
เคล็ดลับพิชิตถนนมหันตภัย (2-3)
เคล็ดลับพิชิตถนนมหันตภัย (2-3) : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน โดย... ธนรัตน์ ยงวานิชจิต [email protected]
บทความพิเศษเรื่องเคล็ดลับพิชิตถนนมหาภัย มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้รถใช้ถนน ตลอดจนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุ โดยเฉพาะที่มักเกิดมากในช่วงเทศกาลสำคัญของไทย และด้วยเนื้อหาที่ครบถ้วน กองบรรณาธิการ “คม ชัด ลึก” จึงจำเป็นต้องแบ่งนำเสนอเป็น 3 ตอนติดต่อกันไปตั้งแต่ฉบับวันที่ี 11-13 เมษายน
6.ช้าช้าได้พร้างามสองเล่ม ย่อมดีกว่า “รีบรีบได้เสี่ยงตายกัน” ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุและผลกรรมที่ตามมา เช่น เสียเวลาเพิ่มขึ้น เสียทรัพย์สิน เสียค่าปรับฐานขับเร็วเกินกฎจราจร หรือบาดเจ็บ/เสียชีวิต เป็นต้น
ปกติเมื่อเห็นผู้อื่นขับอย่างเร่งรีบก็อดไม่ได้ที่จะต้องเลียนแบบขับเร่งรีบด้วยอีกคน ดังนั้นขอให้ยอมรับความล่าช้า โดยอดกลั้นการขับเร่งรีบตามผู้อื่น ยอมขับต่อท้ายรถที่แล่นเร็วตามกฎจราจร ยอมส่งสัญญาณผ่อนปรนให้รถคันอื่นไปก่อน ทั้งที่ตนอยู่บนทางเอกที่มีสิทธิ์ไปก่อน ยอมหักห้ามใจไม่ขับแซงหน้าแซงหลังรถคันอื่นๆ ราวกับเห็นใครกำลังกวักมือเรียกหาตนด่วน..
7.มองไกลๆ ทอดสายตามองไปข้างหน้าให้ไกลที่สุดเพื่อดูว่าภาวะจราจรและระบบเส้นทางเป็นอย่างไร จะได้ใช้วิจารณญาณตัดสินใจได้ล่วงหน้าว่าควรจะทำอะไรอย่างไรต่อไปจึงจะปลอดภัย จงกวาดสายตาไปมาเพื่อให้รู้ทันเหตุการณ์เบื้องหน้าที่กำลังแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
ระวังอย่าจดจ้อง ณ จุดหนึ่งใดในขณะที่รถกำลังพุ่งไปข้างหน้า เพราะอาจทำให้พลาดจุดวิกฤติต่างๆ เช่น ป้ายเตือนทางโค้งอันตราย หลุมบ่อขนาดใหญ่ คนเดินบนม้าลาย เป็นต้น
8.เว้นระยะห่าง ขอให้เว้นระยะห่างรถคันหน้าอย่างพอเหมาะ เพื่อให้หยุดรถได้กะทันหันปลอดภัย โดยถือ “หลักสามวินาที” คือ จับตามองไปที่จุดเด่นจุดหนึ่งทางด้านซ้ายมือ อาจเป็นป้ายจราจร เสาไฟฟ้า ต้นไม้ หรืออาคารเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ด้านซ้ายของรถคันหน้า ทันทีที่จุดเด่นนั้นเกยกับรถคันหน้าให้เริ่มนับจำนวนวินาทีจนกระทั่งจุดเด่นเดียวกันเกยกับรถตน หากนับได้ต่ำกว่าสามวินาที ก็แสดงว่ารถตนอยู่ใกล้ชิดคันหน้าเกินไป ในกรณีฝนตกให้ใช้ “หลักหกวินาที” เพราะถนนจะอยู่ในสภาพลื่น ซึ่งจะทำให้รถลื่นไถลต่อไปได้ไกลกว่าก่อนฝนตก
