
"บิ๊กตู่เยือนอีสานใต้"ความหวังในกระแสการเมือง
"บิ๊กตู่เยือนอีสานใต้"ความหวังในกระแสการเมือง : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน โดย... สุมาลี สุวรรณกร
“โอกาสดีมากที่มีการจัดประชุม ครม.สัญจรในอีสานใต้ครั้งนี้ เพราะจังหวัดบุรีรัมย์เหมือนเมืองปิด ที่ผ่านมาหากไม่ตั้งใจมาเที่ยวก็ไม่มีใครอยากมาเพราะอยู่สุดชายแดน แต่พอนายกฯ จะมาจัดประชุมครม. ทำให้มีข่าวออกไปทั่วโลก”
ดูเหมือนการมาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 3/2561 ในพื้นที่ 2 จังหวัดอีสานใต้ ทั้งสุรินทร์ และบุรีรัมย์ ในระหว่างวันที่ 7-8 พฤษภาคมนี้ จะเป็นที่จับตามองของหลายฝ่ายโดยเฉพาะภาคการเมือง
เพราะการมาเยือนเมืองนี้ หลังจากประกาศเลือกตั้งและกระแสการเลือกตั้งกำลังได้รับความสนใจ รวมถึง “กระแสพลังดูด” ที่หลายฝ่ายเฝ้ามองมาก่อนหน้านี้ ทำให้ทุกย่างก้าวของการเดินบนพื้นที่เมืองแห่งประวัติศาสตร์ทั้งสองจังหวัด ของนายกฯ ประยุทธ์ จะถูกจับตามองเป็นพิเศษ
ที่ผ่านมาบุรีรัมย์ถือเป็นฐานที่มั่นของพรรคภูมิใจไทย ที่กวาดที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดแบบยกจังหวัด ถึงแม้สุรินทร์ ภูมิใจไทยจะได้มาเพียง 1 ที่นั่ง แต่ก็ยังถูกมองว่าพรรคภูมิใจไทยมีอิทธิพลอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างมาก ทำให้ห้วงเวลานี้ทุกสายตาจดจ้องไปว่า การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีจะมีนักการเมืองเจ้าถิ่นมาต้อนรับหรือไม่ ท่ามกลางกระแสดูด ที่นักการเมืองหลายฝ่ายออกมาบอกว่า “ดูดไม่ได้” “หากจะดูดต้องใช้หลอดขนาดใหญ่” หรืออะไรต่างๆ ก็ตาม
จากการเช็กกระแสในพื้นที่ ในฟากฝั่งประชาชนกลับไม่ได้สนใจเรื่องการดูด หรือเรื่องการเมืองมากนัก แต่สนใจเรื่องปากท้องเป็นหลัก เพราะตลอดระยะเวลา 4 ปีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารบ้านเมือง เป็นยุคข้าวยากหมากแพง ประชาชนไม่มีสิทธิ์มีเสียง ทุกอย่างแล้วแต่รัฐบาลจะจัดหา พอมีข่าวว่าคณะรัฐมนตรีจะสัญจรมาลงพื้นที่ ทำให้ประชาชนเฝ้าตั้งตารอคอยว่า จะมีการอนุมัติงบประมาณดำเนินการอะไรบ้าง เพราะตอนนี้หลายส่วน หลายพื้นที่มีปัญหาอยู่มาก
“ชาวบ้านไม่ได้สนใจการเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการเลือกตั้ง ชาวบ้านสนใจแค่ว่า ก่อนการเลือกตั้งจะมีใครมาลงสมัคร พรรคไหน ใครเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งหากเป็นนักการเมืองหน้าเก่า เราก็รู้อยู่แล้ว แต่หากเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ก็ต้องดูว่าเป็นใคร แต่พวกเราในวันนี้ สนใจเรื่องปากท้อง เรื่องการทำมาหากินมากกว่า ราคาข้าวจะดีไหม ราคาพืชผัก ผลไม้จะดีไหม ราคาพืชสวนพืชไร่จะดีไหม ตอนนี้ปัญหาของเราคือ อ้อยเข้าโรงงานไม่ได้เ พราะโรงงานประกาศปิดหีบอ้อยแล้ว ทำให้มีอ้อยตกค้างอยู่มาก อยากรู้ว่ารัฐบาลจะช่วยอย่างไร ส่วนเรื่องการเมืองเป็นเรื่องอนาคตปี 2562 ถึงจะเลือกตั้ง ตอนนี้เราสนใจแค่ว่า อ้อยจะได้เข้าโรงงานไหม” หนึ่งในปากเสียงชาวบ้านในพื้นที่ จ.สุรินทร์ บอกเล่ากับการรอคอยการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ไปต้อนรับหรือบอกเล่าความเดือดร้อนก็ตาม
