
"อนุทิน"วาง"ภูมิใจไทย"เป็นมาสเตอร์คีย์การเมือง:ขอคสช.วางมือ
"อนุทิน" วาง "ภูมิใจไทย" เป็นมาสเตอร์คีย์การเมือง : ขอ คสช. วางมือ : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน โดย... ทีมข่าวคมชัดลึก
“ดีที่สุด เมื่อกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ชัดเจนแล้ว ต้องถือว่าภารกิจของ คสช. สมบูรณ์แล้ว”
หลังปิดกรอบ ให้ประชาชน ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ผลอย่างไม่เป็นทางการ จากพรรคการเมืองพบว่ามีคนมายืนยันเพียง 2-5% จากยอดที่มีสมาชิกอยู่เดิม ถือเป็นตัวเลขที่ดูแล้วน่าใจหาย เมื่อเทียบกับสูตรเลือกตั้งใหม่ที่ต้องใช้เกณฑ์ขั้นต่ำของสมาชิก 8,000 คนต่อพรรคมาเป็นตัวขับเคลื่อนกิจการของพรรคการเมืองโดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าไพรมารีโหวต
แต่ความน่าใจหาย คงทำอะไรไม่ได้ กับคนชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” เพราะเขาวางแนวทางการทำพรรค ไปสู่เป้าหมายครองที่นั่งในรัฐสภา เป็นอันดับ 3 ของพรรคการเมืองที่มีทั้งหมด
ในวันที่ ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ไปสัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวต่อทิศทางการเมือง “หัวหน้าภูมิใจไทย” ระบุผ่านสีหน้าที่ยิ้มแย้มและสบายๆ ว่า “แม้มีสมาชิกที่ยืนยันประมาณ 1,800 คน จากยอดที่มี 1.2 แสนคน ไม่ถือเป็นเรื่องหนักใจ เพราะผมต้องการแบบนี้ แบบมินิมอล เพื่อให้ควบคุมกันได้ง่าย ตรวจสอบกันได้ง่าย โดยเฉพาะเอกสารและรายละเอียดของสมาชิกพรรค อีกอย่างตัวเลขของจำนวนสมาชิกที่มากๆ หรือน้อย ไม่ใช่จุดวัดว่า การเลือกตั้งรอบที่จะมาถึงเราจะได้คะแนนเสียงเท่ากับยอดสมาชิกพรรคที่มายืนยัน เพราะการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ภูมิใจไทยมีสมาชิก 1 แสนคน แต่คะแนนเลือกตั้งที่ได้มีกว่า 3.5 ล้านคะแนนเสียง”
เหตุผลที่เขานอนใจ... เพราะเขาเชื่อมั่นในจุดแข็งของ “ลูกพรรค” ที่เน้นการทำงานอย่างหนัก ความทุ่มเทในพื้นที่ ที่จะเปลี่ยนมาเป็นความนิยมจากประชาชน และผันเข้าสู่คะแนนเลือกตั้งที่จะมาถึง
แม้รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง จะให้ความสำคัญต่อการมีสมาชิกพรรคที่เพียงพอต่อการจัดการเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารีโหวต เพื่อหาผู้สมัครส.ส. แต่เงื่อนไขนั้น ไม่ใช่ปัญหาเพราะด้วยระบบบริหารจัดการพรรค ผ่านผู้ใหญ่ที่วางสายงานอยู่ในภูมิภาคต่างๆ จะเดินหน้าตามกลไก เมื่อถึงเวลาปลดล็อก ปล่อยให้นักการเมืองได้ทำกิจกรรมทางการเมือง
ขณะที่ทิศทางของพรรคภูมิใจไทยต่อการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง “อนุทิน” ย้ำชัดว่า จะไม่ส่งผู้สมัครใน 2 จังหวัดคือ จ.ตรัง ที่ นายหัวชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ปักหลัก และ จ.สุพรรณบุรี ที่ถูกปักหมุดถาวร โดย “วราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาและทีมงาน”