ในกรณีมีรถขับจ่อท้ายรถตนอย่างน่าหวาดเสียวเสี่ยงชนอยู่นาน ควรจะทำอย่างไร? ตนอาจรู้สึกขุ่นเคืองใจรุ่มๆ ขึ้นมา ตามด้วยอารมณ์โกรธเดือดดาล ใช้ภาษาหยาบคาย ขับแข่งท้ามฤตยู ตลอดจนจอดรถทำร้ายร่างกายคู่กรณี วิธีเลี่ยงมีอยู่ง่ายๆ 2 วิธี คือ ก. ชะลอความเร็วลง เพื่อให้ด้านหน้ารถตนมีระยะห่างจากคันหน้ายาวเพิ่มขึ้น เปิดทางให้คันหลังที่จ่อท้ายอยู่ขับแซงซ้ายตนขึ้นไปใช้ช่วงห่างดังกล่าว ข. เข้าเลนซ้ายสำหรับรถที่แล่นช้าเพื่อเปิดทางให้คันหลังที่จ่อท้ายอยู่ ขับแซงตรงขึ้นหน้าไป
9.แสดงตนให้เห็นเด่นชัด กดแตรให้คันอื่นได้ยินตามควรเมื่อจำเป็น เปิดไฟใหญ่หน้าไว้แม้เป็นกลางวัน ยกสัญญาณไฟเลี้ยวอย่างน้อย 5 วินาที/ไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ก่อนเปลี่ยนเลน/เลี้ยว พยายามอ่านดูรถคันอื่นว่ากำลังมุ่งไปทิศทางใด ขับช้าหรือเร็ว จะได้ไม่ชนกัน ข้อสำคัญเปิดไฟกะพริบฉุกเฉินหน้าหลังในขณะมีความจำเป็นต้องจอดรถบนเส้นทางสัญจรหรือฉุกเฉิน
10.ระวังผู้ขับสติชำรุด ผู้ขับรถบางคนอาจขับแบบงี่เง่าปัญญาอ่อน เช่น ขับแซงตัดหน้าตนอย่างกระชั้นชิดจนตั้งตัวแทบไม่ติด ขับเลี้ยวตัดหน้าตนขณะออกจากซอยเล็ก (ทางโท) โดย “ไม่ดูตาม้าตาเรือ” ก่อน ขับเบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวาไม่คงอยู่ในเลน ตลอดจนเปิดไฟใหญ่หน้าสูงดวงโตสว่างไสวสุดขีดขณะแล่นสวนมาในเวลาค่ำมืด จนตนตาพร่ามองไม่เห็นทาง ต้องหลบหน้าจ้องไปที่ขอบทางซ้ายให้เป็นแนวนำทาง ดังนั้นขอให้ทุกคนในรถติดเข็มขัดนิรภัยก่อนออกรถเสมอ
11.ง่วงไม่ขับ ก่อนขับรถออกทางไกล จงนอนหลับให้ได้ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน หาไม่แล้วจะรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ตาพร่า ขาดความกระฉับกระเฉง ตลอดจนมีปฏิกิริยาตอบสนองไม่ว่องไวเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้จงหมั่นสำรวจตัวเองดูว่าความง่วงเริ่มเข้ามาเยือนตนหรือยัง?