เช่นกันกับชาวบ้านในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ที่ยังรอคอยเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน โดยเฉพาะที่ดินในผืนป่าดงใหญ่ที่มีปัญหามายาวนานกว่า 30 ปี ที่ยังไม่มีใครแก้ได้ และพวกเขาตั้งใจว่าหากมีโอกาสจะยื่นหนังสือให้นายกฯ รับรู้ แม้ว่าจะมีสมาชิกบางคนไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพีมูฟที่กรุงเทพฯ ก็ตาม และความเดือดร้อนทั้งหมดได้ยื่นผ่านศูนย์ดำรงธรรมไปนานแล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
“การเมืองเราไม่ได้สนใจ เราสนใจแค่ว่าผู้นำประเทศจะมาช่วยเหลือเราได้หรือไม่ เพราะนักการเมืองคือนักการเมือง เวลาเลือกตั้งชาวบ้านก็สำคัญ พอได้เป็นรัฐบาลก็ไม่ได้สนใจประชาชน ปล่อยให้ข้าราชการแก้ไขปัญหาประชาชนเหมือนเดิม เราไม่ได้สนใจนักการเมือง แต่เราสนใจว่าความเดือดร้อนที่เรามีอยู่ใครจะแก้ไข” ชาวบ้านในพื้นที่บุรีรัมย์ เล่าให้ฟัง กับการรอความหวังที่จะมีโอกาสยื่นหนังสือความเดือดร้อนให้นายกฯ ได้รับรู้และแก้ไข แต่ไม่รู้ว่าในวันที่นายกฯ เดินทางมาถึง เขาจะฝ่าวงล้อมบอดี้การ์ดเข้าไปพบนายกฯ ได้หรือไม่
ในขณะที่ภาคเอกชนอย่าง กิตติเดช เกื้อกิตติวงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ บอกถึงการเตรียมยื่นเสนอปัญหา และของบประมาณเพื่อมาพัฒนาจังหวัดว่า การมาประชุมครม.สัญจรในครั้งนี้ ภาคเอกชนไม่ได้ยื่นข้อเสนอให้แก่นายกฯ และคณะรัฐมนตรีโดยตรง แต่ได้นำเอาข้อเสนอให้จังหวัดเป็นคนยื่นรวมกัน โดยข้อเสนอหลักๆ มีอยู่ 6 ข้อ ประกอบด้วย 1.อยากให้มีการก่อสร้างศูนย์การแพทย์และสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ให้เป็นรูปธรรม ในรูปแบบมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ เพื่อรองรับคนป่วยทั้งจาก จ.บุรีรัมย์ จังหวัดใกล้เคียง และประเทศเพื่อนบ้าน 2.ผลกระทบจากการก่อสร้างรถไฟทางคู่ จากชุมทางจิระ-นครราชสีมา ผ่านมายัง จ.บุรีรัมย์ ตามแบบแปลนนั้นจะไม่มีการยกระดับทางรถไฟเวลาผ่านตัวเมือง แต่ชาวเมืองบุรีรัมย์ต้องการเสนอให้ยกระดับเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจราจรติดขัด
3.อยากให้ดำเนินการสร้างเมืองบุรีรัมย์เป็นเมืองกีฬาหรือ “สปอร์ตซิตี้” และการก่อสร้างมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อเฟ้นหานักกีฬาและให้คนที่ชอบกีฬาได้มีโอกาสมาศึกษาเล่าเรียน 4.การจัดตั้งสถาบันการศึกษาอาชีวะ ให้เป็นมหาวิทยาลัยด้านอาชีวะ โดยรวมเอาวิทยาลัยอาชีวะที่มีอยู่เข้าด้วยกันยกระดับเป็นมหาวิทยาลัย เพื่อให้ผู้สนใจเรียนด้านอาชีพได้มาศึกษาเรียนรู้และพัฒนาช่างฝีมือแรงงานให้มีจำนวนมากขึ้น 5.จัดตั้งสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราวจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาต้องไปทำหนังสือเดินทางและต่ออายุหนังสือที่ จ.นครราชสีมา และขอนแก่น รวมทั้งบรรดาแรงงานต่างด้าวที่จะได้รับสะดวก 6.ของบประมาณสนับสนุนเตรียมการรองรับ “งานโมโตจีพีไทยแลนด์” ในเดือนตุลาคมนี้ ที่จะจัดที่ จ.บุรีรัมย์ เป็นสนามที่ 15 โดยเบื้องต้นรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนมาแล้ว 300 ล้านบาท โดยเป็นงบต่อเนื่อง 3 ปี
“การเตรียมข้อเสนอต่างๆ ทางจังหวัดบุรีรัมย์ได้ร่วมกับทุกภาคส่วน สรุปข้อเสนอเป็นทิศทางเดียวกัน เพื่อจะได้ให้จังหวัดเสนอทีเดียว ไม่ได้มีการแยกเสนอ โดยได้เสนอไปทั้งหมด 6 ข้อหลักๆ รวมไปถึงกรณีที่จะให้นายกฯ มาดูพื้นที่ห้วยจรเข้มาก ที่เป็นแหล่งสำรองน้ำดิบเพื่อทำน้ำประปาของจังหวัดด้วย เนื่องจากประชากรเริ่มเพิ่มมากขึ้น แต่แหล่งน้ำดิบไม่เพียงพอ ได้มีการเตรียมเสนอของบประมาณในการจัดการเพื่อสำรองน้ำดิบไว้ใช้ให้ครอบคลุม 10 ปีข้างหน้าด้วย” กิตติเดช กล่าว
