
คำวินิจฉัย "ศาลรธน." เขย่าการเมือง
คำวินิจฉัย "ศาลรธน." เขย่าการเมือง : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... ขนิษฐา เทพจร
หลังจาก “ศาลรัฐธรรมนูญ” นัดลงมติในคำร้องของ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นำโดย นายกิตติ วะสีนนท์ ให้วินิจฉัยความของบทเฉพาะกาล ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่าด้วยกระบวนการและขั้นตอนได้มาซึ่ง ส.ว. ที่จัดกลุ่มผู้สมัครส.ว.ใหม่, แยกประเภทผู้สมัครส.ว. เป็นโดยอิสระและผ่านการรับรองโดยองค์กรนิติบุคคล และใช้วิธีเลือกกันเองแบบลงคะแนนตรง นั้นขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติ ที่กำหนดให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติมีสิทธิ สามารถสมัครเข้ารับเลือกเป็นส.ว.ได้ ตามมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้
และนัดอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย ในวันเดียวกัน ต่อคำร้องอีก 2 ประเด็นคือ 1.คำร้องที่มาจาก “สนช.” อีกกลุ่มที่ร้องขอให้วินิจฉัยความของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ว่าด้วยการตัดสิทธิดำรงตำแหน่งข้าราชการทางการเมือง นั้นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสาม ที่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต้องถูกจำกัดสิทธิบางประการ และความของร่างพ.ร.ป.ส.ส. ที่กำหนดให้บุคคลอื่นลงคะแนนแทนผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพและผู้สูงอายุ และมาตรา 85 ที่กำหนดให้การลงคะแนนเลือกส.ส. ต้องเป็นทางตรงและลับ หรือไม่ และ 2.คำร้องของตัวแทนพรรคการเมือง ที่ขอให้วินิจฉัยความของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 มาตรา 140 และ 141 นั้น ขัดกับรัฐธรรมนูญ ปมที่ไปกระทบสิทธิของประชาชนด้านการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่
ถือเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตาทันทีว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะออกมา จะเป็นตัวเขย่าทิศทางการเมืองไทย ไปทางไหน ?
ขณะนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายฝ่ายกำลังจับตาเส้นทางการเมืองไทยที่จะคืนสู่ระบบปกติ เริ่มปฐมบทด้วย “การจัดการเลือกตั้ง” ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้ต่อสาธารณะ
ตามบทวิเคราะห์ที่หลายฝ่ายประเมิน รวมถึง “สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” พูดไว้ คือ คำวินิจฉัยต่อร่าง พ.ร.ป.ส.ว. นั้น ถือเป็นจุดโฟกัสสำคัญ เพราะคือ ตัวชี้ชะตาว่าโรดแม็พเลือกตั้งจะเลื่อนหรือไม่
เพราะ สาระที่ “สนช.” ยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น คือ หลักการที่เป็นหัวใจของร่างกฎหมาย และในความของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ว่า หากบทบัญญัติที่เป็นหัวใจ ถูกตีความว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เท่ากับต้องย้อนไปเริ่มต้นยกร่างใหม่
โดย “สมชัย” ฟันธงว่า หากคำวินิจฉัยออกมาในแนวนี้ ต้องขีดวันเพิ่มลงปฏิทินการเมืองไทยอย่างน้อย 180 วัน
ทำให้การเลือกตั้งที่เข้าใจว่าจะเกิดภายในเดือนกุมภาพันธ์ ต้องเลื่อนออกไป ยาวสุดคือ เดือนมิถุนายน 2562
ในชั้นนี้ ตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่า คำวินิจฉัยจะออกมาในทิศทางไหน ก็ไม่ควรใช้จินตนาการถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด โดย “สมชัย” บอกเองว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคงไม่วินิจฉัยไปถึงชั้นนั้น เพราะเป็นเพียงความของบทเฉพาะกาล และหากเนื้อหาขัดจริง อาจจะแก้ไขเพียงเล็กน้อย ผ่านการประชุมร่วมกันของ “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” และ “สนช.” ที่สามารถเร่งรัดกระบวนการ ทำให้เสร็จได้เพียงไม่กี่วัน
ขณะที่ประเด็นต่อ “ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.” นั้น ตามการคาดเดาของผู้จับตาการเมือง เชื่อว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขัดกับรัฐธรรมนูญ จะนำไปสู่การตัดบทบัญญัติตัวปัญหาออก และเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนด
เช่นเดียวกันกับ "คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560" แต่จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย เพราะ พ.ร.ป.พรรคการเมือง มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ความที่ตราขึ้นใหม่ตามคำสั่ง คสช.นั้น หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ ทางปฏิบัติตามกฎหมายถือว่าสิ้นผล ดังนั้นจะถือว่าการตัดสิทธิประชาชนที่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอยู่เดิม แต่ไม่ได้ยืนยันความเป็นสมาชิก ภายในวันที่ 30 เมษายน จะยังคงสถานะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นต่อไป
หากทางออกมาเป็นเช่นนั้น เท่ากับว่า ผู้ที่ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค ไม่ทัน 30 เมษายน หรือผู้ที่ไม่แจ้งยืนยัน จะคงสถานะเป็นสมาชิกพรรคนั้นต่อไป จนกว่าจะแจ้งความประสงค์ลาออกในมุมของพรรคการเมืองในระบบ ถือเป็นเรื่องสร้างประโยชน์แต่พรรคการเมืองใหม่ หรือกลุ่มการเมืองที่เตรียมจัดตั้ง หรือคนที่คิดจะย้ายพรรคแต่ไม่อยากยื่นใบลาออก อาจจะเจอข้อติดขัดบ้างเล็กน้อย
เพราะต้องรอสมัครสมาชิกพรรคใหม่ หลัง “คสช.” ปลดล็อกคำสั่งที่ 53/2557 และคำสั่งที่ 3/2558
นอกจากนั้น คำวินิจฉัยของศาล อาจสร้างแรงกระเพื่อม “คสช.” อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะการออกคำสั่งใด ที่เป็นบทหักล้างกฎหมายรอบหน้า ต้องคำนึงถึงสาระและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น จะสร้างบรรทัดฐานโดยทันที ต่อคำสั่ง คสช.ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ อาทิ คำสั่งห้ามใช้สิทธิรวมตัวของประชาชนตามวิถีทางประชาธิปไตย ว่าต้องสิ้นผลไปด้วยหรือไม่
ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ จะเป็นตัวชี้ชะตาการเมืองไทยครั้งสำคัญไม่ว่าผลจะออกมาทางไหน เพราะหากเนื้อหา ตีความ ทุกคำร้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ คนที่จะถูกตั้งคำถามและได้รับผลกระทบมากสุด คือ “คสช.” นั่นเองว่า เขาจะพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและการสืบทอดอำนาจไปยาวๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