ความง่วงเริ่มเข้ามาเยือนเมื่อผู้ขับมีอาการต่างๆ https://goo.gl/7EkDmQ ดังนี้
อ้าปากหาวบ่อย หนังตาหนักและจะปิดอยู่เรื่อย
สัปหงก ศีรษะโอนเอนไปมา
จำไม่ได้ว่าขับผ่านอะไรมาบ้างเมื่อครู่ใหญ่
ผ่านป้ายจราจรโดยไม่ทันอ่าน ลืมเลี้ยว
ความเร็วรถไม่ทรงตัว
แฉลบเข้าออกจากเลนที่ขับอยู่
นอกจากนอนหลับไม่พอแล้ว อาหารเครื่องดื่มที่มีรสหวานน้ำตาลสูง อาทิ ข้าวเหนียวสังขยา ขนมเค็ก ขนมหวานไทย ไอสกรีม นมสดโซดา เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำปั่นใส่ผงปรุงแต่ง ตลอดจนขนมหวานห่อกระดาษผลิดจากโรงงาน ฯลฯ อาจนำพาผู้ขับไปเข้าเฝ้า “พระอินทร์” หรือ “หลับใน” ได้ไม่นานเกินรอ และเมื่อถึงเวลาต้องเข้าเฝ้าผู้ขับจะไม่มีโอกาสเอ่ยข้ออ้างปฏิเสธขอตัวแม้แต่คำเดียว
เมื่อน้ำตาลในเลือดหล่อเลี้ยงสมอง ผู้ขับมักขับได้อย่างกระฉับกระเฉง แต่เมื่อน้ำตาลถูกเผาผลาญ/ดูดซับเข้าเซลล์ต่างๆ ในร่างกายจนเกือบหมด ผู้ขับอาจเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียด้วยอาการ “น้ำตาลสลาย” คือมีอาการง่วงนอนอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จน “หลับใน” ไปโดยมิรู้ตัว รถก็กลายเป็นจรวดพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทุกชีวิตทุกสิ่งที่ขวางหน้าอยู่จะถูกผู้ขับ “หลับใน” ชนแหลกลาญหมด https://goo.gl/DWVvco
วิธีแก้ไขขอให้หาที่ปลอดภัยจอดรถ นั่ง/นอนหลับตา ทำสมาธิง่ายๆ ดูลมหายใจเข้าออกลึกๆ และรับประทานผลไม้สดที่ออกรสเปรี้ยวมากกว่าหวาน ทั้งนี้เพื่อให้ความสดชื่นกลับคืนมา https://goo.gl/SsoR6y
เร็วๆ นี้ วิจัยของมูลนิธิสมาคมยานยนต์อเมริกันรายงานว่า 21% หรือเกือบ 1 ใน 4 ของกรณี “ง่วงแล้วขับ” ได้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่มีการเสียชีวิต https://goo.gl/hEP8U6 และมีวิจัยในสหรัฐพบว่า ปีหนึ่งๆ ผู้ขับที่ “หลับใน” ได้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุรถชนกันถึง 100,000 ครั้ง ปัจจุบันอาการ “หลับใน” กำลังได้รับการยอมรับกันแล้วว่า สามารถบั่นทอนสมรรถภาพการขับได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า “เมาสุราหนัก” https://goo.gl/JxGXtg
มีวิจัยพบอีกว่าผู้ขับรถติดต่อกัน 18 ชั่วโมงโดยมิได้พักผ่อนนอนหลับจะมีสมรรถภาพขับรถที่ตกต่ำลงเท่าคนเมาสุราที่มีแอลกอฮอล์ในเลือด (อนล.) 0.05% หากยังขับต่ออีก 6 ชม. สมรรถภาพจะลดเหลือเท่าคนเมาสุราหนักที่มีอนล. 0.10% ตามกฎหมายสหรัฐ ผู้ขับที่มีอนล. 0.8% หรือเกิน จะถูกจับกุมดำเนินคดีรับโทษสถานหนักเข็ดหลาบไปอีกนานแสนนาน https://goo.gl/DUvcP8
