
รอดยาก !!..กรรมการสิทธิฯ หวังต่ออายุ
กรรมการสิทธิฯ ชุดปัจจุบัน หวังได้รับการต่ออายุเหมือนกับ กก. ป.ป.ช.ที่ศาลรัฐรรมนูญวินิจฉัยรับรอง แต่สำหรับกรรมการสิทธิฯผลที่ได้รับอาจต่างกัน โดย.. โอภาส บุญล้อม
กรณีประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ( กสม.) “วัส ติงสมิตร”และกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ได้ใช้สิทธิในฐานะส่วนตัว ยื่นเรื่องต่อประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยอ้างว่า พ.ร.ป.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)พ.ศ. 2560 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ใน 3 ประเด็น ซึ่งรวมถึงประเด็นสำคัญ คือ การให้กรรมการสิทธิฯชุดปัจจุบันทั้งคณะ พ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่ พ.ร.ป. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ใช้บังคับ
ซึ่งในส่วนของผู้ตรวจการแผ่นดิน พล.อ. วิทวัส รชตะนันทน์ ก็แสดงท่าทีขานรับในการที่จะส่งเรื่องของกรรมการสิทธิฯให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพียงแต่ขอเวลารวบรวมข้อมูล และจะยกประเด็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรมนูญที่เคยให้ คณะกรรมการ ปปช. ชุดปัจจุบันอยู่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบการพิจารณากรณีของกรรมการสิทธิฯด้วย
ดังนั้นจึงต้องศึกษา คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.ป. ป.ป.ช. ให้ถ่องแท้เสียก่อน จึงจะพอคาดเดาได้ว่า กรณีของกรรมการสิทธิฯ ศาลรัฐธรรมนูญจะเดินรอยตามกรณีของกรรมการ ป.ป.ช ต่ออายุให้กรรมการสิทธิฯ หรือไม่
ประเด็นแรก ศาลรัฐธรรมนูญวางหลักว่า การที่กรรมการในองค์กรใด จะอยู่ได้นานแค่ไหนเพียงไร ให้เป็นไปตามมาตรา 273 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า " ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่เมื่อ พ.ร.ป. ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายลูก ประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว การดำรงตำแหน่งของกรรมการในองค์กรต่างๆ จะอยู่ต่อได้หรือไม่ เพียงใด ย่อมเป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ป. ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรนั้นๆ
แปลความตามนี้ อธิบายง่ายๆว่า การที่กรรมการชุดปัจจุบันในองค์กรใดจะอยู่ต่อได้หรือไม่ ให้เป็นไปตาม พ.ร.ป. ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยกฎหมายลูกเขียนว่าอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น
เห็นได้จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเข้าชื่อกัน ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 185 ที่ไม่ให้นำลักษณะต้องห้ามตามมาตรา11(1) และ (18 ) ของร่าง พ.ร.ป. ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับการห้าม เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอื่น หรือห้ามเป็นข้าราชการเมืองยังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปีนับแต่ได้รับคัดเลือกหรือสรรหา มาใช้กับกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
เนื่องจากลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11(1) และ(18) นั้นเป็นลักษณะต้องห้ามทั่วไปของผู้ดำรงตำแหน่งทุกองค์กรที่นำมาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี 2560 มาตรา 216 (3 ) ประกอบมาตรา 202 (1) และ(4) จึงเป็นกรณีที่ยกเว้นบทหลักของรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดลักษณะต้องห้าม อันเป็นลักษณะไม่พึงประสงค์อย่างยิ่งของผู้ดำรงตำแหน่งทุกองค์กรไว้อย่างชัดเจนแล้ว
ซึ่งในครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพ.ร.ป.ป.ป.ช.ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า " บทเฉพาะกาลของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 1. อาจกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระนั้น ดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระเดิมที่มีอยู่ โดยมีการยกเว้นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามที่กำหนดขึ้นใหม่บางประการ หรือ 2.บัญญัติให้เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป หรือ 3.บัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ขึ้นอยู่กับเหตุผล ความจำเป็นและความเหมาะสมของแต่ละองค์กร
กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า “บทเฉพาะกาล” ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายลูก ซึ่งใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จะเขียนให้กรรมการในองค์กรอิสระชุดปัจจุบัน อยู่ต่อจนครบวาระ โดยยกเว้นไม่นำคุณสมบัติต้องห้ามของกรรมการในองค์กรนั้นๆซึ่งเขียนกำหนดขึ้นมาใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ปี 60 มาใช้กับกรรมการชุดปัจจุบันก็ได้ หรือจะเขียนให้เฉพาะกรรมการ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญใหม่ปี 60 อยู่ในตำแหน่งต่อไปก็ได้ หรือจะเขียนให้กรรมการในองค์กรอิสระชุดปัจจุบัน พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะก็ได้ แม้ว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญปี 60
“กฎหมายลูก”ฆ่า “กฎหมายแม่” ?
