
ยกเครื่องธุรกิจประมงไทยปลดล็อกใบเหลือง"ไอยูยู"
ยกเครื่องธุรกิจประมงไทยปลดล็อกใบเหลือง"ไอยูยู" : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน โดย... ทีมข่าวคมชัดลึก www.komchadluek.net
ย้อนไปเมื่อปี 2557 ประเทศไทยโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ได้นำคณะผู้ประกอบการอาหารทะเลของไทยและสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เข้าร่วมงาน Seafood Expo Global และ Seafood Processing Global ถือเป็นงานจัดแสดงสินค้าอาหารทะเลและประมงที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ระหว่างวันที่ 6-8 พฤษภาคม มีผู้ประกอบการในธุรกิจประมงเข้าร่วมงานกว่า 1,700 บริษัท จาก 75 ประเทศทั่วโลก
และกลายเป็นที่มาของปัญหาประมงไทยในวันนี้ หลังกลุ่มเอ็นจีโอที่เรียกตัวเองว่า ฮิวแมนไรท์วอทช์ ให้ข้อมูลต่อสหภาพยุโรปเกี่ยวกับปัญหาของการประมงไทยว่ามีการทำประมงผิดกฎหมาย มีการใช้แรงงานทาส การค้ามนุษย์ และการใช้ความรุนแรง ทั้งบนเรือประมง ตลอดถึงกระบวนการแปรรูปอาหารทะเลบนฝั่ง ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) ผิดหลักกฎหมายสากล จนกระทั่งสหภาพยุโรป (อียู) ขึ้นบัญชีดำธุรกิจประมงไทยด้วยการประกาศให้ “ใบเหลือง”
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ กว่า 3 ปีที่ไทยถูกตัดสิทธิจีเอสพีในตลาดสหภาพยุโรป ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกไปตลาดสหภาพยุโรปลดลงไปกว่าร้อยละ 40 ถึงแม้ไทยจะถูกตัดสิทธิจีเอสพีในตลาดยุโรป ทว่า การส่งออกสินค้าประมงในตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่ดี จากข้อมูลกลุ่มวิเคราะห์การค้าสินค้าประมงระหว่างประเทศ กองนโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาการประมง กรมประมง ระบุชัดในปี 2560 ที่ผ่านมาเฉพาะสินค้าประมงมีมูลค่ากว่า 240,000 ล้านบาท โดยตลาดการส่งออกหลักยังคงเป็นสหรัฐร้อยละ 27 รองลงมาญี่ปุ่น ร้อยละ 25 กลุ่มสหภาพยุโรปร้อยละ 14 ขณะที่กลุ่มอาเซียนและกลุ่มแอฟริการ้อยละ 5
ใบเหลืองไม่ได้มีผลกระทบแค่การส่งออกเท่านั้น แต่ยังมีผลโดยตรงต่อธุรกิจประมงในทุกห่วงโซ่อุปทาน ทั้งด้านแรงงาน ในเชิงพื้นที่ เครืองมือและอุปกรณ์ทำประมง ตลอดจนขนาดของเรือ ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ประมงทุกชนิด ต้องมีที่มาที่ไปและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ใบเหลืองไอยูยู แม้คนในแวดวงธุรกิจประมงมองอาจเป็นปัญหา แต่หลายฝ่ายมองว่านับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประเทศไทยถือโอกาสยกเครื่องครั้งใหญ่ในธุรกิจประมงที่มีผลเกี่ยวเนื่องในเกือบทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะกรมประมง
จึงเป็นที่มาของมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ในการตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการประมงปลอดสัตว์น้ำและสินค้าประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือไอยูยู ขึ้น โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มี อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เป็นเลขานุการ หลังผู้แทนของสหภาพยุโรป หรืออียู เสนอให้รัฐบาลแสดงเจตนารมณ์ให้ไทยปลอดจากสัตว์น้ำหรือสินค้าประมงที่ผิดกฎหมายอย่างแท้จริง
“นโยบายใหม่ๆ ที่ออกมาจากคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ มีเป้าหมายให้ไทยเป็นไอยูยูฟรี หรือสัตว์น้ำที่จับในประเทศ สัตว์น้ำที่นำเข้าและที่ส่งออกจะไม่มีการทำประมงที่ผิดกฎหมาย แต่ก็ต้องอาศัยเวลา ซึ่งทุกฝ่ายทั้งชาวประมง ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก จะต้องร่วมมือและช่วยกันทำต่อไป”
