คอลัมนิสต์

'รถ'ไม่ใช่ตู้เซฟ!!อย่าเก็บทรัพย์สิน จอดในห้างฯยังไม่รอด

'รถ'ไม่ใช่ตู้เซฟ!!อย่าเก็บทรัพย์สิน จอดในห้างฯยังไม่รอด

03 พ.ค. 2561

'รถ'ไม่ใช่ตู้เซฟ!!อย่าเก็บทรัพย์สิน จอดในห้างฯยังไม่รอด : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน  โดย...  ทีมข่าวอาชญากรรม

 

          รถยนต์เป็นยานพาหนะที่สร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ในการใช้ชีวิตประจำวัน ฝนตกก็ไม่เปียก แดดจ้าก็ไม่ร้อน แม้จะมีหงุดหงิดกับการจราจรติดขัดบ้างก็ยังพอทนและรับสภาพไปแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยรถยนต์ที่หลายคนซื้อมาไม่ว่าจะเงินสดหรือเงินผ่อน ก็เกิดจากน้ำพักน้ำแรง แน่นอนว่าไม่ใช่คันละบาทสองบาท ซึ่งเชื่อว่าทุกคนมีความกังวลไม่มากก็น้อยในเรื่องของ “รถหาย”!! จึงคอยระแวดระวังเป็นอย่างดี เพราะทุกวันนี้มี “โจรชุม” เหมือนยุง แต่สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นภัยใกล้ตัวของคนมีรถยนต์นอกจากรถหายเพราะถูกโจรกรรมแล้ว ก็หนีไม่พ้น “โจรทุบกระจกฉกทรัพย์” ซึ่งไม่ใช่ภัยรูปแบบใหม่ แต่เป็นภัยที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ มีทั้งโจรหน้าเก่าหน้าใหม่สลับกันก่อเหตุ 

          กระจกห้องโดยสารของรถถือเป็นส่วนที่เปราะบางที่สุดของรถ สามารถถูกทำลายได้โดยง่ายเพียงแค่ออกแรงทุบ ไม่ว่าจะด้วยมือเปล่าหรือของแข็งนานาชนิดเท่าที่โจรจะสรรหามาลงมือ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีคนร้ายก็สามารถเข้าไปรื้อค้นหาทรัพย์สินของมีค่าที่เจ้าของเก็บไว้ภายในรถอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมามีผู้เคราะห์ร้ายทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นคนดัง ศิลปิน ดารา นักร้อง นักกีฬา นักธุรกิจ พ่อค้าแม่ขาย พนักงานออฟฟิศ หรือแม้แต่ตำรวจก็ไม่ได้รับการละเว้นจากบรรดาโจรทุบกระจกรถ บางรายสูญทรัพย์สินเป็นจำนวนหลักแสน หรือมากกว่า บางรายก็โชคร้ายถึงขั้นถูกขโมยรถยนต์ไปด้วย 

 

'รถ'ไม่ใช่ตู้เซฟ!!อย่าเก็บทรัพย์สิน จอดในห้างฯยังไม่รอด

 

          ถึงแม้หลังเกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นตำรวจในแต่ละท้องที่ได้ “ล้อมคอก” เพิ่มการตรวจตราระมัดระวังส่งสายตรวจเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น แต่คนร้ายยังสามารถหาช่องโหว่ รอจังหวะสบโอกาสก่อเหตุได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน เพราะคนร้ายก็พยายามคิดค้นหาวิธีหลบเลี่ยงการทำงานของตำรวจได้อยู่เสมอ 

          จากสถิติการเกิดคดีอาชญากรรม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เคยทำเอาไว้ พบว่า ถนน 4 เส้นทางในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ถ.เกษตร-นวมินทร์ ถ.วิภาวดีรังสิต ถ.พหลโยธิน และ ถ.รัชดาภิเษก โดยเฉพาะ แยกห้วยขวาง เกิดเหตุคนร้ายทุบกระจกรถยนต์ขโมยทรัพย์สินมากที่สุด อาจเป็นเพราะย่านนี้มีร้านอาหารริมทางเปิดให้บริการอยู่จำนวนมาก ประชาชนจึงนำรถไปจอดริมทางโดยไม่ระวัง คนร้ายจึงฉวยโอกาสลงมือได้ง่าย อีกทั้งคนร้ายใช้เวลาในการก่อเหตุไม่นาน และทรัพย์สินที่ได้จะถูกจำหน่ายไปอย่างรวดเร็ว จึงเป็นอุปสรรคที่ทำให้ตำรวจติดตามจับกุมคนร้ายได้ยาก ทำให้ย่ามใจก่อเหตุอยู่เป็นระยะ แต่ “วิวัฒนาการโจร” ทุกวันนี้ได้ลามเข้าไปก่อเหตุตามลานจอดรถห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่แม้จะมีระบบรักษาความปลอดภัยชั้นดี มีทั้ง รปภ.และกล้องวงจรปิดทุกซอกมุมยังไม่รอด

