
เคล็ดลับพิชิตถนนมหันตภัย (1)
เคล็ดลับพิชิตถนนมหันตภัย (1) : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน โดย... ธนรัตน์ ยงวานิชจิต [email protected]
หมายเหตุ - บทความพิเศษเรื่องเคล็ดลับพิชิตถนนมหาภัย มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ตลอดจนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุ โดยเฉพาะที่มักเกิดมากในช่วงเทศกาลสำคัญของไทย และด้วยเนื้อหาที่ครบถ้วน กองบรรณาธิการ “คม ชัด ลึก” จึงจำเป็นต้องแบ่งนำเสนอเป็น 3 ตอนติดต่อกันไปตั้งแต่ฉบับวันที่ี 11-13 เมษายน
ไทยกำลังครองแชมป์โลกอุบัติเหตุบนท้องถนน ตามรายงาน 13 พฤศจิกายน 2560 โดยเวิลด์ แอตลาส แคนาดา (https://goo.gl/VVD9Lc)
ในปี 2560 สถิติทั่วไทยแสดงผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุบนท้องถนน 15,256 ราย (ตาย 42 รายต่อวัน) บาดเจ็บ 1,002,193 ราย (2,746 รายต่อวัน) (www.thairsc.com) เพิ่มสูงขึ้น 1.55 เท่าจากปี 2559 ที่มีผู้เสียชีวิต 9,815 ราย (ตาย 27 รายต่อวัน)
ประเด็นสำคัญมีอยู่ว่า “ผู้ขับรถ” ที่ได้ก่ออุบัติเหตุมีอุปนิสัยใจคอในการขับอย่างไร? “ถนนหนทาง” พึงมีการแก้ไขปรับปรุงอะไรอย่างไร? “รัฐบาล” พึงมีนโยบายอะไร? “องค์กรภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน” และ “องค์กรภาคธุรกิจเอกชน” พึงมีความรับผิดชอบอะไรอย่างไร?
ผู้ขับรถ: ข้อมูลอุบัติเหตุ (www.thairsc.com) บ่งบอกพฤติกรรมก่ออุบัติเหตุมากน้อยตามลำดับดังนี้ : ขับเร็วเกินอัตรากฎจราจร เปลี่ยนเลนกะทันหัน จ่อชิดคันหน้า มือใหม่อ่อนหัด เลี้ยวซ้ายไม่รอรถจากขวา เข้าผิดเลน หยุดกะทันหันทันที ไม่ให้สัญญาณขณะจอด ไม่หยุดหน้าป้ายให้หยุด เมาสารเสพติด ไม่ติดเข็มขัดนิรภัย และใช้โทรศัพท์มือถือ แสดงว่าผู้ขับ “ตีนผี” เหล่านี้ ชอบฝ่าฝืนกฎจราจร มักง่าย ก้าวร้าว ใจร้อน ใจกล้าบ้าบิ่นเสี่ยงอันตราย ตลอดจนขาดท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัยเท่าที่ควร ส่วนประเภทรถที่ก่ออุบัติเหตุมากน้อยตาม
ลำดับ: รถจักรยานยนต์ รถยนต์ส่วนบุคคล รถกระบะ รถแท็กซี่ รถตู้ และรถบรรทุก
ถนนหนทาง: ก่ออุบัติเหตุมากน้อยตามลำดับ: ถนนมืด ถนนแคบ ถนนลื่น ไม่มีป้ายเตือน ฝนตก แสงแดดเข้าตา และคนตัดหน้ารถ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องน่าจะป้องกันแก้ไขปรับปรุงถนนที่เกิดเหตุต่อไป ส่วน ภาวะฝนตกและแสงแดดเข้าตา นั้น ผู้ขับพึงทำความเข้าใจในผลกระทบจากธรรมชาติ ดังเสนอท้ายนี้