นอกจากนี้มีรายงานว่า อุบัติเหตุชนกัน/หวุดหวิดชนกันเนื่องมาจาก “หลับใน” มักเกิดระหว่าง 04.00- 06.00 น. หรือเที่ยงคืน- 02.00 น. และมักเกิดบ่อยที่สุดระหว่าง 14.00-16.00 น. https://goo.gl/KpZGSE
ยิ่งกว่านั้นมีรายงานเกี่ยวกับอาการ “ง่วงนอน” ไว้ว่า ก. 55% ของผู้ขับขี่อายุต่ำกว่า 25 ปี เป็นผู้ก่ออุบัติเหตุในขณะมีอาการ “ง่วงนอน” ข. 60% ของผู้ใหญ่ทั่วไป (168 ล้านคน) รับว่าเคยรู้สึก “ง่วงนอน” ขณะขับรถในช่วงปีก่อน ค. กว่า 1 ใน 3 รับว่าเคย “หลับใน” ขณะรถกำลังแล่นไปข้างหน้า ง. 13% ของกลุ่มนี้รับว่าเคย “หลับใน” อย่างน้อยเดือนละครั้ง จ. 4% (11 ล้านคน) รับว่าเคยมี/หวุดหวิดมีอุบัติเหตุหนึ่งครั้งจาก “หลับใน” หรือเหนื่อยล้าเกินไป เห็นได้ว่า “ง่วงแล้วขับ” เกิดขึ้นได้แก่ผู้ขับจำนวนมากและบ่อยเกินคาด https://goo.gl/qkSvq3
12.เมาสุราไม่ขับ ห้ามดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์อย่างน้อยหนึ่งวันเต็มก่อนขับรถออกทางไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้งดเด็ดขาดตลอดวันที่ขับรถอยู่ หาไม่แล้วอาจมีอาการสายตาพร่า เห็นใกล้เป็นไกล ก้าวร้าวดุดันต่อคน/รถรอบตัว ตลอดจนหมดสติหลับไปเฉยๆ
13.เมากัญชาไม่ขับ ผู้เสพกัญชาจะรับรู้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสในระดับ “ไฮเดฟินิชั่น” คือคมชัดด้วยสีสันเข้มข้นกว่าปกติมาก ซึ่งทำให้สมองมึนชาหมดสมรรถภาพอ่านโลกเบื้องหน้าตามจริง เมื่อเห็นสัญญาณไฟแดง/คนกำลังเดินข้ามถนน ผู้ขับเมากัญชาจะ “สติแตก” ไม่รู้ตัวว่าตนต้องเหยียบเบรกหยุดรถทันที และเมื่อกำลังขับแซงรถคันอื่นอยู่นานกว่าปกติ แต่ไม่สำเร็จ ในขณะที่มองเห็นรถกำลังวิ่งสวนตรงเข้ามา ก็จะไม่รู้ว่าตนต้องรีบชะลอรถหลบเข้าเลนเดิม แต่กลับขับรถผิดเลนต่อไปด้วยความเร็วสูง จนกลายเป็นฆาตกรหฤโหด ประสานงากับรถคันเคราะห์ร้ายที่แล่นสวนขึ้นมาได้ทันที https://goo.gl/BbvRQ4
ยิ่งกว่านั้นกัญชายังทำให้ผู้เสพ ก. ลืม ไปว่าป้ายจราจรเตือนทางขึ้น/ลงภูเขาลาดชันหักศอกนั้น มีรูปภาพเป็นอย่างไร ข. รู้สึกผิดๆ ว่าเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าสุดทน ห้านาทีตามปกติจะทำให้รู้สึกเหมือนห้าสิบนาทีปกติ ค. รู้สึกเบื่อหน่าย ที่ขับมานานแล้วยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางสักที ก็เริ่มเร่งเครื่องให้ถึงปลายทางเร็วขึ้น ง. รู้สึกตื่นเต้นปั่นป่วนเชิงหวาดผวาปกป้องตน