คอลัมนิสต์

สืบชะตาลำน้ำเซบาย รวมพลังป้องเส้นเลือดเลี้ยงชุมชน

สืบชะตาลำน้ำเซบาย รวมพลังป้องเส้นเลือดเลี้ยงชุมชน

02 พ.ค. 2561

สืบชะตาลำน้ำเซบาย รวมพลังป้องเส้นเลือดเลี้ยงชุมชน : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน  โดย...  ศูนย์ข่าวภาคอีสาน

          ที่ผ่านมาการออกมาปกป้องทรัพยากรของชุมชนเราได้มีกิจกรรมที่สะท้อนให้คนในชุมชนและคนภายนอกชุมชนได้เห็นมาตลอด โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมสืบชะตาลำน้ำเซบาย ซึ่งครั้งนี้เราจัดเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่หลากหลายให้ความสำคัญ

          ถึงแม้มติ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ในการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านอุตสาหกรรม และระบบสาธารณูปโภคที่สนับสนุน กรณีโรงงานน้ำตาลทราย ขนาด 20,000 ตันอ้อย/วัน ของบริษัท น้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จำกัด จะผ่านรายงานการวิเคราะห์ในการพิจารณาในรอบที่ 3 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา แต่ชาวบ้านที่อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตร และอีกหลายชุมชนที่อาศัยอยู่ในลำน้ำเซบายยังมีข้อกังขาว่าอีไอเอนี้ผ่านได้อย่างไร เมื่อบริษัทไม่สามารถตอบโจทย์หลายเรื่อง อย่างเช่น ด้านการมีส่วนร่วม ด้านคมนาคม และที่สำคัญด้านสิ่งแวดล้อม

          ในขณะที่ตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ โรงงานผลิตน้ำตาลทราย ตั้งอยู่ที่ ต.น้ำปลีก อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ของบริษัท น้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จำกัด มีขนาดโครงการ 716 ไร่ 2 งาน 37 ตารางวา โดยมีกำลังการผลิต 20,000 ตันอ้อย/วัน ผลิตภัณฑ์ที่ได้เป็นน้ำตาลดิบ ปริมาณ 302,520 ตัน/ปี คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ และเจ้าหน้าที่สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้ลงตรวจสอบพื้นที่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2560 และเสนอคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ในการประชุมครั้งที่ 26/2560 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2560 มีมติไม่ให้ความเห็นชอบรายงาน

          โดยให้โครงการแก้ไขเพิ่มเติมตามแนวทางหรือรายละเอียดที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ กำหนด ต่อมา สผ.ได้รับรายงานฉบับชี้แจงเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ในการประชุมครั้งที่ 42/2560 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ มีมติไม่เห็นชอบรายงาน โดยให้แก้ไขเพิ่มเติมตามแนวทางหรือรายละเอียดที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ กำหนด และถือว่าจบกระบวนการพิจารณารายงาน

          ต่อมาโครงการได้เสนอรายงานฉบับเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 โดยขอลดขนาดพื้นที่โครงการ เป็น 702 ไร่ 2 งาน 53.77 ตารางวา คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เจ้าที่ สผ. ได้ตรวจสอบพื้นที่เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 ฝ่ายเลขาฯ ได้พิจารณารายงานดังกล่าวแล้วมีความเห็นเบื้องต้นให้แก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นการจัดการน้ำ รายละเอียดของโครงการและการใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคม การมีส่วนร่วมของประชาชน พื้นที่สีเขียว และมาตรการ กระทั่งมาถึงวันที่ 14 มีนาคม 2561 ที่ทางคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ได้มีการพิจารณา และมีมติเห็นชอบกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเปิดโอกาสให้ทางบริษัทที่ปรึกษากลับไปทำรายงานฉบับสมบูรณ์

          โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ยังแนะให้บริษัทปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เสนอไว้ในรายงานอย่างเคร่งครัด 