รัฐบาล: น่าจะพิจารณาออกกฎจราจรที่มีมาตรการลงโทษหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมอย่างสมจริงต่อผู้ขับรถ เจ้าของรถโดยสารขนาดใหญ่ และเจ้าของรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป ซึ่งมีการฝ่าฝืนกฎจราจร/กฎกรมการขนส่งทางบกบ่อยๆ โดยเพิ่มโทษปรับและยึดใบอนุญาตขับขี่/ใบอนุญาตใช้รถใหญ่เป็นการถาวรได้ และน่าจะพิจารณาให้ “ความปลอดภัยบนท้องถนน” เป็นวาระแห่งชาติ
องค์กรภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน : โดยที่เป็นศูนย์รวมเจ้าหน้าที่/ผู้ใช้แรงงานจำนวนมหึมาที่ใช้รถเป็นประจำในวันทำงาน/วันหยุด องค์กรน่าจะพิจารณาดำเนินโครงการ “ปลูกจิตสำนึก/ฝึกฝน” บุคลากรตนให้มีสมรรถภาพลดสถิติตาย 42 ราย/วันลงมาอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร่งด่วน
องค์กรภาคธุรกิจเอกชน : ผู้บริการรถโดยสารขนาดใหญ่/ผู้บริการขนส่งสินค้ามีหน้าที่รับผิดชอบซ่อมบำรุงรถทั้งคันอย่างถี่ถ้วนเข้มงวดสม่ำเสมอ โดยเฉพาะระบบห้ามล้อ ระบบไฟฟ้า ฯลฯ ให้พนักงานขับมีเวลาพักผ่อนอย่างพอเพียงและควบคุมมิให้เสพกัญชา/ยาผิดกฎหมาย/ดื่มสุรา ในขณะขับรถ
ผู้ขับรถคือสาเหตุแรกของอุบัติเหตุ โดยแต่ละคนก็มีความถนัดในการขับที่ไม่เท่าเทียมกัน และไม่มีผู้ใดสามารถฝึกอบรมทุกคนให้มีความถนัดเท่าเทียมกันหมดได้ กระนั้นก็ตามหากได้ปฏิบัติตามข้อแนะนำ 16 ข้อท้ายนี้ อุบัติเหตุก็น่าจะลดลงได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
1. ท่องคาถา “ปลอดภัยไว้ก่อน” และหมั่นเตือนใจให้ “ขับด้วยความระวัง มีวินัย อย่าเผลอเอาตัวเองไปเพิ่มสถิติอุบัติเหตุเป็นอันขาด” ทั้งก่อนและในขณะขับรถอยู่
อย่าลืมว่าผู้ขับรถตามกฎจราจรและมีวินัยอยู่แล้วจำต้องใช้ถนนร่วมกับผู้ขับที่ไม่มีใบอนุญาต มักง่าย ใจร้อน ง่วงนอน เมาสุรายาเสพติด ขับไปใช้โทรศัพท์ไป มือใหม่อ่อนหัด ฯลฯ ดังนั้น “คาถาคำเตือนใจ” ดังกล่าว อาจช่วยเตือนใจเป็นเกราะคุ้มครองผู้ขับให้ปลอดภัยจากบรรดา “ตีนผี” เหล่านี้ได้บ้าง
ก่อนขับออกทางไกล ผู้ขับบางคนอาจสอบดูปฏิทินว่าวันขึ้น/วันแรม 15 ค่ำ ตรงกับวันที่ใด เพราะเชื่อว่าแรงดึงดูดจากดวงจันทร์ในวันดังกล่าว มีอำนาจอิทธิพลต่อของเหลวในร่างกายเรา อย่างเช่นที่มีต่อระดับน้ำขึ้นน้ำลงบนโลก คือ ทำให้เลือดขยายตัว/กระทบต่อระบบสมอง/ระบบประสาท ส่งผลให้จิตทำหน้าที่รับรู้ได้ไม่เต็มร้อย อาทิ ขับเลี้ยวเข้าไปในเลนฝั่งตรงข้าม ไม่หยุดรถหน้าป้ายจราจรให้หยุด โดยมิรู้ตัว