ส่วนที่เหลือนั้น ส่งลงทุกเขตเลือกตั้ง พร้อมโฟกัสผล คือ ชนะทุกเขตเลือกตั้ง เพราะด้วยระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม พ่วงกับวิธีนับคะแนน แบบไม่มีเสียงใดถูกโยนทิ้งลงน้ำ ทำให้เขามั่นใจว่า หลังการเลือกตั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยได้สู้เต็มที่ จะไม่กลับบ้านตัวเปล่าแน่นอน
“เลือกตั้งปี 2554 เราได้คะแนนทั้งหมด 3.5 ล้านเสียง มี ส.ส. 35 คน ตอนนั้นเราส่งเพียง 130 เขต แม้ตอนหลังจะมีส.ส.ของกลุ่มสมศักดิ์ เทพสุทิน ออกไป 9 คน แต่เมื่อดูคะแนนนิยมรอบนั้น 3.5 ล้านคะแนนที่เราต้องรักษาไว้ กับเป้าหมายส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตทั่วประเทศ และดูส.ส.ตัวจริงของพรรค ที่นับยังไงก็จะมีฐานที่ 20 ที่นั่ง ดังนั้นจากตัวเลขที่เกิดขึ้นพรรคภูมิใจไทยจะมีส.ส. 50 คน ต่อให้ได้ส.ส.เขตเพียงที่เดียว แต่อีก 49 คนก็จะมาจากบัญชีรายชื่อแน่นอน วันนี้เราปิดประตูบ้านแล้ว คนในไม่ให้ออก คนนอกไม่ให้เข้า” อนุทิน วิเคราะห์ถึงผลลัพธ์
แต่กว่าจะไปถึงวันเลือกตั้ง ภายในปี 2562 พรรคการเมืองไทยต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่หนักหน่วงประเดิมที่ “พลังดูด” ของผู้กุมอำนาจรัฐ – คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
“หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” หัวเราะกับความเป็นไป พร้อมยืนยันว่า คนของพรรค ไม่มีวันไปไหน ต่อให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นพลังเทอร์โบ เปิดจนเครื่องช็อต ก็ไม่มีวันได้ ส.ส.น้ำดี ส.ส.มืออาชีพไปจากพรรคแน่นอน
พร้อมวิเคราะห์ เกมดูด ส.ส. ว่าเกมที่ดูถูกประชาชน และเป็นสิ่งที่ทำลายบรรยากาศการเมืองที่ดี ลดความชอบธรรมที่จะเกิดขึ้น เพราะคำว่า ดูด คือคำแสลง มีความหมายไม่ดี ดูดฟรีไม่มี ต้องมีสิ่งเข้าแลก ดังนั้นผลเสียคือ ความน่าเชื่อถือ ในความคิดเขามองว่าเครดิตทางการเมืองของผู้แทนราษฎร สำคัญมากกว่าบทบาทหรือได้อำนาจรัฐเพียงชั่วคราว
ส่วนพรรคภูมิใจไทยวันนี้ต้องบอกว่า “ปิดบ้านแล้ว คนในไม่ให้ออก คนนอกไม่ให้เข้า”
จุดเปลี่ยนที่หนักหน่วง ยกสองคือ การหาเสียงเลือกตั้ง ที่ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ประเมินว่ารอบนี้ไม่สามารถแข่งขันกันด้วยนโยบายอีกแล้ว เพราะภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูป 11 ด้านขีดเป็นกรอบจำกัด และล้อมพื้นที่ไว้อย่างแคบ ดังนั้น เวทีหาเสียงรอบหน้า จะถูกไฮไลต์ไปที่ “ใครมีความสามารถมากกว่ากัน”
ซึ่ง “อนุทิน” รับประกันตัวเขาเองว่า ด้วยการผ่านงานด้านบริหารองค์กรขนาดใหญ่ และมีพันธมิตร อย่าง “เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ที่แม้ “เนวิน” จะประกาศวางมือทางการเมือง แต่เขายังเป็นเพื่อนคู่คิดข้างกาย ด้านการเมืองที่เชื่อใจได้ ดังนั้นด้วยสรรพกำลังและพลพรรคที่เขามี จึงเชื่อว่าจะสร้างสรรค์วิธีบริหารจัดการ, งบประมาณภายใต้ข้อจำกัดตามกฎหมาย
อีกทั้งเขาเตรียมใช้ทางสายกลาง ผ่านสโลแกน “สงบ สันติ สามัคคี” เป็นตัวนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งรอบที่จะมาถึง