“โอกาสดีมากที่มีการจัดประชุม ครม.สัญจรในอีสานใต้ครั้งนี้ เพราะ จ.บุรีรัมย์ เหมือนเมืองปิด ที่ผ่านมาหากไม่ตั้งใจมาเที่ยวก็ไม่มีใครอยากมาเพราะอยู่สุดชายแดน แต่พอนายกฯ จะมาจัดประชุมครม. ทำให้มีข่าวออกไปทั่วโลก คนจะได้รู้จักจังหวัดเรามากยิ่งขึ้น หากพูดถึงเรื่องการเมือง หรือการมาของนายกฯ มีเรื่องของการเมืองแอบแฝงหรือไม่ อยากบอกว่าคนเมืองบุรีรัมย์ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย ทุกคนจดจ่อแค่ว่า นายกฯ มาแล้วคนเมืองบุรีรัมย์จะได้รับโอกาสอะไรเท่านั้น เพราะเมืองบุรีรัมย์ประกาศตัวเป็นสปอร์ตซิตี้ เราต้องการงบประมาณเพื่อมาดำเนินการเรื่องนี้ โดยเฉพาะตุลาคมนี้คนเมืองบุรีรัมย์ต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวหลายแสนคนที่จะมาร่วมงานโมโตจีพีไทยแลนด์ ที่จะเอาเงินเข้ามาจังหวัดเราไม่ต่ำกว่าพันล้าน ซึ่งทุกคนอยากให้รัฐบาลหนุนเสริมและเอางบประมาณมารองรับเพื่อจัดงานใหญ่ครั้งนี้ให้สำเร็จไปด้วยดี” ประธานหอการค้า กล่าวเสริม
สำหรับการเดินทางลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ครั้งนี้ จะมีคณะรัฐมนตรีประกอบด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ และนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม
โดยมีเป้าหมายเพื่อติดตามประเด็นการพัฒนาที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาโครงข่ายและคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งทางอากาศและทางถนน การพัฒนาการค้าชายแดน การพัฒนาด้านการกีฬาและการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การบริหารจัดการน้ำ การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และการอนุรักษ์และพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาไทยด้านการทอผ้าไหม ซึ่งมุ่งหวังที่จะเชื่อมโยงจุดเด่นในแต่ละพื้นที่ เพิ่มเติมจุดแข็งของสินค้าและการบริการด้วยนวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนา นำไปสู่การสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในกลุ่มจังหวัดอีสานใต้
จุดแรกที่จะไปนั้น จะตรวจเยี่ยมพื้นที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ จากนั้นเยี่ยมชมหมู่บ้านทอผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อพบปะกับประชาชนที่สนามช้างอารีน่า ซึ่งคาดว่าจะมีการเตรียมประชาชนมาพบนายกรัฐมนตรีกว่า 3 หมื่นคน
สุรินทร์ชง9โครงการ
สำหรับจังหวัดสุรินทร์มีข้อเสนอการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 จ.สุรินทร์ ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ประกอบด้วย
1.การขออนุญาตใช้พื้นที่เพื่อก่อสร้างด่านชายแดนช่องจอม พร้อมการก่อสร้างให้เป็นด่านศุลกากรที่ได้มาตรฐาน และเมืองการค้าชายแดน (Border town) 2.โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่แล้งซ้ำซาก อ.สนม อ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์ 3.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ต.เพี้ยราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ 4.