เป็นประเด็นที่วิจารณ์กันมากหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้กรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันอยู่ต่อไปได้จนครบวาระ 9 ปี โดยให้เหตุผลว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาเช่นนี้ อาจนำมาซึ่งการที่ทำลายระบบการตรวจสอบถ่วงดุลทั้งระบบที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ที่กำหนดว่า “ กฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จะไปขัดหรือแย้งกับกฎหมายแม่หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญมิได้ ”
แต่ได้รับคำอธิบายจาก“ จรัญ ภักดีธนากุล ” หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในภายหลังว่า ไม่ใช่ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี 60 (มาตรา 273)เองที่ไปเขียนยกเว้นไว้ว่า การดำรงตำแหน่งของคนเดิม จะเป็นอย่างไรให้เป็นไปตามกฎหมายลูก จึงไม่ใช่การเอากฎหมายลูกไปฆ่ากฎหมายแม่
และที่สำคัญ รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เขียนให้ชัดลงไปว่า ให้นำคุณสมบัติต้องห้ามของกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญใหม่ มาใช้กับกรรมการในองค์กรอิสระชุดปัจจุบันที่มีอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญปี 60 บังคับใช้ด้วย แต่กลับไปเขียนว่า แล้วแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายลูกบัญญัติ
กล่าวคือ จะเข้าลักษณะ “กฎหมายลูก” ฆ่า “กฎหมายแม่” ได้ ยกตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญ ปี 60 เขียนว่า ให้กรรมการในองค์กรอิสระแห่งหนึ่งชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการขององค์กรอิสระนั้นมีผลใช้บังคับ แต่ปรากฏว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระนั้น ที่ออกมาในภายหลังกลับเขียนให้กรรมการชุดปัจจุบันอยู่ต่อได้ ซึ่งขัดกัน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในลักษณะดังกล่าวซึ่งเป็นกฎหมายลูก จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญใช้บังคับไม่ได้
ดังนั้นเมื่อพิจารณาดูเกี่ยวกับกรณีของ“กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ซึ่งในบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาตรา 60 ระบุว่า ให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่
ซึ่งเขียนในทำนองเดียวกับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ให้ประธานกรรมการเลือกตั้งและกรรมการเลือกตั้ง ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งใช้บังคับ
อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 1 /2560 ที่ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันอยู่ต่อไปได้ โดยวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 273 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้กำหนดการดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใดของผู้ดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ถือได้ว่ารัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้พิจารณากำหนดการดำรงตำแหน่งต่อไปของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวหรือไม่ให้อยู่ต่อ และเมื่อในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน มาตรา 56 ให้ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ยังคงอยู่ต่อไปได้จนกว่าจะครบวาระ ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันจึงดำรงตำแหน่งต่อไปได้
ดังนั้นเมื่อดูแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านๆมา จึงน่าจะฟันธงได้ว่า โอกาสที่กรรมการสิทธิมนุษยชนฯชุดปัจจุบัน ฝากความหวังให้ศาลรัฐธรรมนูญต่ออายุให้ แสนริบหรี่เต็มทน