          แต่กลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมในรัศมี 5 กิโลเมตร และชุมชนที่อาศัยทรัพยากรน้ำจากลำเซบาย ก็มีข้อกังขาต่อมติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในประเด็นการมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มกระบวนการที่จะต้องมีก่อนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ทั้งครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ประเด็นการจัดการน้ำในลำน้ำเซบาย ประเด็นความไม่เหมาะสมในพื้นที่ ซึ่งจะมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และประเด็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ผู้พิจารณาไม่ควรจะชี้แนะและให้โอกาสโรงงานอุตสาหกรรมในการแก้รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมซ้ำแล้วซ้ำอีก

          มะลิจิตร เอกตาแสง กรรมการกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ต.เชียงเพ็ง กล่าวว่า แม้จะมีมติจากกรรมการผู้ชำนาญการฯ ให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแห่งนี้ แต่ทางกลุ่มก็ยังมีข้อสงสัยหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นการจัดการน้ำลำน้ำเซบาย เนื่องจากบ้านเชียงเพ็งเป็นหมู่บ้านรอยต่อระหว่าง จ.ยโสธร กับ จ.อำนาจเจริญ ซึ่งมีลำเซบายเป็นตัวกำหนดเขตแดนและเป็นเส้นเลือดใหญ่สำหรับการหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนด้านการใช้ประโยชน์จากน้ำของชุมชน 

          ลำน้ำเซบายคือชีวิตของผู้คน มะลิจิตรแยกแยะให้ฟังว่า อย่างแรกคือ เป็นแหล่งหาอาหารหลักของชุมชน สามารถสร้างเศรษฐกิจให้แก่คนในชุมชน ก่อให้เกิดรายได้ ทั้งในด้านการเกษตรโดยชุมชนอาศัยน้ำจากลำเซบายในการทำนาปี นาปรัง ปลูกถั่วลิสง ปลูกพืชผัก เป็นต้น ใช้เป็นน้ำประปาของหมู่บ้าน และการประมงของชุมชนทั้งสองฝั่งลำเซบาย 

          “หลายชุมชนในลุ่มน้ำนี้ มีวิถีชีวิตผูกพันกับทรัพยากรภายในชุมชน เนื่องจากสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม หรือชาวบ้านเรียกว่าพื้นที่ทามทางทิศตะวันออกของชุมชนมีลำน้ำเซบายไหลผ่าน และยังมีห้วยอีเลิศอยู่ทางทิศใต้ของชุมชน หนองหัวควายอยู่ทางทิศใต้หมู่บ้าน เป็นแหล่งห่วงโซ่อาหารให้พรานปลาได้หากิน โดยเฉพาะลำเซบายเป็นลำน้ำสาขาหนึ่งของแม่น้ำมูล ซึ่งลำน้ำเซบายตอนกลาง ที่ ต.เชียงเพ็ง มีชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งในลำน้ำเซบาย และมีวิถีชีวิตในการเข้าใช้ทรัพยากรจากดิน น้ำ ป่าอย่างหวงแหนทรัพยากรและเข้าใจระบบนิเวศลุ่มน้ำ”

          การที่จะมีบริษัทขนาดใหญ่สร้างใกล้ลำน้ำเซบายซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังระบุว่าจะดึงน้ำจากลำน้ำเซบาย 2 ล้าน ลบ.ม./ปี นั้น แน่นอนว่า ชาวบ้านย่อมเห็นเป็นการแย่งชิงทรัพยากรน้ำที่ชุมชนที่ใช้ประโยชน์ตลอดฤดูกาล

          “ที่ผ่านมาการออกมาปกป้องทรัพยากรของชุมชนเราได้มีกิจกรรมที่สะท้อนให้คนในชุมชนและคนภายนอกชุมชนได้เห็นมาตลอด โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมสืบชะตาลำน้ำเซบาย ซึ่งครั้งนี้เราจัดเป็นครั้งที่ 2 มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญ รวมทั้งชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบายก็ยังมีแนวทางในการคัดค้านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบที่เราไม่เห็นด้วย” มะลิจิตร กล่าว

          ด้าน สิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย อธิบายว่า การจัดงานสืบชะตาลำน้ำเซบาย ครั้งที่ 2 นี้ ทางกลุ่มมีวัตถุประสงค์ชัดเจนดังนี้ 

