 ล้านคน เพศหญิง มากกว่า 34 ล้านคน แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือ ตัวเลขของประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป พบว่ามีมากกว่า 11 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 16 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ข้อมูลนี้สะท้อนชัดว่า “ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวแล้ว”

          แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นก็คือ แทนที่คนชราจะได้พักผ่อน ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตไปกับการท่องเที่ยวและห้อมล้อมด้วยลูกหลาน แต่เรากลับพบเห็นคนกลุ่มนี้ยังต้องออกมาทำงานนอกบ้านเพื่อหาเลี้ยงปากท้องตัวเอง บางรายกลายเป็นเสาหลักของครอบครัวเสียด้วยซ้ำ

          แน่นอนว่าคนรุ่นลุงรุ่นป้าเหล่านี้คงไม่ใช่เป้าหมายหลักของบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่จะรับเข้าทำงาน ทำให้ทางเลือกเดียวที่มี คือใช้แรงกายแลกเงิน

          อย่าง “ลุงกำจัด เงาขจร” พนักงานรักษาความปลอดภัยแคมป์ก่อสร้างแห่งหนึ่ง เดินปาดเหงื่อมาคุยกับทีมข่าวช่วงว่างเว้นจากการโบกรถที่เข้า-ออกไซต์งานก่อสร้าง ลุงกำจัดบอกว่า สาเหตุที่ทำให้ต้องฝืนสังขารมาคอยโบกรถและดูแลความปลอดภัยให้แก่แคมป์คนงาน ทั้งๆ ที่อายุอานามก็สูงถึง 75 ปีแล้ว ก็เพราะเหตุผลเดียวคือต้องการหารายได้ไว้จุนเจือครอบครัว

 

แรงงานไทยวัยไม้ใกล้ฝั่ง...สิ้นหวังในยุค 4.0

ลุงกำจัด เงาขจร

 

          “ผมเคยเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูมาประมาณ 30 ปี แต่พักหลังสภาพร่างกายไม่ไหว ช่วยเหลือผู้อื่นไม่ไหวแล้ว ก็เลยเบนเข็มมารับจ้างเป็น รปภ. ได้ค่าแรงวันละ 400 บาท ที่ต้องออกมาทำงานก็เพราะต้องช่วยหารายได้เพิ่มให้แก่ครอบครัว ผมมีลูก 3 คน และยังมีหลานๆ ที่กำลังเรียนหนังสือ”

          ชะตาชีวิตของลุงกำจัด ไม่ต่างอะไรนักกับ “เด็กปั๊มสูงวัย” อย่าง ป้านงเยาว์ แย้มเกษร

          การที่คนอายุ 72 ต้องทำหน้าที่เติมน้ำมันรถ ช่างย้อนแย้งกับคำเรียนขาน “เด็กปั๊ม” สะท้อนว่าสังคมและตลาดแรงงานกำลังกลับตาลปัตร

          ป้านงเยาว์ เล่าว่า เธอเป็นเสาหลักของครอบครัวในการหารายได้ ไม่ว่าจะค่าน้ำ ค่าไฟ หรือแม้แต่อาหารในแต่ละมื้อ แม้ค่าแรงแต่ละวันที่ได้จะเป็นเงินเพียงน้อยนิด แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่ทำให้มีเงินเข้าบ้าน หากวันไหนไม่มาทำงานก็จะไม่มีรายได้อะไรเลย

          “เดือนหนึ่งป้าได้หยุดวันเดียว หนักยังไงก็ต้องทำ เพราะถ้าวันไหนไม่ทำก็จะไม่มีเงินเข้าบ้านเลย ที่แย่ก็คือเมื่อไม่กี่วันนี้ ป้าถูกรถชนจนล้มกระแทกพื้น ทำให้ตามองเห็นภาพไม่ชัด นิ้วเท้าขาดไปอีก 3 นิ้ว แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาทำงานต่อ เพราะทุกวันต้องกินต้องใช้”

          นอกจากการเป็นลูกจ้างขายแรงงาน ผู้สูงอายุบางคนเลือกเส้นทางประกอบอาชีพอิสระ อย่าง “ลุงชุน บุญลา” อายุ 63 ปี ที่สวมเสื้อวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหน้าตลาด เล่าว่า รายได้จากการขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง 200-300 บาทต่อวัน แม้จะไม่มากในสายตาของคนทั่วไป แต่ก็มากพอที่จะดูแลลูกและหลานของลุงได้ หากวันไหนไม่ออกมารับส่งผู้โดยสาร ก็ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่าย

 

แรงงานไทยวัยไม้ใกล้ฝั่ง...สิ้นหวังในยุค 4.0 งเยาว์ แย้มเกษร

 

          “ผมเคยไปสมัครงานอย่างอื่น แต่เขาไม่รับ เพราะอายุเยอะ ขนาดเป็นกรรมกรยังเป็นไม่ได้เลย จึงต้องเลือกมาขับวิน เพราะไม่ต้องใช้เรี่ยวแรงมากเหมือนอาชีพอื่น” ลุงชุน เล่าถึงทางเลือกในการประกอบอาชีพที่ตีบตัน

          นี่คือชีวิตจริงของแรงงานผู้สูงอายุที่มีแต่ความเหน็ดเหนื่อย ทดท้อ และหมดหวัง ผู้ที่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้กำลังมีมากขึ้นทุกทีในสังคมบ้านเรา

          เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ทิ้งคนกลุ่มนี้ไว้ข้างหลัง ?

