คอลัมนิสต์

คำสั่งคสช.ขัดรธน.เกิดขึ้นแล้ว?เมื่อ.สมาชิกพรรคเดิมลดฮวบ!

คำสั่งคสช.ขัดรธน.เกิดขึ้นแล้ว?เมื่อ.สมาชิกพรรคเดิมลดฮวบ!

08 พ.ค. 2561

สมาชิกพรรคเดิมลดฮวบ หลังครบ 30 วัน ที่ให้ยืนยันตน ตามคำสั่งหัวหน้าคสช. 53/2560 ถือว่าเป็นรูปธรรมแล้วหรือไม่ว่าคำสั่งนี้ขัดรัฐธรรมนูญ โดย โอภาส บุญล้อม

          หลังจากครบระยะเวลา 30 วันที่ให้สมาชิกของแต่ละพรรคการเมือง ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคไปเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา  ปรากฏว่าจำนวนสมาชิกของแต่ละพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม ทุกพรรค ลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย 

          พรรคประชาธิปัตย์         เดิมสมาชิก 2,895,933  คน   เหลือ 103,000 คน   ลดลงกว่า 96.45%

          พรรคเพื่อไทย               เดิมสมาชิก 134,822 คน      เหลือ 13,000 คน     ลดลงกว่า 90.36 %

          พรรคภูมิใจไทย             เดิมสมาชิก  153,384 คน     เหลือ 3,000 คน      ลดลงกว่า 98.05%

          พรรคชาติไทยพัฒนา       เดิมสมาชิก 26,035 คน        เหลือ 3,000 คน      ลดลงกว่า 88.48 %

          พรรคชาติพัฒนา             เดิมสมาชิก 19,573 คน        เหลือ 5,500 คน      ลดลงกว่า  71.91 %

          สำหรับสาเหตุที่สมาชิกพรรค มายืนยันการเป็นสมาชิกพรรคกันน้อย เพราะเงื่อนไขในการยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคที่ทำให้ยากลำบากมากขึ้น คือ กำหนดว่าสมาชิกที่ประสงค์จะเป็นสมาชิกพรรคต่อต้อง 1. ทำหนังสือยืนยันการเป็นสมาชิก 2.แสดงหลักฐานว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม 3.ต้องเสียค่าบำรุงพรรค โดยมีเงื่อนเวลาว่าต้องทำภายใน 30 วัน (นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2561) หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้วยังไม่ดำเนินการดังกล่าวให้พ้นจากสมาชิกพรรค และให้พรรคการเมืองแจ้งสมาชิกพรรคต่อนายทะเบียนภายใน 30 วัน หลังพ้นกำหนดดังกล่าว คือภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2561

           ปรากฎการณ์ที่สมาชิกพรรคการเมืองแต่ละพรรคหดหายจำนวนมากนี้ เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นได้แล้วหรือไม่ว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่ให้ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคภายใน 30 วัน มีผลกระทบต่อพรรคการเมืองอย่างรุนแรง เป็นการทำลายพรรคการเมือง สร้างภาระให้แก่สมาชิกพรรคเกินความจำเป็นและเป็นการไปลิดรอนสิทธิหรือยกเลิกสิทธิที่มีอยู่เดิมของสมาชิกพรรค เข้าข่ายที่จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่  

         สำหรับ คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/ 2560 ่ ก่อนหน้านี้ ได้มีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ยื่นเรื่องร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หรือไม่ 

       ซึ่งต่อมาผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้มีมติว่าคำสั่งหัวหน้าคสช. 53/2560 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โดย คสช.มีอำนาจออกกฎหมาย 

        แต่คำสั่งดังกล่าวมีผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกฎหมายอื่น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงต้องพิจารณาตามคำร้องของผู้ร้อง