          1.เพื่อต่ออายุและความเป็นสิริมงคลจะได้เกิดขึ้นกับลำน้ำรวมทั้งผู้คนในชุมชนไปด้วย การสืบชะตาให้แก่ลำน้ำจึงเป็นการแสดงความศรัทธา ความเคารพและเหนือสิ่งอื่นใดคือการร่วมกันแสดงออกถึงความห่วงใยต่อลำน้ำ 

          2.เพื่อเป็นการต่อชีวิตให้แก่ลำน้ำ และเป็นการขอขมาต่อลำน้ำสายน้ำที่มีความสำคัญต่อสรรพสิ่งทั้งมวล รวมถึงผู้คนทั้งสองฝั่งลำน้ำและเป็นการกระตุ้นเตือนให้คนที่อาศัยอยู่บริเวณลำน้ำมีจิตสำนึกช่วยกันรักษาสายน้ำแห่งนี้ให้ยืนยาวอย่างยั่งยืน 

          3.เพื่อสร้างความตระหนักของชุมชน ความหวงแหน ความเห็นคุณค่าจากการใช้ประโยชน์จากลำน้ำเซบาย 

          4.เพื่อสร้างความสามัคคีของคนทุกเพศ ทุกวัย ของชุมชน หน่วยงานราชการ และคนภายนอกได้เข้าใจและให้เห็นความสำคัญของลำน้ำเซบายที่เราได้ใช้ประโยชน์อยู่ทุกวัน 

          5.เพื่ออนุรักษ์ลำน้ำเซบายตลอดจนให้ชุมชน ทุกหน่วยงาน ออกมาช่วยกันปกป้องลำน้ำเซบายให้อยู่คู่กับชุมชนต่อไป

          “ในขณะที่ มติ คชก. เห็นชอบกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในรอบที่ 3 ผมมองว่ายังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและครอบคลุม ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาไม่สามารถอธิบายได้" 

          หนึ่ง ความเหมาะสมในการดำเนินโครงการ ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญที่สุด ที่ทางบริษัทที่ปรึกษา จะต้องดำเนินการก่อนที่จะศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษาความเหมาะสมของโครงการ (Feasibility Study) ทั้งในด้านวิศวกรรมเศรษฐกิจ และผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นขั้นตอนที่สำคัญในกระบวนการวางแผนเพื่อการพิจารณาตัดสินใจในการลงทุนสำหรับโครงการ

          รวมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการด้วยการสำรวจสภาพปัจจุบันและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการดำเนินโครงการ และกำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมรวมถึงการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) ซึ่งทางกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ต.เชียงเพ็ง วิเคราะห์ว่า ความเหมาะสมในการดำเนินโครงการควรที่จะมีก่อนการศึกษาการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เนื่องจากโรงงานอยู่ใกล้แหล่งน้ำสำคัญที่ชุมชนหลายชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงไม่เหมาะในการที่จะตั้งโรงงานในพื้นที่ 

          สอง กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน อันถือว่าเป็นกระบวนการหลักถ้ามีโครงการหรือโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้น ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560 มาตรา ตามมาตรา 57 (1) รัฐต้องอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับการทำกิจกรรม โดยต้องส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นมีส่วนร่วมด้วยตามมาตรา 57 (2) รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์ด้วย และตามมาตรา 78 รัฐต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆการจัดทำบริการสาธารณะ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การต่อต้านการทุจริต รวมทั้งการตัดสินใจทางการเมือง และการอื่นๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชน 

          ถึงแม้ว่ากลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบายจะรับรู้แล้วว่า มติ คชก.เห็นชอบกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของโรงงานน้ำตาลขนาด 20,000 ตันอ้อย/วัน แต่ชาวบ้านก็ยังมองว่ารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของบริษัทที่ปรึกษาทำนั้นไม่เป็นธรรมต่อคนในพื้นที่จริง 

          เมื่อยังไม่มีคำอธิบายเป็นที่กระจ่างเพื่อคลายความกังขาให้แก่ชาวบ้าน แน่นอนว่า พวกเขาจะต้องเดินหน้าหามาตรการเคลื่อนไหวต่อไป
เพื่อยับยั้งกระบวนการที่ดำเนินการผ่านมา ที่พวกเขาเห็นว่าไม่ชอบธรรมและขัดแย้งกับข้อมูลในระดับพื้นที่