ขณะที่คู่แข่งทางการเมือง อย่างพรรคในระบบและพรรคที่เตรียมเกิดใหม่ “หัวหน้าภูมิใจไทย” บอกว่า รับมือได้อย่างสบายเพราะภายใต้กติกาเดียวกันไม่มีพรรคการเมืองไหนได้เปรียบไปกว่ากัน
“เราเป็นมืออาชีพไม่กลัวมือสมัครเล่น”
แต่สำหรับ “กลุ่มประชารัฐ” ที่คาดหมายว่าจะแปลงร่างเป็นพรรคของ คสช. และถือธงนำให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผู้นำนอกระบบ คัมแบ็กสู่ไทยคู่ฟ้า ในคราบนายกฯ ระบอบประชาธิปไตย อีกรอบนั้น “อนุทิน” นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนตอบว่า “กติกา และกรอบของรัฐธรรมนูญ 2560 มีบทลงโทษผู้ที่ทุจริต ผู้ที่คอร์รัปชั่นและคนคิดร้ายต่อบ้านเมืองอย่างรุนแรง ใครที่คิดจะทำคงหลบไม่ได้ ขณะที่ด้านสังคม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตรวจสอบกันง่าย หากมีใครสักคนถูกกล่าวหาว่าเป็นคนโกง ต่อให้หลบเลี่ยงบาลีต่างๆ แต่ความรู้สึกคนที่มองว่า คุณโกงๆๆๆ หนักกว่าคำพิพากษาของศาล เดินไปไหนมีแต่ความอับอาย
“ดีที่สุด เมื่อกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ชัดเจนแล้ว ต้องถือว่าภารกิจของ คสช. สมบูรณ์แล้ว เปลี่ยนถ่ายกลับไปสู่ประชาธิปไตย เพราะมันเหมือนปลาคนละน้ำ เอาปลาน้ำเค็มมาอยู่น้ำจืด เอาปลาน้ำจืดมาอยู่น้ำเค็มสักพักก็ดิ้นตายหงายท้อง เพราะเป็นคนละระบบ ดังนั้นควรทำอย่างไรให้การเปลี่ยนถ่ายคล่องที่สุด หากสุดท้ายการเมืองกลับมาห่วยแตก แสดงว่าประชาชนคือผู้ต้องตัดสิน แก้ปัญหาประเทศไม่ใช่กองทัพหรือทหาร”
จุดเปลี่ยนการเมืองที่หนักหน่วงยกสาม คือ การเมืองในรัฐสภา ที่ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” เชื่อว่าภายหลังเลือกตั้งสถานการณ์ไม่มีทางสงบ ราบเรียบ และการเมืองต้องห้ำหั่นกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ “ใคร” จะมานั่งตำแหน่งผู้บริหารประเทศเบอร์หนึ่ง
ในสิ่งที่คอการเมืองวิเคราะห์คือ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องกลับมาเป็นนายกฯ เพราะรัฐธรรมนูญปูทางทุกสายไว้รองรับ แต่ชั้นนี้ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ยังไม่กล้าเดาใจว่า “บิ๊กตู่” จะลงสู่สนามการเมืองจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้หลายคนปักธงนำไปแล้วว่า “หัวหน้าคสช.” ต้องกลับมาเป็นนายกฯ ไม่ว่าจะเป็น “นายกฯ ในระบบเลือกตั้ง” หรือ “นายกฯ คนนอกสนามเลือกตั้ง”
“สิ่งสำคัญหลังเลือกตั้ง คือ ต้องมีคนกลาง คนที่เคารพกติกา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยคือผู้ที่จะทำแบบนั้น แต่สถานการณ์การเมืองที่ยังหาจุดดีลทางการเมืองไม่ได้ อาจมีปัญหาเกิดขึ้น พรรคภูมิใจไทยขอเป็นประตูหนีไฟ และมาสเตอร์คีย์ เพื่อพาทุกคนไปสู่ทางออก”
ในคำถามตอนท้าย ถึงจุดยืนต่อการเลือกผู้บริหารประเทศหลังเลือกตั้ง “พรรคภูมิใจไทย” ไม่ฟันธงว่าจะหนุน หรือไม่สนับสนุน แคนดิเดตจากพรรคใด แต่เขาวางแนวทางไว้ชัดเจน คือพร้อมสนับสนุนบุคคลที่มีคุณสมบัติเป็นคนดี คนที่มีความสามารถ และพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้า