แสดงอาการก้าวร้าวดุดันต่อผู้คน/รถรอบตัวโดยไม่มีเหตุผล จ. สมองฟุ้งซ่าน ด้วยภาพฝัน ภาพนึกคิดเลื่อนลอย ภาพทรงจำเก่าเก็บ ตลอดจนอารมณ์หลากหลาย คือ อยู่ในภาวะ “ใจลอย” ฉ. มองเห็นแต่ไม่เห็นเด่นชัด ถนนที่เลี้ยวหักโค้งไปทางซ้ายของตน จึงอาจขับกระโดดข้ามเกาะกลางถนนเข้าไปในเลนฝั่งตรงข้ามโดยมิรู้ตัว หากได้จังหวะมีรถวิ่งสวนกลับมาพอดี โศกนาฏกรรมก็มีสิทธิ์เกิดขึ้นได้ทันที https://goo.gl/W8DY4H
14. รักษาสมาธิไว้ ด้วยวิธี ก. งดเล่นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์รุ่นล่าสุด เครื่องโทรทัศน์ อุปกรณ์ค้นหาข้อมูล/ภาพทางอินเทอร์เน็ต หรือระบบรับส่งอีเมล ข. งดรับประทานอาหารในขณะกำลังขับรถ ค. งดสนทนา/อภิปรายกับผู้โดยสาร ด้วยเรื่องที่ก่อให้เกิดอารมณ์ร้อนแรง ทั้งนี้อาจส่งผลให้ผู้ขับไม่รับรู้กลิ่นเสียงจากเครื่องยนต์กลไกชิ้นส่วนที่ผิดปกติ และทำให้ “มองเห็นแต่เห็นไม่เด่นชัด” เหตุการณ์ที่แปรเปลี่ยนอยู่เบื้องหน้า เช่น ไม่รู้ตัวว่าฝนกำลังเริ่มตกและตนต้องลดความเร็วลง หรือกำลังแล่นเข้าหารถอีกคันที่กำลังจอดนิ่งอยู่ แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณบอกเตือน เป็นต้น
15.ขับด้วยสติสัมปชัญญะ ดังนี้
ก. ใช้มือทั้งสองจับพวงมาลัย ที่ตำแหน่ง 4 น. และ 8 น. โดยประมาณ หากไม่ถนัดก็ปรับจนได้ตำแหน่งใกล้เคียงที่ถนัด แต่พยายามเลี่ยงที่ระดับ 3 น. และ 9 น. หรือสูงขึ้นไป และเลี่ยงที่ 5 น. และ 7 น. เพราะอาจหมุนพวงมาลัยได้ไม่คล่องตัวรวดเร็วพอ
ข. ตั้งใจเฝ้ามองไปข้างหน้า โดยกวาดสายตาไปมาเพื่อให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ด้านหน้า/ด้านข้างตลอดเวลา
ค. ส่งสัญญาณไฟเลี้ยวล่วงหน้าอย่างน้อย 5 วินาที เพื่อให้ผู้ขับรถคันอื่นรับรู้ และเริ่มส่งสัญญาณในเลนเลี้ยวที่มีระยะทางไม่สั้นกว่า 30 เมตร
ง.ขับแซงรถคันหน้าอย่างปลอดภัย ก่อนออกรถ ปรับกระจกเงามองหลังที่ติดอยู่ตรงกลางบนกระจกบังลมหน้า ให้อยู่ในตำแหน่งที่ตนมองเห็นขอบกระจกเงาครอบคลุมขอบกระจกบังลมหลังทั้งสี่ด้านลงตัวพอดี เมื่อแล่นอยู่ในเขตที่กฎจราจรอนุญาตให้แซงได้ เริ่มแซงโดยส่งสัญญานไฟเลี้ยวขวา เพื่อขอทางเข้าเลนขวา เมื่อเข้าได้แล้ว ก็เร่งเครื่องแซงขึ้นหน้า โดยระวังอย่าให้ความเร็วเกินกฎจราจร เมื่อแซงพ้นแล้ว ส่งสัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย เพื่อขอทางเข้าเลนเดิม ข้อสำคัญ ก่อนเข้าเลนเดิม สอบดูให้แน่ชัดว่า ไฟหน้าใหญ่ทั้งสองดวงของรถที่ตนแซงขึ้นมา “ปรากฏครบ” อยู่ในกระจกเงานั้น จึงค่อยกลับเข้าเลนเดิม นี่คือการขับแซงแบบไม่กระชั้นชิดและปลอดภัย