ในปี 2536 นักวิทยาศาสตร์วิจัยพบว่า อุบัติเหตุทางจราจรในวันขึ้น 15 ค่ำเกิดน้อยที่สุด แต่มีในช่วงสองวันก่อนวันดังกล่าวมากที่สุด และมีในช่วงย่างเข้าวันขึ้น 15 ค่ำ บ่อยกว่าช่วงย่างเข้าวันแรม 15 ค่ำ พูดง่ายๆ ดวงจันทร์มีอำนาจอิทธิพลสูงสุดต่อผู้ขับในช่วงสองวันก่อนวันขึ้น 15 ค่ำ https://goo.gl/ZX3CR9
ในปี 2543 มีวิจัยคนไข้โรคจิตเภท ซึ่งมีความคิด/การรับรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง พบว่าคนไข้ 56 คน มีการเปลี่ยนแปลงทางอาการโรคอย่างมีนัย โดยเฉพาะในช่วงวันที่กำลังเข้าสู่เดือนหงายมากกว่าเข้าสู่เดือนมืด https://goo.gl/NqVGA3
“คาถาคำเตือนใจ” ดังกล่าว เมื่อท่องซ้ำซากแล้วก็จะซึมซับเข้าไปสถิตย์อยู่ใน “จิตใต้สำนึก” (subconsciousness mind) ซึ่งจะดลใจบงการ “จิตสำนึก” ให้สั่งการแขนขาขับรถอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้นโดยเรามิรู้ตัว
2. บำรุงรักษารถ ผู้ขับมีหน้าที่รับผิดชอบให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบซ่อมบำรุงรถทั้งคันอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะระบบห้ามล้อ อีกทั้งสอบวัดยางล้อรถดูว่ามีรอยฉีกแตกทีี่แก้มยาง/ในร่องดอกยางหรือไม่ ดอกยางหนาพอเกาะถนนได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ และมีแรงดันลมตรงตามคู่มือใช้รถหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อต่อเติมอายุผู้ขับ ผู้โดยสาร และตัวรถ ขอให้ถามตัวเองว่า ระหว่าง “อะไหล่รถ” กับ “ชีวิตตน/ผู้อื่น” อะไรสำคัญกว่ากัน?
เจ้าของรถบรรทุกขนาด 6 ล้อขึ้นไป มีหน้าที่รับผิดชอบในการบำรุงรักษารถรับจ้างทุกคันอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่พยายามประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยสูตร “ซื้อถูก-ขายแพง-กำไรงาม” และต้องไม่เอาชีวิตผู้อื่นไปเสี่ยงตายในรถตนราวผักปลา
3.งดใช้โทรศัพท์ ยกเว้นกรณีฉุกเฉินในระหว่างขับรถ ขอให้เก็บโทรศัพท์มือถือให้ไกลมือ และงดใช้แม้กระทั่งระบบโทรศัพท์แบบใหม่ล่าสุดที่เพียงกดปุ่มเดียวก็พูดคุยกันได้เลย พูดง่ายๆ ขอให้ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” คือพูดโทรศัพท์/พิมพ์ส่งข้อความในช่วงหยุดพักรถครั้งต่อไป
ในสหรัฐมีวิจัยพบว่า เมื่อใช้โทรศัพท์ในขณะขับรถปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินจะลดลงถึง 20% และเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตราว 2,600 รายต่อปี สภาความปลอดภัยแห่งชาติ สหรัฐรายงานว่า แต่ละปีการใช้โทรศัพท์ก่อให้เกิดอุบัติเหตุราว 1.6 ล้านราย การพิมพ์ส่งข้อความในขณะขับรถทำให้มีผู้บาดเจ็บราว 330,000 ราย นับเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุมากถึง 25% ที่น่าเป็นห่วงคือ ปัจจุบันผู้ขับรถมีโทรศัพท์มือถือเกือบทุกคน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจึงมีแต่จะเพิ่มขึ้น https://goo.gl/na2wBP
