คอลัมนิสต์

 "อภินิหารแห่งการดูด"  เมื่อกฎหมายถางทางให้ "ช็อป"

"อภินิหารแห่งการดูด"  เมื่อกฎหมายถางทางให้ "ช็อป"

04 พ.ค. 2561

"อภินิหารแห่งการดูด"  เมื่อกฎหมายถางทางให้ "ช็อป" : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน  โดย....  อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

 

          ก่อนสงกรานต์ “ภูมิธรรม เวชชยชัย” รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาบอกว่าให้ระวัง “อภินิหารแห่งการช็อป” โดยอธิบายว่า ได้รับแจ้งจากนักการเมืองว่าได้รับการติดต่อทาบทาม โดยพรรคใหม่บางพรรคที่คิดไปดึงไปดูด นักการเมืองที่คาดว่าจะได้เบอร์สอง แม้ไม่ชนะเลือกตั้งแต่คะแนนก็ไม่เสียไป เขาบอกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นแน่ และผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือน เราก็ได้เห็นพลังดูด ที่สั่นสะเทือนวงการเมือง

 

          คำถามคือการหยิบเอาคำว่า “อภินิหารแห่งกฎหมาย” มายั่วล้อก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น  “อภินิหารแห่งการช็อป” มีที่มาจากอะไร และทำไมถึงต้องเป็น “อภินิหาร” 

          จริงอยู่ที่การดูดเป็นเรื่องปกติทางการเมือง ซึ่งขึ้นกับว่าจะดูดแบบสว่าง หรือดูดแบบมืด ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้ผลประโยชน์แลกเปลี่ยน หรือเสนอการให้ไม่เอาโทษเป็นเงื่อนไข แต่การดูดนั้นต้องมีพื้นฐานอยู่ที่ว่าดูดอย่างไรให้เขามาและมีประโยชน์ต่อตัวเองมากที่สุด ดังนั้นทางการเมืองดูดแล้วต้องมีแต้ม ดูดแล้วต้องสามารถเพิ่ม ส.ส. ในมือได้

 

 "อภินิหารแห่งการดูด"  เมื่อกฎหมายถางทางให้ "ช็อป"

 

          อย่างไรก็ตามการดูดแบบเดิมนั้นอาจจะใช้ไม่ได้ในสมัยปัจจุบัน ที่มีเรื่องกระแสเข้ามาเป็นตัวตั้ง  เพราะนักการเมืองที่ลงชิงชัยในการเลือกตั้งนั้นต่างก็หวังจะชนะและเข้ามามีตำแหน่ง ส.ส. ทั้งสิ้น ในอดีตตัวบุคคลอาจจะสำคัญ แต่หากกระแสแรงจัดแบบที่เป็นอยู่ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา การย้ายพรรคไปสู่สิ่งที่ขัดหูขัดตาประชาชนก็อาจจะทำให้พวกเขาสอบตกได้ นักการเมืองเกรดเอ เสียงดีมีคะแนนก็มักจะรู้ว่าควรจะอยู่ตรงไหนหรือไม่ควรไปตรงไหน  ดังนั้นต่อให้อยากดูดก็อาจจะดูดไม่ได้ หรือถ้าดูดได้แต่ของที่ไม่เข้าเป้า


          การออกแบบกติกา กฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับภารกิจเปลี่ยนรูปการเมืองออก

          ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าการปฏิรูปการเมืองไทย เคยทำมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2540 และสามารถทำได้อย่างประสบผลสำเร็จส่งผลให้เกิดระบบที่เรียกว่าสองพรรคการเมืองใหญ่แข่งขันกัน เกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ที่ต่อมาโจมตีกันว่ามีความเข้มแข็งจนเกินไปและเกิดระบบการผูกขาด

          หากอยากเห็นการเมืองที่ต้องการอีกครั้งคือ มีพรรคร่วมรัฐบาลที่ีอำนาจต่อรอง ไม่เกิดการผูกขาดโดยพรรคใดพรรคหนึ่ง  รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ รวมถึงโจทย์ใหม่เรื่องการสร้างพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐจากเจ้าของพื้นที่เดิมก็จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งอีกครั้ง

 

 "อภินิหารแห่งการดูด"  เมื่อกฎหมายถางทางให้ "ช็อป"

 

          นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของ “อภินิหารแห่งการช็อป”

