คอลัมนิสต์

อาลีบาบารุกไทย... จีนได้ แล้วใครเสีย?

อาลีบาบารุกไทย... จีนได้ แล้วใครเสีย?

02 พ.ค. 2561

อาลีบาบารุกไทย... จีนได้ แล้วใครเสีย? : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน 

 

          “กลุ่มอาลีบาบา ได้ทำความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการสนับสนุนธุรกิจ e-Commerce และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพ...อาลีบาบาและรัฐบาลไทยมีเป้าหมายร่วมกันในอันที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และผลักดันให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ในเวทีโลกได้ผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัลต่างๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ไปพร้อมๆ กับนโยบายด้านอื่นๆ ของประเทศด้วย"

          นี่คือคำยืนยันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา” เมื่อวันศุกร์ที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา ถึงผลประโยชน์ที่คาดว่าไทยจะได้รับ ภายหลังจับมือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับเจ้าพ่อ “อี-คอมเมิร์ซ” อย่าง “แจ็ค ” แห่ง “อาลีบาบา กรุ๊ป” โดยเฉพาะในแง่ของ “นวัตกรรมดิจิทัล” สอดรับกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล คสช.

          และแน่นอนว่าการขายทุเรียนไทย 80,000 ลูกได้ใน 1 นาที ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างอันน่าภาคภูมิใจอีกครั้ง

          แต่อดีต รมช.แรงงาน อย่าง "เอกพร รักความสุข" ว่าที่เลขาธิการพรรคพลังพลเมืองไทย กลับมองสวนทางว่า รัฐบาลไม่ได้ผลักดันอะไรเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 เลย นอกจากเปิดทางให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาฉกฉวยโอกาสจากสินค้าที่มีความต้องการ หรือ “ดีมานด์” สูงอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ไทยก็สามารถสร้างแพลตฟอร์มขายสินค้าของตัวเองได้เช่นกัน

 

อาลีบาบารุกไทย... จีนได้ แล้วใครเสีย?

 

          “แจ็ค หม่า มาเมืองไทย มีความตื่นเต้นได้ว่าสามารถขายทุเรียนได้ 80,000 ลูกใน 1 นาที แต่ แจ็ค หม่า ไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับ 4.0 เลย เพราะ 4.0 ในความหมายที่แท้จริงที่รัฐบาลเคยบอกคือ ‘นวัตกรรม’ ที่จะต้องมีอะไรใหม่ๆ ทำไมเราไม่ทำแอพพลิเคชั่น หรือทำช่องทางการขายแบบ ไทยแลนด์ 4.0 ทำไมเราต้องใช้อาลีบาบา นี่คือวิธีคิดที่จะทำให้ทุเรียนขายได้ด้วยตัวเองแบบ 4.0 เพราะจริงๆ ทุเรียนขายได้อยู่แล้ว การไปใช้ช่องทางอาลีบาบาเป็นการฉกฉวยของกลุ่มทุนต่างชาติที่มาใช้โอกาสในสภาพที่บ้านเมืองเราอ่อนแอ แบบนี้ไม่ใช่ 4.0” อดีต รมช.แรงงาน ระบุ


          ในความเห็นของเอกพร การจับมือกับกลุ่มอาลีบาบา เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล และไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริงอะไรเลย ทั้งยังสะท้อนปัญหาการทำงานของรัฐบาลที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงอีกด้วย

          “ถ้าจะเป็น 4.0 จริงๆ ต้องเป็นเรื่องที่คนต่างชาติมาบอกว่า ติดต่อรัฐบาลไทยแล้วมาใช้ช่องทางของไทยทุกอย่าง และต้องมีอำนาจตัดสินใจในเทคโนโลยีของเรา 4.0 เราจะต้องเหนือกว่า Tmall เราต้องเหนือกว่าอาลีบาบา ฉะนั้นการที่บอกว่าเรา 4.0 เขาต้องมาง้อแอพพลิเคชั่นของเรา แต่ในเวลานี้เราต้องไปง้อขายของที่ขายดีอยู่แล้วโดยใช้แอพพลิเคชั่นของเขา ตัวอย่างแบบนี้จึงเป็นเพียงแค่โฆษณาชวนเชื่อ ส่วนการทำงานของภาครัฐที่ทำได้ยากคือประชาชนไม่มีส่วนร่วม หากมีส่วนร่วม รัฐบาลจะได้แนวคิดที่ดีกว่านี้ แต่นี่รัฐบาลคิดแล้วทำฝ่ายเดียวมันจะเกิดปัญหา”

 

อาลีบาบารุกไทย... จีนได้ แล้วใครเสีย?