          เพิ่มทักษะ-บุกแพลตฟอร์มออนไลน์ทางออก “แรงงานสูงวัย” พึ่งพาตนเอง
          นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง และผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม” มองว่าสถานการณ์แรงงานไทยมีปัญหาที่โครงสร้าง และเป็นปัญหาทุกช่วงอายุ แต่ที่มีแนวโน้มวิกฤติที่สุดคือแรงงานผู้สูงอายุซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่วัยชรา

          “ตลาดแรงงานไทยผมว่าเป็นปัญหาที่ซับซ้อน หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องของสังคมผู้สูงอายุ คือถ้าเราแบ่งคนออกเป็นกลุ่มอายุ ก็จะมี 2 กลุ่มที่ต้องพึ่งพิงคนอื่น คือ เด็กที่ยังไม่ได้ทำงาน กับกลุ่มผู้สูงวัย แต่กลุ่มเด็ก แม้ไม่ได้ทำงาน แต่เรามองว่าเป็นการลงทุน คือให้เขาได้เรียนเต็มที่ กินเต็มที่ สักวันหนึ่งเขาก็เข้าสู่ตลาดแรงงาน ก็จะทำให้เป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ในขณะที่กลุ่มผู้สูงวัยกลายเป็นกลุ่มที่ใช้ทรัพยากรอย่างเดียว เราเรียกกลุ่มนี้ว่าเป็นกลุ่มพึ่งพิง กลุ่มนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นในโลก ขณะที่กลุ่มอื่น คือกลุ่มคนวัยทำงาน และกลุ่มเด็กก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน กลับมีแนวโน้มลดลง สถานการณ์นี้เรียกว่า aging society (สังคมสูงวัย)”

          “แต่ปัญหาของไทยมีมากกว่านั้น เราเห็นคนที่เป็นวัยรุ่น คนที่อยู่ในวัยทำงาน แม้จะมีจำนวนมาก จบปริญญาตรีมาแต่ว่างงาน จบปริญญาโทมาก็ว่างงาน ขณะเดียวกันคนจบปริญญาจำนวนหนึ่งมีงานทำก็จริง แต่เป็นการทำงานที่ต่ำกว่าระดับความสามารถ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาไม่น้อยเหมือนกัน”

          “นั่นแสดงว่าเราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเฉพาะสังคมผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เรากำลังผลิตแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานด้วย ซึ่งตลาดแรงงานก็ยังยึดติดอยู่กับการใช้รูปแบบหรือกระบวนการผลิตที่พึ่งพาแรงงานคน โดยที่เราไม่ได้อัพเดทเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นโรงงานจำนวนมากบ่นว่าขาดแคลนแรงงาน แล้วก็ไม่สามารถจ้างคนได้ด้วย เพราะคนที่มีความรู้ไม่ได้ต้องการทำงานตรงนั้น จึงทำให้สถานการณ์ซับซ้อนกว่าสังคมผู้สูงอายุ”

 

แรงงานไทยวัยไม้ใกล้ฝั่ง...สิ้นหวังในยุค 4.0

ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

 

          หากเจาะเฉพาะแรงงานผู้สูงอายุ ผศ.ดร.ปิติ เสนอว่า ต้องเพิ่มศักยภาพให้คนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีในโลกออนไลน์ เพื่อให้สามารถใช้ความสามารถที่มีอยู่มาแปรเป็นรายได้บนแพลตฟอร์มใหม่ๆ

          “แรงงานกลุ่มพึ่งพิง ก็คือคนสูงวัย อาจจะใช้ทรัพยากรไปมาก แต่ไม่ได้ถูกใช้แรงงาน ถ้าเป็นในหลายประเทศ เขาจะพยายามทำให้คนกลุ่มนี้มีศักยภาพมากขึ้น โดยการเอาความรู้ความสามารถที่มีอยู่แล้ว และหลายคนสุขภาพร่างกายยังแข็งแรง สมองยังแจ่มใสอยู่ ก็เอาคนเหล่านี้กลับมาทำงาน สร้างผลผลิตบนแพลตฟอร์มใหม่ บนโลกออนไลน์จะช่วยได้มาก”

          “ยกตัวอย่างเช่น ตลอดชีวิตการทำงานของคนคนหนึ่ง เคยทำงานในประเทศจีน อาจจะมีความรู้ความสามารถด้านภาษา ถ้าผมพัฒนาตัวเองแล้วเอาภาษาไปสอนหนังสือในโรงเรียนสอนภาษาจีน โรงเรียนอาจไม่อยากรับคนสูงวัย เพราะจะต้องดูแลสวัสดิการเยอะ แต่ถ้าใช้มาร์เก็ตติ้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็สามารถเปิดการเรียนการสอนภาษาจีนบนออนไลน์ได้ แล้วก็ซื้อบริการการสอนภาษาได้ จัดตารางสอนกันเอง พวกนี้ก็จะทำให้กลุ่มคนที่ออกจากตลาดแรงงานไปแล้ว สามารถใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองเพื่อสร้างงานสร้างผลผลิตได้ใหม่”
นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง มองว่า จุดเปลี่ยนของสถานการณ์นี้ คือการพัฒนาทักษะออนไลน์ให้แก่กลุ่มผู้สูงวัย

          “ปัญหาคือคนกลุ่มนี้อาจจะยังไม่ได้มีความรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ ระยะหลังเราเห็นว่ากลุ่มผู้สูงอายุก็ใช้สมาร์ทโฟน แต่ใช้แค่ส่งดอกไม้ในตอนเช้าทุกวัน วันจันทร์สีเหลือง วันพุธสีเขียว แต่ไม่ได้ถูกใช้ไปเพื่อสร้างผลผลิตหรือสร้าง out put ออกมา แล้วเราก็ยังไม่ได้เห็นความพยายามในการสนับสนุนให้คนกลุ่มนี้รู้เท่าทันการตลาดออนไลน์เลย”