          ระบบการเลือกตั้งเดิมที่ออกแบบมาเมื่อปี 2540 นั้น จัดให้มี ส.ส. ในสองระบบคือ  “แบ่งเขต” และ “บัญชีรายชื่อ”  โดยประชาชนสามารถลงคะแนนด้วยบัตรสองใบ  ใบแรกเลือก ส.ส.เขต อีกใบเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือที่เรียกกันว่า “เลือกพรรค”  โดยแบบแบ่งเขตนั้นใช้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียว มีผู้ชนะได้เพียงคนเดียว ขณะที่แบบบัญชีรายชื่อจะเอาคะแนนมารวมทั้งประเทศ จากนั้นก็จะนำมาหารด้วยจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งอาจจะเป็น 100-125-150 ตามแต่ละสมัยจะกำหนด

          แต่ระบบเลือกตั้งใหม่ที่กำหนดสเปกผ่าน “รัฐธรรมนูญ” และ “กฎหมายเลือกตั้ง” นั้นถูกเรียกว่าระบบ “สัดส่วนผสม” แม้เบื้องต้นจะมี ส.ส.สองระบบคือ “แบ่งเขต”  และ “บัญชีรายชื่อ” เหมือนที่ผ่านมา  แต่การได้มานั้นมีความต่างกันอยู่ไม่น้อย เพราะส่วนหนึ่งถูกกำหนดด้วยสิ่งที่เรียกว่า “เพดานจำนวน ส.ส.”  ผ่านคะแนนเสียงของประชาชนที่เรียกว่า “ป๊อปปูลาร์โหวต” ซึ่งเป็นการรวมคะแนนของคนทั้งประเทศที่มาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

          เช่นหากมีผู้มาใช้สิทธิ 50 ล้านคน ก็จะนำจำนวน ส.ส. คือ 500 คน มาเป็นตัวหาร  ซึ่งก็จะได้ผลลัพธ์ว่าจะต้องมีคะแนนดิบกี่เสียงจึงได้เก้าอี้ ส.ส. 1 ที่นั่ง   หากคิดด้วยตัวเลข 50 ล้าน และหวังจะได้ ส.ส.หนึ่งที่นั่งก็ต้องมีคะแนนเสียงอย่างน้อย 100,000 คะแนน

          จากนั้นจึงกลับไปดูว่าพรรคไหนได้คะแนนเท่าไหร่  หากพรรค “ก.” ได้คะแนนเสียงทั้งประเทศ 1,000,000 เสียง ก็จะมี ส.ส. 10 ที่นั่ง หรือหากมี 20,000,000 คะแนนก็จะมี ส.ส. ได้ไม่เกิน 200 คน 

 

 "อภินิหารแห่งการดูด"  เมื่อกฎหมายถางทางให้ "ช็อป"

 

          นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ป๊อปปูลาร์โหวต”

          ขั้นต่อมาคือหากพรรคใดได้ ส.ส. เขตไม่ถึงเพดานที่กำหนดก็จะให้นำ ส.ส.บัญชีรายชื่อ มาเติมให้เต็มเพดาน เช่น พรรค “ข.” หากเพดาน ส.ส.อยู่ที่ 100 คน แต่ในการเลือกตั้งระบบเขตเขาได้ ส.ส.เพียง 70 ที่นั่ง   ก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มอีก 30 คน เพื่อให้ครบร้อย ตามที่พวกเขาทำคะแนนเพดานกได้

          แต่ถ้าพรรค “ข.” ได้ ส.ส.ระบบเขตครบ 100 คนแล้ว หรือได้เกินกว่า 100 คน บัญชีที่พวกเขาเตรียมไว้ก็จะไม่ถูกนำมาเป็น ส.ส. แม้แต่คนเดียว 

          นอกจากนี้ระบบยังเพิ่มความพิสดารโดยกำหนดให้การเลือกตั้งครั้งนี้แม้จะมีส.ส.สองประเภท ใช้คะแนนสองจุดประสงค์ แต่กลับให้ประชาชนกาบัตรได้เพียงใบเดียว !!!!

          จึงหมายความว่าบัตรหนึ่งใบนั้นจะแปลเปลี่ยนเป็นทั้งคะแนนให้ “คน” และให้ “พรรค” ซึ่งจะทำให้ไม่มีคะแนนใดที่หายไปไหนเลย  จากเดิมที่คนแพ้ จะไม่ได้อะไรติดมือ และอยู่ในสภาพเท่ากับศูนย์ แต่ครั้งนี้คะแนนของพวกเขาจะไม่หายไปกับระบบเขตแต่จะรวมไปเป็น “ป็อปปูลาร์โหวต” 

          หากนักการเมืองลำดับรองรวมกันติดจะเกิดอะไรขึ้น ????

          ถ้านักการเมืองที่สองที่สามรวมตัวกันได้ หรือมีพรรคที่มีที่สองที่สามเยอะๆ คะแนนป๊อปปูลาร์โหวตก็จะมีไม่น้อย  เพราะบางเขตแม้จะแพ้แต่ก็ได้หลายหมื่นคะแนน ซึ่งหากรวมกันเพียงสองหรือสามเขตก็อาจจะเพียงพอต่อหนึ่งเก้าอี้ ส.ส. 

          จะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเขาแชร์ได้สัก 20% ของคะแนนเสียง เพราะนั่นจะหมายถึง 100 ที่นั่ง  เกินกว่าจำนวน 25 ที่นั่งซึ่งจะเสนอชื่อนายกฯ ไปได้มากโข และแน่นอนว่าคะแนนเหล่านี้มีผลต่อการทำงานในสภามากกว่าเสียง ส.ว. เสียอีก 

 

 "อภินิหารแห่งการดูด"  เมื่อกฎหมายถางทางให้ "ช็อป"

 

          หรือหากหวังเพียง 5% หรือ 25 ที่นั่ง หากคำนวนจากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อครั้งที่แล้วที่ประมาณการว่าต้องได้ 75,000 คะแนนต่อ ส.ส. 1 คน  ก็ต้องการเพียง 1.8 ล้านเสียงเท่านั้น ซึ่งต้องถือว่าไม่มากจนเกินไป 

          นี่เองที่ “พรรคการเมืองใหม่” บางพรรคอาจหวังว่าแม้จะดึงนักการเมืองเกรดเอ ที่ชนะแน่ๆ มาร่วมงานไม่ได้ เพราะคนเหล่านั้นย่อมหวังชนะ  แต่นักการเมืองเกรดบีเกรดซีหรือคนที่เสียงดีมีคะแนนแม้จะไม่มาเป็นอันดับหนึ่งก็จะถือว่าจำเป็นในการเก็บเล็กผสมน้อย 

          นี่เองจึงเป็นที่มาของคำว่า “อภินิหารแห่งการช็อป” หรือที่เรียกกันใหม่ว่า “อภินิหารแห่งการดูด”  เพราะลำพังการดูดแบบเดิมอาจจะใช้ไม่ได้ แต่เมื่อเปิดวิกใหม่ เปิดพื้นที่ใหม่  เปิดตลาดใหม่ โดยกติกาใหม่ โครงสร้างใหม่ ก็อาจะทำให้เกมย้ายมาอยู่ฝั่งตัวเอง

          เว้นเสียแต่ว่าที่ดูดมานั้น ดูดได้แต่ของไม่ดี  คนที่มามีแต่ราคาคุย ถ้าเป็นอย่างนั้นเมื่อถึงเวลาก็คงต้องตัวใครตัวมัน

          “ดูดไปดูดมาเพื่อให้มีอำนาจจะไม่เจริญ”
          เมื่อกระแสการดูดกระหึ่มขึ้น คนที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้จัดการให้มีการดูดด้วยหวังตั้งพรรคการเมืองคือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”รองนายกรัฐมนตรี และทีมงาน โดยมีรายงานและคำกล่าวอ้างว่ามีคนใกล้ชิดเขาไป “เดินงาน” ในส่วนนี้  และครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเขาในการพูดถึงคำว่า “ดูด” 

 

 "อภินิหารแห่งการดูด"  เมื่อกฎหมายถางทางให้ "ช็อป"

 

          “สมคิด” เล่าว่าเขาไม่ไม่เคยเจอพวกเขาเลย เพราะไม่มีเวลา เมื่อเห็นข่าวก็รู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่เป็นอะไร เมื่อมาอยู่การเมือง หน้าที่คือทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าเท่านั้นเอง  และบอกว่าเขาไม่เคยพูดว่าจะไปตั้งพรรคการเมือง แต่บอกแค่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ทำงานต่อ ถ้าท่านต้องการ  ส่วนพรรคไหนจะสนับสนุนหรือทำอะไรก็แล้วแต่เขา ทุกกลุ่มเพื่อนกันทั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็รู้จักกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นคนดี พรรคเพื่อไทยก็มีคนดีเยอะ ต้องคิดอนาคตข้างหน้าว่า ถ้าต้องทำงานร่วมกัน แล้วจะทำอย่างไร เราต้องก้าวข้ามความขัดแย้งทั้งหลาย เอาบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง

          “การเมืองเมืองไทยทุกคนรู้จักกันหมด ทุกพรรครู้จักกันหมด ต้องคิดไปข้างหน้า ช่วยกันทำให้ประเทศเจริญได้อย่างไร อย่าไปคิดว่ามุ้งนั้นมุ้งนี้ ดูดไปดูดมาจะได้มามีอำนาจ คิดอย่างนั้นเป็นความคิดที่เก่ามาก จะไม่เจริญ คิดให้ใหม่ๆ ขอให้คิดถึงอนาคตให้มากๆ ทุกคนต้องทำงานเพื่อประเทศทั้งนั้น ผมขอแค่นี้”