คอลัมนิสต์

ไฟเขียวนำเข้า "กากถั่วเหลือง" ตามกรอบ WTO 

ไฟเขียวนำเข้า "กากถั่วเหลือง" ตามกรอบ WTO 

11 เม.ย. 2561

ไฟเขียวนำเข้า "กากถั่วเหลือง" ตามกรอบ WTO ต้องแสดงใบรับรอง "นอน จีเอ็มโอ" จากต้นทาง : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน โดย... ทีมข่าวคมชัดลึก wwww.komchadluek.net

          “ผู้นำเข้ากากถั่วเหลืองเฉพาะที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อบริโภคจะต้องแสดงใบรับรอง นอน-จีเอ็มโอ จากประเทศผู้ผลิตต้นทางประกอบการนำเข้าส่วนหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด ซึ่งเป็นการเปิดตลาดและบริหารนำเข้าคราวละ 3 ปี” 

          ไทยไฟเขียวนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลืองเพื่อบริโภคและอุตสาหกรรมปี 2561-2563 ภายใต้องค์การการค้าโลก 230,559 ตัน ลดภาษีในโควตาเหลือ 10% หลังผลผลิตในประเทศลดลง แต่ความต้องการใช้เพิ่มขึ้น ขณะต้องแสดงใบรับรอง นอน-จีเอ็มโอ จากประเทศผู้ผลิตต้นทางด้วย 

          วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยถึงกรณีคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ได้เห็นชอบให้เปิดตลาดและบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลืองปี 2561-2563 ตามที่ผูกพันภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ปริมาณ 230,559 ตันต่อปี ภาษีในโควตาลดลงจากที่ผูกพัน 20% เหลือ 10% ส่วนภาษีนอกโควตา 133% และให้มีการบริหารการนำเข้า เช่นเดียวกับปี 2560 คือ เป็นนิติบุคคลที่ใช้กากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบในการผลิตในกิจการของตนเองและให้นำเข้าเฉพาะด่านศุลกากรที่มีด่านพืช และด่านอาหารและยาเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว

           ในส่วนของผู้นำเข้ากากถั่วเหลืองเฉพาะที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อบริโภคจะต้องแสดงใบรับรอง นอน-จีเอ็มโอ จากประเทศผู้ผลิตต้นทางประกอบการนำเข้าส่วนหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด ซึ่งเป็นการเปิดตลาดและบริหารนำเข้าคราวละ 3 ปี

 

ไฟเขียวนำเข้า "กากถั่วเหลือง" ตามกรอบ WTO 

 

 

          โดยได้แยกพิกัดสินค้ากากถั่วเหลืองออกเป็น 3 รหัสย่อย ในปี 2560 คือ 1.เพื่ออาหารสัตว์ 2.เพื่อมนุษย์บริโภค และ 3.เพื่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีวัตถุดิบเพียงพอต่อความต้องการใช้
   
          นอกจากนี้ยังเห็นชอบการบริหารการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองปี 2561 ภายใต้กรอบ WTO และกรอบการค้าอื่น โดยมีผู้มีสิทธิ์นำเข้าจำนวน 6 สมาคม 18 บริษัท และผู้มีสิทธิ์นำเข้าจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนการบริหารการนำเข้าน้ำมันถั่วเหลือง มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว ปี 2561 ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับปี 2560 โดยที่หลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด และให้กำกับดูแลอย่างใกล้ชิดในการนำเข้ามาเพื่อใช้ในกิจการของตนเอง ห้ามนำไปจำหน่ายต่อ
   
          ทั้งนี้จากสถานการณ์พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองของไทยที่ลดลง และความต้องการใช้ถั่วเหลืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่การผลิตในประเทศได้มุ่งเน้นการผลิตถั่วเหลืองคุณภาพดีเพื่อใช้ในการแปรรูปอาหาร คาดว่าความต้องการเพื่อแปรรูปอาหารจาก 89,776 ตันในปี 2560 จะเพิ่มขึ้นเป็น 115,494 ตันในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้น 6.50% ต่อปี
    
          ดังนั้นคณะอนุกรรมการพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง จึงเห็นชอบร่าง ยุทธศาสตร์ถั่วเหลืองเพื่อความมั่นคงทางอาหารปี 2561–2564 ขึ้น กำหนดเป้าให้ไทยเป็นแหล่งผลิตถั่วเหลือง สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มแปรรูปอาหาร อาหารสัตว์และสกัดน้ำมัน เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงทางด้านอาหารในประเทศอย่างยั่งยืน
  
          รายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แจ้งว่าในปีนี้คาดว่าเนื้อที่การปลูกถั่วเหลืองจะมี 11.32 แสนไร่ ลดลง 2.32% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1.31 แสนไร่ ลดลง 2.13% ให้ผลผลิต 3.7 หมื่นตัน ลดลง 0.23% แต่ผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ 288 กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.77%