 

'รถ'ไม่ใช่ตู้เซฟ!!อย่าเก็บทรัพย์สิน จอดในห้างฯยังไม่รอด


          ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ตำรวจนำโดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. พร้อมตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจ สน.พหลโยธิน ได้แถลงผลการจับกุม นายสิริชัย นุชเปลี่ยน หรือ หนุ่ม อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุทุบกระจกรถยนต์แล้วลักทรัพย์สินซึ่งวางอยู่บนเบาะหลังรถยนต์ บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าย่านรัชโยธิน ซึ่ง “โจรมืออาชีพ” รายนี้เผยเทคนิคว่า จะเลือกเหยื่อที่เก็บกระเป๋าไว้เบาะหลัง เป้าหมายที่จะก่อเหตุ มักเป็นที่จอดรถยนต์ในที่ลับตาผู้คน เป็นมุมอับของกล้องวงจรปิดในเวลาดึก พอสบโอกาสจะใช้วิธีเดินเข้าไปมองผ่านกระจกสังเกตดูทรัพย์สินที่วางอยู่เบาะหลังรถยนต์ แล้วทุบกระจกรถหยิบเอาทรัพย์สินไป เมื่อได้แล้วจะเอาไปซุกซ่อนในกระเป๋าสะพายที่เตรียมมา จากนั้นสะพายกระเป๋าเดินหลบหนีออกมาจากที่เกิดเหตุ ปะปนกับประชาชนทั่วไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใช้เวลาเพียง 5-10 นาที ในการก่อเหตุแต่ละครั้ง โดยทรัพย์ที่ได้มาจะนำไปขายเอาเงินไปเล่นการพนัน เที่ยวเตร่ พอเงินหมดก็มาก่อเหตุอีก

 

'รถ'ไม่ใช่ตู้เซฟ!!อย่าเก็บทรัพย์สิน จอดในห้างฯยังไม่รอด

 

          อย่างที่บอกในตอนต้นว่า โจรทุบกระจกเมื่อสบโอกาสไม่มีละเว้นเหยื่อสาขาอาชีพไหน เพราะก่อนถูกจับกุมได้ จอมวายร้ายคนนี้ก่อเหตุกับรถยนต์ของ “บิ๊กตำรวจ” ได้ทรัพย์สินเป็นเงินสด 1 แสนบาท โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง กุญแจตู้เซฟ และกุญแจบ้าน ประวัติก็ไม่ธรรมดา การติดคุกรับโทษไม่ทำให้ “เข็ดหลาบ” เพราะเพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา ซ้ำร้ายเคยก่อเหตุบริเวณลานจอดรถยนต์ที่อื่นอีกไม่น้อยกว่า 30 ครั้ง อย่างเช่น ห้างเอสพลานาด รัตนาธิเบศร์, อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี, ห้างโบ๊เบ๊ เซียร์รังสิต, ห้างเซ็นจูรี่ สุขุมวิท, ห้างเมเจอร์ ปิ่นเกล้า, ห้างเมเจอร์ รัชโยธิน ฯลฯ แถมมีหมายจับ “อื้อซ่า” เป็นหางว่าวตั้งแต่ปี 2551 เรื่อยมาในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

 

'รถ'ไม่ใช่ตู้เซฟ!!อย่าเก็บทรัพย์สิน จอดในห้างฯยังไม่รอด

 