อธิบดีกรมประมงย้ำว่า การออกพระราชกำหนดการประมง และการจัดระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เข้าสู่ระบบการทำประมงที่ยั่งยืนและสามารถบอกกับนานาชาติได้ว่าประเทศไทยได้เดินมาถูกทางแล้ว
“คงตอบไม่ได้ว่าอีกกี่ปีจะเสร็จเพราะขั้นตอนเหล่านี้มีรายละเอียดเยอะมาก แต่กรมประมงมีความตั้งใจ วันนี้มองเห็นว่าทรัพยากรเริ่มกลับมามากขึ้น เช่น ปลาทูที่เคยลดลงหายากก็เริ่มกลับมา ปลาตัวใหญ่ๆ ไม่ค่อยพบก็พบมากขึ้น เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีแล้ว”
รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อียูบางส่วนเดินทางเข้ามาไทยล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยอียูต้องการเห็นความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของไทยใน 4 เรื่องคือ 1.ประสิทธิภาพของศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออก (PIPO) 2.การบริหารจัดการกองเรือประมงไทย 3.มาตรการการปฏิบัติที่ท่าเรือ เช่น การขึ้นสัตว์น้ำที่ท่า การทำบันทึกการทำประมง(ล็อกบุ๊ก)เป็นต้น และ 4.เรื่องการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)การประมง พ.ศ.2558
“การออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า ไทยได้ควบคุมดูแลการประมงที่ผิดกฎหมายภายในประเทศ และเป็นประเทศที่ออกกฎกติกาเพื่อควบคุมผู้ประกอบการประเทศอื่นที่จะมาค้าขายหรือจับสัตว์น้ำในประเทศไทย ต้องปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันไอยูยู ซึ่งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการประมงผิดกฎหมายที่ตั้งขึ้นเป็นผู้รับผิดชอบ” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวระหว่างเดินทางมาติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย(ไอยูยู) เมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา ที่กรมประมง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการตรวจประเมินของคณะผู้แทนสหภาพยุโรป (อียู) ระหว่างวันที่ 4-15 เมษายน เพื่อให้อียูมั่นใจว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับไอยูยู โดยจะมีการสุ่มตรวจไม่มีการแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด
ส่วนความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบของคณะผู้แทนสหภาพยุโรป ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 เมษายน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม ได้ต้อนรับ สเตฟาน ดีพิลเพียร์ ผู้อำนวยการด้านธรรมาภิบาลมหาสมุทรและการประมงอย่างยั่งยืนระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาของสหภาพยุโรปเพื่อรายงานผลการตรวจประเมินของคณะสหภาพยุโรป ระหว่าง 4-15 เมษายน และหารือด้านนโยบายของไทยในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย
โดย พล.อ.ประวิตรได้กล่าวขอบคุณคณะผู้แทนสหภาพยุโรป ที่ร่วมมือสนับสนุนและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์กับไทยในการแก้ไขปัญหาการประมงอย่างเป็นระบบและมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่ารัฐบาลตระหนักดีว่า การปลดใบเหลือง มิได้หมายถึงปัญหาทุกอย่างได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่อย่างน้อยไทยมีพื้นฐานที่ดีที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
