คอลัมนิสต์

 นักโทษไม่ใช่"ทิชชู"เปื้อนคราบ จนต้องนำไปทำลาย

 นักโทษไม่ใช่"ทิชชู"เปื้อนคราบ จนต้องนำไปทำลาย

09 พ.ค. 2561

ปัจจุบันราชทัณฑ์มองนักโทษเปลี่ยนไปจาก"ทิชชู" ที่เมื่อใช้แล้วเปื้อนคราบก็โยนทิ้ง เปลี่ยนเป็น"ผ้าเช็ดหน้า"ต้องซักให้สะอาด นำมาใช้ใหม่ โดย ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

          ต้องยอมรับว่าสังคมมีมุมมองด้านลบต่อนักโทษในเรือนจำ ผู้พ้นโทษที่เคยผ่านคุกผ่านตะราง เมื่อถูกปล่อยออกมา ส่วนใหญ่มักถูกกีดกันจากสังคม บ้างก็กลัวว่าคนเหล่านี้จะออกมาทำผิดซ้ำ จ้างงานไว้ก็เสี่ยงจะถูกขโมยของ กำแพงความคิดเหล่านี้เองที่เป็นแรงผลักให้ผู้พ้นโทษวนเวียนเข้าๆออกๆ ข้ามไม่พ้นรั้วเรือนจำ

 นักโทษไม่ใช่"ทิชชู"เปื้อนคราบ จนต้องนำไปทำลาย

 

       จาก “ทิชชูโมเดล” สู่ “ ผ้าเช็ดหน้าโมเดล ”

        หลักคิดในแนวอาชญาวิทยา อธิบายเข้าใจง่ายๆ ของ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ช่วยเปิดให้เห็นมุมมองใหม่จากการปฏิบัติต่อนักโทษ ผ่าน “ทิชชูโมเดลกับผ้าเช็ดหน้าโมเดล”

         “ทิชชูโมเดล” เป็นทฤษฎีเก่า มุมมองเดิมๆ ที่มองนักโทษเป็นคนพวกเปรอะเปื้อน เปรียบแล้วไม่ต่างจากกระดาษทิชชูใช้แล้วทิ้ง การปฏิบัติกับ "ทิชชู" คือนำไปกำจัด ไม่นำมาใช้ใหม่ การลงโทษนักโทษในอดีตจึงต้องเอาตัวไปปล่อยเกาะ กักขัง กระทำทารุณกรรมต่างๆนานา ลงโทษเพื่อแก้แค้น

 นักโทษไม่ใช่"ทิชชู"เปื้อนคราบ จนต้องนำไปทำลาย

         นอกจากนี้ ทฤษฎีดั้งเดิมกำหนดค่อนข้างตายตัวว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดในคดีเดียวกัน ข้อหาเดียวกันต้องได้รับโทษรุนแรงสถานเดียวกันทั้งหมด ประมวลกฎหมายที่ตราและบันทึกไว้ในหน้ากระดาษเขียนไว้ชัด ก็เพื่อปกป้องสังคมให้ปลอดภัยจากอาชญากร โดยการลงโทษไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นคนบ้าใบ้ ชายขอบ ไร้การศึกษา ยากจน ถ้าทำผิดในคดีประเภทเดียวกัน ต้องได้รับการลงโทษเหมือนกัน การลงโทษในทฤษฎีเก่าจึงเป็นการลงโทษเพื่อแก้แค้นให้สาสมกับความผิดที่ก่อ

                  นักโทษไม่ใช่"ทิชชู"เปื้อนคราบ จนต้องนำไปทำลาย

                                           พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์

            แต่โลกปัจจุบันมีทฤษฎีแนวใหม่ โดยมองว่าทรัพยากรเป็นสิ่งสำคัญ แม้แต่กระดาษใช้แล้วยังต้องนำมารีไซเคิล ดังนั้นทรัพยากรมนุษย์จึงไม่ควรถูกกำจัดทิ้ง เมื่อทำผิดคิดร้ายต้องถูกส่งตัวเข้ารับการแก้ไข ฟื้นฟู    