ในปี 2555 นักวิจัยมหาวิทยาลัยวอชิงตัน รัฐวอชิงตัน สหรัฐ พบว่า คนเดินข้ามถนนในขณะพิมพ์ส่งข้อความด้วยมักไม่ระวังมองดูรถก่อนข้ามถนน/ทางม้าลาย หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร นับเป็นจำนวนได้มากถึง 4 เท่าของคนข้ามถนนที่ไม่พิมพ์ และพบว่าคนข้ามถนนที่พิมพ์มักใช้เวลาข้ามถนนนานกว่าคนไม่พิมพ์ถึง 2 วินาที คือมีโอกาสเสี่ยงถูกรถชนมากกว่าคนข้ามถนนที่ไม่พิมพ์ https://goo.gl/F18nD4 ผลวิจัยดังกล่าวส่อเค้าว่า การข้ามถนนขณะใช้โทรศัพท์อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้กรณี “คนเดินตัดหน้ารถ” ประสบอุบัติเหตุสูง
4.ความมักง่าย อุปนิสัยมักง่ายหมายถึง การยึดเอาความสะดวกของตนเป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น/กฎจราจร
ผู้ขับมักง่ายชอบขับรถพุ่งตัวออกขวาจากเลนซ้ายสุด โดยตัดหน้ากระชั้นชิดรถคันอื่นในเลนขวาถัดขึ้นไปอย่างเสี่ยงอันตรายยิ่ง เพียงเพราะรู้สึกไม่สะดวกที่ต้องรอช่วงว่างจากรถที่แล่นติดต่อกันไม่ขาดสายแบบขบวนรถไฟ และชอบจอดรถปิดเลนรถสัญจร คู่ขนานกับคันอื่นที่จอดอยู่ริมทางเท้า เพียงเพราะต้องการสะดวกทำธุระส่วนตัว
5.สติอยู่อารมณ์ไป สติไปอารมณ์อยู่ ในขณะขับออกทางไกล หากมีเหตุให้ออกรถล่าช้ากว่าที่ตั้งใจไว้แถมประสบจราจรติดขัดบนเส้นทางเดียวที่จำต้องใช้ ผู้ขับจะตกอยู่ใน “อารมณ์คับข้องใจ” อย่างเช่นคนกำลังมองหากุญแจบ้าน/เปิดประตูรถไม่ได้ โดยอาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ได้โดยมิรู้ตัว
ต่อมาหากถูกแซงตัดหน้ากระชั้นชิด “อารมณ์คับข้องใจ” ดังกล่าวจะทวีคูณแรงอึดอัดขึ้นทันที ผู้ขับอาจระเบิดความก้าวร้าวที่คุกรุ่นอัดแน่นอยู่ออกมาทันที ยังความไม่พอใจต่อคู่กรณี ซึ่งก็มีความคับข้องใจคุกรุ่นอยู่กับจราจติดขัดเช่นกัน เมื่อไฟร้อนเจอไฟร้อน วาจาหยาบคาย แซงตัดหน้าคืนกัน ขับแข่งท้ามฤตยู ฯลฯ ก็จะเกิดขึ้น เสี่ยงต่ออุบัติเหตุยิ่งขึ้น
ตรงกันข้ามผู้ขับบางคนสามารถเลือกทำใจให้ตั้งมั่นอยู่กับสติสัมปชัญญะได้อย่างหนักแน่น โดยยอมรับและสามารถปรับอารมณ์ให้เข้ากับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจรอบตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะอาจได้ภาวนาจิตตนให้ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” มาอย่างเข้มแข็งโดยตลอด