จากนี้ไปคณะผู้แทนสหภาพยุโรปจะนำข้อมูลที่เก็บได้ครั้งนี้ไปประมวลผลและรายงานต่อคณะกรรมการสหภาพยุโรปต่อไป ส่วนผลสรุปจะเป็นอย่างไร ไทยได้ปลดล็อกใบเหลืองไอยูยูหรือไม่ ผลจะออกหัวหรือก้อย คงต้องเฝ้ารอติดตามในงาน Seafood Expo Global 2018 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ต้นเดือนพฤษภาคมนี้
ทะเลเดือด! หยุดทำประมงวันนี้
กลุ่มชาวประมงสองฝั่ง อ่าวไทยและอันดามัน ประกาศหยุดเดินเรือ เรียกร้องรัฐทบทวนคำสั่งไอยูยูเหตุเดือดร้อนหนัก
ภูเบศ จันทนิมิ นายกสมาคมการประมงจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วยผู้ประกอบการประมง และลูกเรือประมงกว่า 500 คน รวมตัวกันที่ลานศิลปวัฒนธรรม หน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานี เพื่อยื่นหนังสือปิดผนึกต่อ วีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เพื่อส่งมอบให้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อน 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ให้ทบทวนประกาศที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวประมงที่ต้องสุ่มเสี่ยงในการทำผิดกฎหมาย 2.ขอให้ชาวประมงมีส่วนร่วมในการทบทวนประกาศที่สร้างเงื่อนไขขัดต่อวิถีประมง และบั่นทอนความมั่นคงในกิจการประมงไทย ที่สืบทอดมายาวนานจากบรรพบุรุษ
3.ขอให้ตรวจสอบประกาศที่ออกมาโดยมิชอบ 4.ขอให้หยุดการออกประกาศใหม่ในระหว่างการทบทวนประกาศ และ 5.ขอให้ช่วยเหลือเรื่องการขาดแคลนแรงงานในกิจการการทำประมง
พร้อมทั้งระบุว่า ข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลเกิดจากความเดือดร้อนของชาวประมงที่ต้องสุ่มเสี่ยงในการทำผิดกฎหมาย อันเนื่องมาจากการประกาศใช้กฎหมายที่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ซ้ำซ้อน และย้อนแย้งในตัวเอง อีกทั้งรายละเอียดของข้อบังคับใหม่ยังมีมาตรฐานสูงเกินกว่าจะนำมาปฏิบัติได้จริง บทลงโทษทั้งทางแพ่ง และทางอาญาที่รุนแรง สร้างสภาวะให้เกิดความหวาดกลัว เสียหายแก่กิจการการทำประมง
ทั้งนี้ หากรัฐบาลไม่มีการดำเนินการตามมติที่เสนอไป ชาวประมงในพื้นที่ จ.ปัตตานี จะยื่นคำขาดด้วยนำเรือทั้งหมดมาจอดไว้ที่ท่าเทียบเรือ พร้อมทั้งหยุดการทำธุรกรรมทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน เป็นต้นไป
“จากปัญหาอียูที่ได้ให้ใบเหลือง ก็เป็นปัญหาที่ทำให้ประมงไทยเกิดความเสียหายอย่างมาก เป็นแสนล้านบาท ซึ่งในทุกเรื่อง ทุกระเบียบที่ชาวประมงทำได้ ก็ปฏิบัติตามทุกเรื่อง แต่หลังจากมีการประกาศใช้กฎระเบียบออกมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงทางตัน ทำให้ชาวประมงได้รับความเดือดร้อน จึงได้ทำหนังสือยื่นให้แก่รองนายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ซึ่งหากไม่มีการแก้ไข ชาวประมงจะนำเรือมาจอดทั้งหมดในวันที่ 9 เมษายน”
ขณะที่สมาคมประมงจังหวัดพังงา โดยนายบุญชู แพใหญ่ นายกสมาคม ได้เตรียมจอดเรือหยุดจับปลาในทะเลเพื่อเดินทางเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนประกาศหรือคำสั่งต่างๆ เช่น เรื่องประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวประมง หากรัฐบาลยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดให้ทางผู้ประกอบการเรือประมงใน จ.พังงา และจังหวัดอื่นๆ ที่ประกอบกิจการการทำประมง ผู้ประกอบกิจการเรือประมงกว่า 3,000 ลำใน จ.พังงา จะหยุดนำเรือประมงออกไปหาปลาในทะเล ตั้งแต่ในวันที่ 10 เมษายน เป็นต้นไป โดยผู้ประกอบการทั้งหมดจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงต่อไป