 

 

ไฟเขียวนำเข้า "กากถั่วเหลือง" ตามกรอบ WTO 

 

          ทั้งนี้เนื้อที่เพาะปลูกถั่วเหลืองลดลงเนื่องจากผลตอบแทนที่เกษตรกรได้รับไม่จูงใจให้ขยายเนื้อที่เพาะปลูก แม้รัฐบาลจะส่งเสริมให้เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น ประกอบกับขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีที่ได้มาตรฐาน การดูแลรักษายาก ปัจจัยการผลิตมีราคาสูง ส่งผลให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น เช่น ข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดหวาน พืชผัก และบางส่วนปล่อยพื้นที่ว่างเปล่า
   
          สําหรับผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น เนื่องจากคาดว่าปีนี้สภาพอากาศเอื้ออํานวยและมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก เกษตรกรดูแลรักษาดี อย่างไรก็ตามภาพรวมผลผลิตทั้งประเทศลดลงตามเนื้อที่เพาะปลูก ส่วนราคาที่เกษตรกรรับอยู่ที่กก.ละ 15.90 บาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเกษตรกรขายได้กก.ละ 15.73 บาท โดยแหล่งผลิตที่สำคัญคือ แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น เชียงราย ชัยภูมิ และน่าน  ส่วนสาเหตุที่ให้มีการเปิดเสรีนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองเนื่องจากการผลิตในประเทศสามารถผลิตได้เพียง 2% หรือประมาณ 50,000 ตัน ขณะที่ในแต่ละปีจะต้องนำเข้าถั่วเหลือง 2.6 ล้านตัน และคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชเชื่อว่าเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองภายในประเทศจะไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเปิดเสรีตลาดนำเข้าดังกล่าว

 

ไฟเขียวนำเข้า "กากถั่วเหลือง" ตามกรอบ WTO 


    
          ก่อนหน้านี้ พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมองว่าหากกระทรวงพาณิชย์พิจารณาอนุญาตให้ส่งออกกากถั่วเหลืองได้อย่างเสรีก็ควรจะพิจารณาลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 2 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ด้วยเช่นกัน “เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ” เพราะปัจจุบันผู้ผลิตกากถั่วเหลืองมีต้นทุนการนำเข้าเม็ดถั่วเหลืองภาษี 0 เปอร์เซ็นต์ แต่ขายให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ในราคาเดียวกับราคากากถั่วเหลืองนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งต้องเสียภาษีนำเข้า 2 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ปัจจุบันราคารับซื้อกากถั่วเหลืองอยู่ที่ กก.ละ 16-18 บาท ปรับขึ้นลงตามราคาตลาด  

 

          สาระสำคัญนำเข้ากากถั่วเหลืองตามมติครม.20 มี.ค.61
          สำหรับสาระสำคัญของการเปิดตลาดและบริหารนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลือง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561 ที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภคและใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ คราวละ 3 ปี (ปี 2561-2563) ดังนี้
          1.การเปิดตลาดภายใต้กรอบ WTO [ดำเนินการเปิดตลาดเช่นเดียวกับปี 2560]
          1.1ปริมาณตามที่ผูกพัน 230,559 ตัน ภาษีในโควตาร้อยละ 10 ภาษีนอกโควตาร้อยละ 133

          1.2 ให้มีการบริหารการนำเข้า ดังนี้
          (1) เป็นนิติบุคคลที่ใช้กากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบในการผลิตในกิจการของตนเอง
          (2) ให้นำเฉพาะด่านศุลกากรที่มีด่านพืชและด่านอาหารและยาเท่านั้น
          (3) ผู้นำเข้ากากถั่วเหลืองเฉพาะที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภคจะต้องแสดงใบรับรอง Non-GMO จากประเทศผู้ผลิตต้นทางยื่นประกอบการนำเข้า
          (4) สำหรับหลักเกณฑ์การจัดโควตาให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนดการเปิดตลาดใต้กรอบการค้าอื่น ให้เป็นไปตามข้อผูกพัน ดังนี้

 

ไฟเขียวนำเข้า "กากถั่วเหลือง" ตามกรอบ WTO 

 

          กรอบการค้า 
          1.เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) / ภาษีร้อยละ 0
          2.ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) / ภาษีร้อยละ 0
          3.ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) / ภาษีร้อยละ 0
          4.ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) / ภาษีในโควตาร้อยละ 0 ภาษีนอกโควตาร้อยละ 133
          5.เขตการค้าเสรีอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี (AKFTA) / ภาษีในโควตาร้อยละ 0 ภาษีนอกโควตาร้อยละ 133
          6.ความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี (TCFTA) / ภาษีในโควตาร้อยละ 0 ภาษีนอกโควตาร้อยละ 133
          7.ประเทศนอกความตกลง / ภาษีร้อยละ 6 และค่าธรรมพิเศษตันละ 2,519 บาท