           หลักที่นำมาใช้ในการดูแลคุมขังนักโทษ ควรเป็น “ผ้าเช็ดหน้าโมเดล” ผ้าเช็ดหน้าที่ถูกนำไปเช็ดคราบเปื้อน ต้องถูกนำไปซัก ถ้าเปรอะคราบหนัก ฝังลึกต้องแช่น้ำยา ซักให้ขาวแล้วนำไปรีด เพื่อเอากลับไปใช้ใหม่ หากนำไปใช้แล้วสกปรก เปรอะเปื้อนอีก ก็ต้องถูกนำกลับมาซักใหม่ โดยรอบที่ 2 ต้องออกแรงขยี้ให้มากขึ้น และแช่น้ำยาให้นานกว่าเดิม

      " … คนต้องโทษก็เช่นกัน เมื่อเขาทำผิดคิดร้าย ถูกจับตัวส่งเข้ารับโทษในเรือนจำ สิ่งที่พวกเขาควรได้รับทุกวันตลอดระยะเวลาที่ถูกจองจำ คือ นำตัวเข้ารับการฝึกวินัย ให้ตระหนักรู้ถึงกฎระเบียบ นำศาสนาเข้าขัดเกลาจิตใจ และได้รับการศึกษาเล่าเรียน โดยเรือนจำเปิดกว้างให้เข้าถึงการศึกษาทุกระดับ ไม่จะเป็นมัธยม ปวช. ปวส. ส่งเสริมให้เรียนได้จนถึงระดับปริญญา"

       นักโทษไม่ใช่"ทิชชู"เปื้อนคราบ จนต้องนำไปทำลาย

           จากนั้นทุกคนต้องได้รับการฝึกทักษะอาชีพตามความชอบและความถนัดของแต่ละคน เช่น เชฟทำอาหาร บาริตต้าชงกาแฟ นวดแผนไทย ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ดีไซน์เนอร์ ต่อยอดผลิตอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ หรือเป็นแรงงานป้อนให้นิคมอุตสาหกรรมหลังพ้นโทษไม่ว่าจะด้วยการพักการลงโทษหรือติดคุกจนครบกำหนดโทษ ราชทัณฑ์จะจัดหางานรองรับ และมีทุนประกอบอาชีพให้ พร้อมการติดตามประเมินผลระหว่างคุมประพฤติ เมื่อคนเหล่านี้อยู่ดีมีสุข มีบ้านมีอาชีพ ก็จะไม่หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำ 

 นักโทษไม่ใช่"ทิชชู"เปื้อนคราบ จนต้องนำไปทำลาย

              ส่วนประเด็น ผ้า 3 ผืน ซึ่งเป็นผลมาจากการ “บิ๊กคลีนนิ่ง” จัดระเบียบครั้งใหญ่ เพื่อกวาดล้างสิ่งของต้องห้าม โทรศัพท์มือถือ และยาเสพติดในเรือนจำ ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมาอย่างยาวนาน ดังนั้นกรมราชทัณฑ์จึงไม่อนุญาตให้นักโทษสะสมของใช้ส่วนตัวเกินความจำเป็น ป้องกันไม่ให้มีการกักตุนสิ่งของเพื่อขาย สร้างอิทธิพล หรือลอบเล่นพนันในเรือนจำ โดยเฉพาะเครื่องนอนที่อนุญาตให้มีเพียงผ้า 3 ผืน ผืนแรกใช้ปูรองนอน ผืนที่ 2 ห่อม้วนเป็นหมอนรองคอ และผืนที่ 3 ใช้ห่มนอน

              โดยประเด็นดังกล่าวถูกนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีต บก.วอยซ์ออฟทักษิณ ซึ่งต้องโทษจำคุกนาน 7 ปี นำออกมาตีแผ่ว่าเป็นความลำบากในเรือนจำ ขณะนี้ประเด็นดังกล่าวกำลังได้รับแก้ไข โดยกรมราชทัณฑ์ขอใช้งบฯกลาง 190 ล้านบาท จัดซื้อที่นอนยางพารา 300,000 หลัง แจกจ่ายให้เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ 143 แห่ง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ประสบปัญหาราคายางตกต่ำ ขณะเดียวกันก็เป็นการยกระดับมาตรฐานเรือนจำไปในตัว

              แม้แต่คำเรียกขานนักโทษที่กระทำผิดระเบียบเรือนจำ ลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามและยาเสพติดเข้าไปในเรือนจำ หรือก่อเหตุทะเลาะวิวาท ซึ่งเดิมจะถูกลดชั้นเป็นนักโทษชั้นเลว และนักโทษชั้นเลวมาก ก็ถูกเปลี่ยนใหม่เป็น นักโทษชั้นต้องปรับปรุง และชั้นต้องปรับปรุงมาก เพื่อใช้หลักจิตวิทยาบำบัดพฤตินิสัย แทนที่การตอกย้ำซ้ำๆว่า เลวมากเสียจนทั้งชีวิตนี้ไม่สามารถแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนอะไรได้อีกแล้ว