         และต่อมาผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติว่า คำสั่งหัวหน้าคสช.53/2560ที่แก้ไขมาตรา140ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ให้สมาชิกพรรคที่ต้องการยืนยันความประสงค์ที่จะเป็นสมาชิกพรรคต่อไป ยืนยันด้วยเอกสารว่าตนเองเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 24 เช่น ไม่เป็นผู้ติดยาเสพติด ไม่มีประวัติอาชญากร และชําระค่าบำรุงพรรคการเมืองภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1เมษายน 2561

        และเมื่อพ้นกําหนดเวลาดังกล่าว สมาชิกผู้ใดมิได้มีหนังสือแจ้งยืนยันการเป็นสมาชิก ให้เป็นอันพ้นจากสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น เป็นการเพิ่มภาระให้กับสมาชิกพรรคการเมือง และขณะเดียวกันพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องดำเนินการแจ้งเกี่ยวกับสมาชิกพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่พ้นกำหนดดังกล่าว เหล่านี้เป็นภาระและลิดรอนสิทธิ จึงเห็นว่ามาตรา 140 ที่มีการแก้ไขโดยคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าว ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

       ในหลักคิดเดียวกัน ผู้ตรวจการแผ่นดินยังเห็นว่า มาตรา 141  ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่แก้ไขโดยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องประชุมพรรค เลือกหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคให้เสร็จภายใน 90 วัน หลังยกเลิกคำสั่งคสช.ที่ 57/2557 และคำสั่งที่ 3/2558 โดยให้มีสาขาพรรคอย่างน้อย 4 สาขา มีสมาชิกอย่างน้อย 250 คนเข้าร่วมประชุมด้วย เป็นภาระให้กับพรรคการเมืองเช่นเดียวกัน เพราะแต่เดิมมาตรา 141 ก่อนมีการแก้ไขได้ให้คำรับรองไว้แล้ว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็ไม่รู้ว่าสาขาพรรคจะอยู่ตรงไหน สาขาพรรคที่เคยได้รับคำรับรองไว้ก็สิ้นสภาพไปโดยปริยาย

           ผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงเห็นว่ามาตรา 140 และ 141 ที่แก้ไขโดยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53 /2560 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560  มาตรา 25,26 และ 27 จึงมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ จะลงมติคำวินิจฉัยในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้

         หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. 53 /2560 ขัดกับรัฐธรรมนูญ ทางปฏิบัติตามกฎหมายถือว่าคำสั่งดังกล่าวสิ้นผล และถือว่าการตัดสิทธิประชาชนที่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอยู่เดิม แต่ไม่ได้ยืนยันความเป็นสมาชิกภายในวันที่ 30 เมษายน สิ้นผลไปด้วย 

      ซึ่งในทางการเมือง อาจเป็นที่ไม่สมหวังของ“ผู้มีอำนาจ” ที่ต้องการให้พรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมมีสมาชิกพรรคเป็นฐานเสียงน้อยลง  โดยมองว่าหากสมาชิกของพรรคการเมืองเดิมมีจำนวนลดลง ่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าตนเองและกลุ่มการเมืองที่สนับสนุน จะได้มีโอกาสสืบทอดอำนาจได้ 

      แต่ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่ใช่ว่าจำนวนสมาชิกของพรรคการเมืองใดน้อยลง แล้วจะทำให้ความนิยมที่มีต่อพรรคการเมืองนั้นน้อยลงไปด้วย เพราะถ้าสุดท้ายแล้วประชาชนเห็นว่านโยบายหรือการทำงานของพรรคการเมืองนั้นๆ จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติได้ เขาก็สามารถลงคะแนนเลือกตั้งให้ได้  

       สุดท้ายต้องรอลุ้นกันต่อไปว่า..ศาลรัฐธรรมนูญ จะหยิบเอาผลที่ปรากฏเป็นรูปธรรมจากการที่จำนวนสมาชิกพรรคการเมืองเดิมลดน้อยลงอย่างมาก อันเป็นผลจากคำสั่งหน้า คสช.ที่ 53 /2560  มาประกอบคำวินิจฉัยหรือไม่ มากน้อยเพียงใด