โดยการตัดสินใจเลือกบุคคลอื่นๆ จะเกิดภายใต้เงื่อนไขเดียว คือพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เสียงข้างมากในรัฐสภา เพราะหากพรรคภูมิใจไทยได้ส.ส.เกิน 250 เสียง แน่นอนว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ยอมยก ตำแหน่งนายกฯ ให้คนนอกพรรคแน่นอน
และนั่นก็เป็นทั้งหมดต่อความเห็น จาก “อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ชายที่ถูกจับตาว่าอาจเป็นตัวแปรทางการเมือง หลังเลือกตั้ง
สปอตไลท์ฉายจับตัวแปรที่ชื่อเสี่ยหนู
“อนุทิน ชาญวีรกูล” หรือที่รู้จักกันในนาม “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรคภูมิในไทย พรรคการเมืองที่คาดว่าจะเป็นตัวแปรทางการเมืองที่สำคัญในการเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะมาถึง โดยฉายานี้ได้มาเพราะเขาเป็นบุตรชายของ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” ผู้ก่อตั้งบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ในวันนี้เขาอายุ 51 ปี “เสี่ยหนู” ถือว่าเป็นผู้สืบทอดของบิดาอย่างแท้จริงทั้งในวงการการเมืองและวงการธุรกิจ โดยในด้านธุรกิจเขาเป็น กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทยฯ และในวัยเพียง 30 เขาก็เริ่มก้าวเข้าสู่วงการการเมืองเป็นครั้งแรก ผ่านการผลักดันของบิดา โดยในปี 2539 ได้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จากนั้นปี 2541 เขาก็เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จากนั้นในสมัยรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” ก็ได้ขึ้นชั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (2547) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (2547) แต่ต่อมาเมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทยถูกรัฐประหาร เขาที่อยู่ในฐานะกรรมการบริหารพรรคก็ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปด้วย
ต่อมาเมื่อปี 2552 นายชวรัตน์ได้แยกออกมาทำพรรค “ภูมิใจไทย” โดยมี นักการเมืองจากพรรคพลังประชาชนจำนวนหนึ่งมาอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น “เนวิน ชิดชอบ” “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” “พรทิวา นาคาศัย” “สรอรรถ กลิ่นประทุม” โดยมีจุดยืนเรื่องการปรองดองและเทิดทูนสถาบัน โดยมี “ชวรัตน์” เป็นหัวหน้าพรรค
ต่อมาในปี 2555 “อนุทิน” ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยและได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2555 และเตรียมสู้ศึกการเลือกตั้งปี 2557 แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นก็เป็นโมฆะไป
บุคลิกของเขาและของพรรคนั้น คล้ายกันคือประกาศตัวเป็นพรรคที่อยู่ตรงกลางใจใหญ่มีพรรคพวกเพื่อนฝูงมากมาย และต้องลุ้นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าเขาจะได้ ส.ส.มากี่คน แล้วจะประกาศจุดยืนทางการเมืองเมื่อไหร่ หรือจะเข้าร่วมกับพรคทหารหรือไม่ เขาบอกว่า “ตัวเลข” หลังการเลือกตั้งจะเป็นคำตอบ