 

          ทัศนะของนักการเมืองอย่างเอกพร สอดคล้องกับนักธุรกิจผู้คร่ำหวอดอย่าง “อัมรินทร์ คอมันตร์” ซึ่งมองในมุมลบว่า การจับมือกับยักษ์มีกระบองอย่าง “อาลีบาบา” เป็นการเปิดประตูบ้านให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาทำร้ายธุรกิจไทยซ้ำอีก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มซี ซ้ำรอย “กลุ่มทุนค้าปลีกยักษ์จากต่างชาติ” ที่เคยทำให้โชห่วยไทยล่มสลายมาแล้ว

          “การจะปล่อยให้ทุนข้ามชาติขนาดยักษ์เข้ามา ในขณะที่คนไทยเราเองไม่มีความพร้อม ไม่มีความแข็งแกร่ง ก็เหมือนกับเมื่อก่อนนี้หรือปัจจุบันนี้ที่เราปล่อยให้ทุนค้าปลีกข้ามชาติขนาดยักษ์เข้ามาในประเทศไทย สร้างความวิบัติให้แก่คนไทยเป็นสิบๆ ล้านคน การทำมาหากินของคนไทยทุกระดับ โดยเฉพาะระดับที่มีรายได้น้อยและปานกลางมีความจำเป็นต้องได้รับการปกป้องและได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมากกว่านี้ ไม่ใช่เปิดประตูเชื้อเชิญให้ต่างชาติเข้ามาทำร้ายคนไทย” เป็นเสียงเตือนจากอัมรินทร์ คอมันตร์ ผู้เคยชูธงคัดค้านกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับในอดีต

          อย่างไรก็ดี ข้อสังเกตในแง่ลบเหล่านี้ หากฟังจากนายกรัฐมนตรีที่พูดในรายการศาสตร์พระราชา ก็ต้องยอมรับว่านายกฯ เองก็รับทราบปัญหาอยู่พอสมควร เพียงแต่ในมุมของรัฐบาล คิดว่าการรอให้ไทยพร้อม 100% เสียก่อน ถึงจะเริ่มเปิดรับนวัตกรรมของกลุ่มทุนใหญ่ๆ อาจจะไม่ทันการณ์ ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาล คสช.กำลังทำก็คือ พึ่งพาอาลีบาบา และพัฒนาศักยภาพของไทยไปพร้อมๆ กัน

 

อาลีบาบารุกไทย... จีนได้ แล้วใครเสีย?

 

          “ภายหลังจากการประเดิมด้วยแคมเปญส่งเสริมการขายทุเรียนล่วงหน้าเพียง 1 นาที ก็มียอดการสั่งซื้อถึง 80,000 ลูก ปัจจุบันปิดการขายงวดแรก 3 วันไปแล้ว มียอดจองซื้อทุเรียนไทย 130,000 ลูก หรือ 350 ตัน คิดเป็นเงิน 70 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการส่งมอบ เราใช้บริการของเขา แต่ผู้ผลิตกับผู้บริโภคเขาก็สั่งจอง แล้วก็กำหนดราคาขายไป เข้าออนไลน์ไป เป็นการเชื่อมโยงการซื้อขายออนไลน์ระหว่าง thaitrade.com ของไทยด้วย แล้วก็ Tmall.com ของอาลีบาบา ของเราก็มี ของเขาก็มี เพื่อจะให้เข้ากับระบบการขนส่งสินค้าของอาลีบาบา ซึ่งวันนี้เขามีความพร้อมมากกว่าเรา มีประสิทธิภาพ ขั้นต้นเราก็ต้องพึ่งพาอาศัยเขาบ้าง วันหน้าเราก็สร้างแพลตฟอร์มของเราขึ้นมาให้ทัดเทียม ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควร”

 

อาลีบาบารุกไทย... จีนได้ แล้วใครเสีย?

 

          ถึงที่สุดแล้ว ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้รัฐบาลไทยจับมือกับ “กลุ่มอาลีบาบา” ไปเรียบร้อย ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำจึงไม่ใช่การตีโพยตีพายถึงความไม่พร้อม แต่จะต้องเดินหน้าปรับตัว ปรับวิธีทำธุรกิจ ปรับกระบวนการผลิต และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่นายกฯ พูดในรายการศาสตร์พระราชาเช่นเดียวกัน

          แต่ปัญหาคือสิ่งดีๆ เหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้จริงๆ หรือเป็นเพียงฝันร้ายซ้ำรอยค้าปลีกไทย และธุรกิจอื่นๆ ที่โดนทุนใหญ่กระหน่ำซ้ำซัดตลอดมา