กิจกรรมก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 226 ตอน สุรินทร์ ห้วยทับทันระหว่าง กม.187+420 กม.233+891 รวมระยะทาง 46.471 กิโลเมตร 5.กิจกรรมก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 2077 ตอน สุรินทร์-สังขะ ระหว่าง กม.12+010-กม.26+700 และ กม.29+800-กม.39+800 รวมระยะทาง 24.690 กิโลเมตร 6.ผลักดันให้ จ.สุรินทร์ เป็นศูนย์บริการทางการแพทย์ (ศูนย์สุขภาพสู่เออีซี) 7.โครงการโลกของช้าง 8.ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก่อสร้างสนามบินสุรินทร์ เพื่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว 9.โครงการพัฒนาและฟื้นฟูเหมืองหินอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้างและการท่องเที่ยวบริเวณเชิงเขาพนมสวาย ต.นาบัว อ.เมืองสุรินทร์ และ ต.ไพล อ.ปราสาท จ.สุรินทร์
โดยมีข้อเสนอขอรับการสนับสนุน : งบประมาณในการขอรับสนับสนุนเพื่อก่อสร้าง - ถนนคอนกรีต - ระบบไฟฟ้า - เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ - ปรับภูมิทัศน์
ครม.สัญจร” บุรีรัมย์ “เนวิน” ได้เต็มเปา“บิ๊กตู่” กลับบ้านมือเปล่า!!!???
ท่ามกลางกระแส “ดูดส.ส.” ของคนใน “รัฐบาล” ที่หนาหูขึ้นทุกขณะ และทิศทางของแรงดูดล่าสุดกำลังมุ่งหน้าสู่ “พื้นที่อีสานใต้”
ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า “บุรีรัมย์” เป็นเป้าหมายถัดไป ใครที่คิดจะดูด “ขุนพลภูมิใจไทย” ไปร่วมทัพ คนเดียวที่จะปล่อยไฟเขียวได้คือ “บิ๊กเน เนวิน ชิดชอบ”
ดังนั้นต้องจับตา การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ ครม.สัญจร ที่เที่ยวนี้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” หอบหิ้ว ครม.ไปประชุมกันที่ จ.บุรีรัมย์ ช่วง 7-8 พฤษภาคมนี้ ภายใต้แคมเปญว่า “นครชัยบุรินทร์”
ซึ่งการมาเยือนของ “บิ๊กตู่” รอบนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “บิ๊กเน” จะได้หลายเด้ง สมใจ และสานฝัน ดัน “บุรีรัมย์” เป็น “สปอร์ตซิตี้” ได้จริง
เด้งแรกที่จะได้ใจไปเต็มๆ คือ งบพัฒนากว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ใน 5 เรื่องพื้นที่จังหวัดอีสานใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ “อนุสรณ์ แก้วกังวาล” เปิดเผยว่า “กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์” ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ จะของบพัฒนากลุ่มจังหวัด โดยเน้น 5 เรื่อง คือ 1.โครงการน้ำเพื่อการเกษตร การป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้ง, 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ระบบระบายน้ำในเมืองใหญ่ การขยายสนามบินบุรีรัมย์, 3.การค้าขายชายแดน และการท่องเที่ยว, 4.การพัฒนาคุณภาพชีวิต และ 5.การดูแลด้านสาธารณสุขขนาดใหญ่ ผ่านการตั้งศูนย์การแพทย์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อรองรับการแข่งขันกีฬาระดับโลก ที่จะเกิดขึ้นในบุรีรัมย์ รวมถึงศูนย์ดูแลผู้ป่วยในพื้นที่อีสานใต้
โดยเม็ดเงินทั้งหมดประมาณ 2 หมื่นล้านบาทนั้น จะโฟกัสที่ จ.บุรีรัมย์ เพราะพื้นที่นครราชสีมาและชัยภูมิ มีโครงการพัฒนาพื้นที่ไปแล้วจากการประชุม ครม.สัญจรรอบที่ผ่านมา