จ. ตรวจดูบริเวณ “คันห้ามล้อ” เบื้องล่าง ให้แน่ใจว่าไม่มีรองเท้า/วัตถุใดๆ ตกหล่นอยู่ในบริเวณนั้น เพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์จริงต่อไปนี้เกิดขึ้นอีก คือผู้ขับหญิงสาวถอดรองเท้าทิ้งไว้บริเวณคันห้ามล้อ โดยใช้เท้าเปล่าเหยียบคันเร่งหรือคันห้ามล้อ (เกียร์อัตโนมัติ) พอเริ่มมองเห็นว่ามีรถ 6 ล้อบรรทุกเหล็กเส้นจอดนิ่งขวางอยู่เบื้องหน้า โดยไม่ส่งสัญญาณไฟแจ้งเตือนรถจอด เธอก็รีบเหยียบคันห้ามล้อทันที แต่รองเท้าข้างหนึ่งได้เคลื่อนไปข้างหน้าไปอุดคาอยู่ใต้คันเหยียบ ทำให้เหยียบคันห้ามล้อได้ไม่สุด รถเธอก็วิ่งชนท้ายรถ 6 ล้ออย่างแรง ส่งผลให้เธอต้องเสียชีวิตทันทีอย่าน่าสลดใจยิ่ง
ฉ. ตรวจสอบระบบห้ามล้อ หากเหยียบคันห้ามล้อลงสุดขณะรถแล่นอยู่ พบว่า “นิ่ม” หรือ “สั่น” ที่เท้า ให้นำรถไปซ่อมแซมโดยด่วนที่สุด
16. ลมฟ้าอากาศ ในขณะขับรถ ขอให้สวมแว่นกันแดดที่กรองแสงยูวีประเภทเอกับบีได้จริง เพื่อป้องกันโรคต้อกระจกตา บรรเทาความเค้นเหนื่อยล้าในนัยตา ตลอดจนช่วยให้มองเห็นถนนที่สะท้อนแสงแดดได้อย่างสบายตาในฤดูฝน ละอองฝนที่เริ่มโปรยลงมาจะคลุกเคล้ากับฝุ่นคราบเขม่าควันบนผิวจราจร กลายเป็น “แผ่นฟิล์มลื่น” ทำให้ล้อรถเกาะถนนได้ไม่สนิทแน่นเท่าที่ควร ดังนั้นจงเตือนใจตัวเองให้ปรับลดความเร็วรถลงมาทันที หาไม่แล้วรถจะวิ่งเร็วเกินขีดความปลอดภัยสำหรับผิวจราจรที่มี “แผ่นฟิล์มลื่น” เกาะติดอยู่
ในกรณีฝนตกหนัก ล้อรถที่กำลังหมุนเคลื่อนรถด้วยความเร็วสูงจะเริ่ม “ลอยตัว” เพราะมีน้ำฝนอยู่ระหว่างดอกยางล้อกับผิวจราจร คือล้อจะเกาะผิวจราจรได้ไม่แนบแน่นเท่าก่อนฝนตก ส่งผลให้รถหยุดตัวได้ช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ขับยังเสี่ยงอันตรายใช้ล้อที่มีดอกยางบางเต็มที (หัวล้าน) อยู่
สรุปผู้ขับคือสาเหตุแรกของอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ปัองกันแก้ไขได้ตามข้อเสนอแนะ 16 ข้อดังกล่าว ทว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ภาครัฐ องค์กรภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน ตลอดจนองค์กรภาคธุรกิจเอกชน ล้วนมีบทบาทสำคัญในการลดอุบัติเหตุอยู่ด้วย สถิติที่สูงระดับแชมป์โลก เป็นเรื่องของ “วัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนน” ที่ทุกภาคส่วนของสังคมจะต้องร่วมกันรณรงค์ให้ลดสถิติลงมาอย่างเร่งด่วนที่สุด ทุกชีวิตมีคุณค่าสุดที่จะประเมินได้