      นักโทษไม่ใช่"ทิชชู"เปื้อนคราบ จนต้องนำไปทำลาย

              นอกจากนี้ ไทยซึ่งเป็นต้นแบบของ “แบงคอกรูล” โดยใช้เป็นมาตรฐานในการคุมขังนักโทษหญิง และใช้“แมนเดลลารูล” เป็นมาตรฐานในการดูแลนักโทษชาย หลายครั้งที่ให้นโยบายออกไป อาจมีผู้ใต้บังคับบัญชาโต้แย้งในใจ มองว่า อธิบดีณรัชต์ นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง พูดได้แต่เรื่องสวยหรู แต่หลังจากเกิดเหตุ นักโทษลักลอบนำยาเสพติดเข้าไปในเรือนจำถูกซ่อมหนักจนเสียชีวิต ได้เกิดกระแสต่อต้านจากสังคมภายนอก จนเหล่าพัศดีและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ต้องหยุดรับฟังและปรับเปลี่ยน เพราะหากไม่เริ่มปรับเปลี่ยนจากตัวเอง ในที่สุดก็จะต้องถูกสังคมบีบให้ปรับอยู่ดี

             วันนี้การดูแลผู้ต้องขัง ผบ.เรือนจำ ต้องปกครองด้วยความเข้าใจและเข้าถึง ไม่ขายจิตวิญญาณคนราชทัณฑ์ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่อะลุ่มอล่วยจนกลายเป็น"หละหลวม" ปล่อยให้นักโทษมีสถานะเหนือผู้คุม

            ที่ผ่านมา ในยุคของ" อธิบดีณรัชต์" ได้มีตัวอย่างไล่ออกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่กระทำผิดวินัยร้ายแรงอย่างน้อย 3 ระลอก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ถูกตรวจสอบพบว่า เกี่ยวข้องกับการนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในเรือนจำ, มีธุรกรรมการเงินเกี่ยวพันกับนักโทษ, ยักยอกเงินฝากของผู้ต้องขัง ,เป็นธุระจัดหาให้นักโทษชายเข้าไปมีเพศสัมพันธ์กับนักโทษหญิง, ขาดงานหรือละทิ้งหน้าที่เกิน 15 วัน

      นักโทษไม่ใช่"ทิชชู"เปื้อนคราบ จนต้องนำไปทำลาย

          ปัจจุบันเรือนจำของไทย มีจำนวนผู้ต้องขังสูงเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ขณะที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มี 12,126 ราย ความจุของเรือนจำทั่วประเทศ 143 แห่ง รองรับผู้ต้องขังได้ 112,348 ราย จากจำนวนผู้ต้องขังมากกว่า 320,000 คน จึงเกินความจุของเรือนจำกว่า 2 เท่าตัว และตามหลักมาตรฐานสากล สัดส่วนเจ้าหน้าที่ 1 คน ดูแลผู้ต้องขัง 5 คน แต่เรือนจำไทยเจ้าหน้าที่ 1 คน ดูแลผู้ต้องขัง 50-100 คน ในส่วนของเรือนนอน เรือนจำไทยคล้ายเล้ากักสัตว์ที่ค่อนข้างแออัด ขณะที่เรือนจำต่างประเทศคล้าย“โฮสเทล”

         เป้าหมายของหลักคิดและวิธีปฏิบัติต่อนักโทษ ที่เปลี่ยนจาก"ทิชชูโมเดล“ เป็น”ผ้าเช็ดหน้าโมเดล"ก็เพื่อคืนคนดีสู่สังคม แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนที่ปล่อยออกไป ยังมีบางส่วนที่กระทำผิดซ้ำ เพราะปัญหาพื้นฐานของพวกเขายังไม่ถูกแก้ไข เคยจนอย่างไรก็จนอยู่อย่างนั้น คนรอบข้างยังใช้ยาเสพติด จึงทำให้ผู้พ้นโทษบางส่วนยังกลับเข้าสู่วงจรเดิมๆ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำตัวกลับเข้ามาพัฒนาซ้ำอีกครั้ง