เด้งถัดมา คือ โครงการขยายสนามบินบุรีรัมย์ เพื่อพัฒนาพื้นที่ไว้รองรับการหลั่งไหลของประชาชน ที่จะเข้าชมการแข่งขันโมโต จีพี ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่ ครม.อนุมัติให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2018-2020 ไปก่อนหน้านี้ และเด้งต่อมา เมื่อ “เนวิน” ฝันถึง “สปอร์ตซิตี้” การขอจัดตั้งศูนย์การแพทย์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อรองรับการแข่งขันระดับโลก และการท่องเที่ยวเชิงกีฬา จึงถูกผลักดันตามมา
โดยแผนทั้งหมดได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว รอชง “ครม.” ไฟเขียว ซึ่งไม่น่าจะมีอะไรผิดไปจากนี้ ทุกอย่างจะจบลงด้วยความแฮปปี้เอนดิ้งของคนบุรีรัมย์ โดยเฉพาะ “เนวิน”
แต่หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ผลประโยชน์ที่คนบุรีรัมย์จะได้รับ จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ “รัฐบาล คสช.” หรือเกี่ยวกับเกมดูด ส.ส.ภูมิใจไทย อย่างไร
เอาเข้าจริง เฉพาะเรื่อง แผนพัฒนาพื้นที่ อาจไม่ใช่แรงผลักที่แท้จริง ที่ “บิ๊กเน” จะคิดหันหัวเรือไปซบ “คสช.” แต่อาจเป็นข้อกังวลใจ ที่เกิดขึ้นกับหลังบ้าน “เนวิน ชิดชอบ” ก็เป็นได้
อย่าลืมว่า “ซ้อต่าย กรุณา ชิดชอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์" ภรรยาของเนวิน ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ทุจริตเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้สมาคมกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 20 ล้านบาท เพื่อพาประชาชนร่วมชมและเชียร์ฟุตบอลทีม “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ส่อเป็นการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินโดยมิชอบ
ความคืบหน้าเรื่องนี้ “พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ กรรมการป.ป.ช.” บอกว่า ยังไร้ข้อสรุป แม้ก่อนหน้านี้จะเคยบอกว่าคดีนี้ต้องจบให้ได้ภายในปี 60 โดยล่าสุดการพิจารณาข้อมูลต่างๆ เพื่อนำไปสู่การสรุปสำนวนในชั้นอนุกรรมการไต่สวน ขณะนี้เปิดเผยไม่ได้ว่า นางกรุณา ได้เข้าให้ถ้อยคำต่ออนุกรรมการไต่สวนแล้วหรือไม่
เรื่องนี้ จึงถูกหลายคนนำไปตั้งข้อสังเกตว่า “รัฐบาลคสช.” จะใช้เป็นเครื่องต่อรองกับ “ก๊วนเนวิน” และ “ภูมิใจไทย” เพื่อบีบให้มาเป็นฐานสนับสนุนทางการเมืองหลัง “เลือกตั้ง” หรือไม่ เพราะดูองคาพยพของ “กรรมการป.ป.ช.” ที่ถูกตั้งขึ้นภายใต้รัฐบาล คสช. และมีความใกล้ชิดกับ “พี่ใหญ่คสช.” อาจนำกลยุทธ์ที่ว่า "จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด" มาใช้ในเกมนี้หรือไม่?
ดังนั้น “เนวิน” คงต้องดีดลูกคิดอย่างหนัก ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ถึงจะวิน-วิน ทั้งคดีของภรรยาสุดเลิฟ กับ เกมการเมือง
ทว่าชื่อชั้นระดับ “เนวิน” ผู้ผ่านการเมืองมาอย่างโชกโชน ผู้ที่รอดพ้นขุมนรกตามที่เจ้าตัวเคยนิยามไว้ คงมีกลยุทธ์ปกป้องคนใกล้ตัวไม่ให้ต้องเจ็บช้ำ และคงไม่ยอมตกเป็นรองง่ายๆ ซึ่งเราอาจเห็นเงื่อนไขสุดเขี้ยว หากถูกบังคับให้ตอบรับเป็น “พันธมิตร” กับ “พรรคประชารัฐ” หรือพรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นเพื่อหนุน “บิ๊กตู่” ควบเก้าอี้นายกฯ อีกสมัย
โดยนัยหนึ่งที่อาจถูกส่งผ่าน คือ เครื่องมือและกลไกที่จะทำให้ “ส.ส.พรรคภูมิใจไทย” ได้จำนวนที่เกินเป้าหรือเพียงพอต่อการค้ำยันเสถียรภาพของรัฐบาลชุดหน้า
เมื่อรูปเกมการเมืองที่อาจจะออกมาได้หลายแนวทาง งานนี้ไม่อาจสรุปรวบรัดได้ แบบฟันธง
แต่ที่เห็นๆ ในการสัญจรอีสานใต้เที่ยวนี้ ของ “พล.อ.ประยุทธ์” และ "ครม." อาจกลับบ้านมือเปล่า ???.