          โจรทุบกระจกรถเหล่านี้พฤติการณ์ส่วนใหญ่แล้วสายตาจะคอยหารถยนต์เป้าหมายที่มีทรัพย์สินมีค่าอยู่ภายในรถ เช่น กระเป๋าเงิน เครื่องคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป ฯลฯ การลงมืออาจ “ฉายเดี่ยว” ทำเพียงแค่คนเดียว หรือมีคนร่วมก๊วนคอยดูต้นทาง เมื่อสบโอกาสก็จะทุบกระจกรถด้านมุมอับที่ไม่มีใครเห็น ดังนั้นการจอดรถในแต่ละครั้ง แต่ละสถานที่ ควรจัดเก็บสิ่งของต่างๆ จะมีค่าหรือไม่มีค่าก็ตามให้ลับตาคน อย่าเปิดเผย อย่าแต่งตัวล่อตาล่อใจแก่ผู้พบเห็น สำหรับสิ่งของหากสามารถนำติดตัวไปด้วยก็จะปลอดภัยเพิ่มขึ้น ซึ่งข้อควรระวังเหล่านี้ตำรวจมักเตือนอยู่เสมอ โดยมีคำแนะนำการระมัดระวังป้องกันอยู่ 4 ข้อหลัก คือ 

          1.อย่าจอดรถในที่มืด เพราะที่มืดคือที่อโคจรในการจอดรถไม่ว่าจะจอดชั่วคราวหรือจอดทั้งคืน เนื่องจากการจอดรถเปรียบเหมือนการฝากทรัพย์สินที่สำคัญ ควรจะจัดหาที่จอดที่ดีสำหรับรถตัวเอง และถ้าเป็นไปได้หาที่จอดที่มีแสงสว่าง และไม่ควรอยู่ห่างจากบ้านตัวเอง เพื่อที่จะได้รับรู้กรณีมีเหตุฉุกเฉิน

 

'รถ'ไม่ใช่ตู้เซฟ!!อย่าเก็บทรัพย์สิน จอดในห้างฯยังไม่รอด

 

          2.อย่าอยู่ในที่เปลี่ยว จำไว้ว่าอย่าจอดรถในที่เปลี่ยวหรือลับตาคนเป็นอันขาด แต่ถ้าไม่สามารถเลี่ยงได้ ให้จอดรถโดยอย่าให้ด้านผู้โดยสารอยู่ด้านนอกถนน และจัดการล็อกรถให้ดี เป็นไปได้ควรเดินออกมาตรวจสอบรถบ่อยเท่าที่จะทำได้ 

          3.รถไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ตู้เซฟ ไม่ต้องวางหรือเก็บของมีค่าเอาไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ทั้งหมด ต้องยอมรับว่าของมีค่าเป็นสิ่งล่อตาล่อใจโจรอย่างมาก แม้หลายครั้งที่โจรทุบกระจกจะเป็นการเดาสุ่ม แต่ก็ต้องเป็นการเดาสุ่มแบบมีความเป็นไปได้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการเคยรู้เคยเห็น ดังนั้นจึงไม่ควรนำทรัพย์สินไว้ในรถ 

 

'รถ'ไม่ใช่ตู้เซฟ!!อย่าเก็บทรัพย์สิน จอดในห้างฯยังไม่รอด

 

          4.สัญญาณกันขโมย เมื่อมีแล้วต้องใช้ให้เป็น ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะสามารถป้องกันโจรได้ หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็ควรปรับตั้งค่าให้มีความอ่อนไหวสูง แต่ไม่ต้องถึงขั้นหมาเห่าหรือรถแรงผ่านยังดัง ควรให้ช่างช่วยปรับตั้งในระดับที่เอามือแปะกระจกแรงๆ แล้วดังก็พอ แม้สัญญาณกันขโมยอาจไม่ช่วยกันของหายแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็พอจะช่วยประวิงเวลาโจร หรืออย่างน้อยมันอาจจะตกใจหนีไปก็ได้

          แม้แนวป้องกันอาจจะเป็นเพียงวิธีพื้นฐาน แต่หลายคนก็มักจะละเลยที่จะปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเรื่องการวางของมีค่าไว้ในรถ ส่วนหนึ่งมาจากความมักง่ายที่ไม่ชอบนำของมีค่าลงไปจากรถ แม้จะชั่วครู่ชั่วคราว จนทำให้เป็นที่หมายตาโจร ดังนั้น “กันไว้ดีกว่าแก้” น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด..!!