คอลัมนิสต์

"แป๊ะเจี๊ยะ"เพิ่งเริ่มต้น แนะจับตาจากนี้ถึงกลางภาคเรียนที่ 1

"แป๊ะเจี๊ยะ"เพิ่งเริ่มต้น แนะจับตาจากนี้ถึงกลางภาคเรียนที่ 1

09 เม.ย. 2561

"แป๊ะเจี๊ยะ"เพิ่งเริ่มต้น แนะจับตาจากนี้ถึงกลางภาคเรียนที่ 1 : คอลัมน์... เจาะประเด็นข่าว โดย...  เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ [email protected] 



          “หลายคนคิดว่ารับนักเรียนมอบตัวเสร็จก็จบ แต่แท้จริงสงครามแป๊ะเจี๊ยะเพิ่งจะเริ่ม จับตากันนับแต่ตอนนี้” สมพงษ์ จิตระดับ

          ปีนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้มมาตรการรับนักเรียนเพื่อสกัด “แป๊ะเจี๊ยะ” ซึ่งนักวิชาการการศึกษา สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งสัญญาณให้จับตา เพราะถ้ามี “แป๊ะเจี๊ยะ” ก็ต้องรอดูต่อจากนี้ ทั้งนี้ มีข้อมูลจากสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม(สวส.) พบว่าในปีการศึกษา 2558 มีเงินแป๊ะเจี๊ยะสะพัดกว่า 35,000 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของโรงเรียนรัฐ 20,000 ล้านบาทและโรงเรียนเอกชน 15,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ปีนี้ก็คงไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา

          การรับนักเรียน ม.1 สังกัดสพฐ. ปีการศึกษา 2561 มอบตัวไปเมื่อวันที่ 7 เมษายน และวันที่ 8 เมษายน มอบตัวนักเรียนชั้นม.4 ปีนี้สพฐ.ย้ำโรงเรียนประกาศชัดรายชื่อผู้สอบผ่านคัดเลือกตัวจริงพร้อมเงื่อนไขพิเศษ และบัญชีสำรอง พบว่าโรงเรียนที่มีอัตราแข่งขันสูงรับเด็กกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อย บางแห่งรับจำนวนกว่า 100 คน ขณะที่มีบางโรงเรียนไม่ประกาศ ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่มีนักเรียนที่เข้าหลักเกณฑ์ 

 

"แป๊ะเจี๊ยะ"เพิ่งเริ่มต้น แนะจับตาจากนี้ถึงกลางภาคเรียนที่ 1

 

 

          สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การรับนักเรียนในปีนี้ มองภาพรวมต้องยอมรับว่าดำเนินการได้อย่างดี โดยเฉพาะการที่มี ป.ป.ช.ลงมาช่วยวางมาตรการติดตามตรวจสอบระบุชัดเจนว่าการเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน โดยเฉพาะการรับเงินบริจาคถือเป็นเงินสินบน ไม่ใช่เงินบริจาค ซึ่งมีความผิดทางอาญา ซึ่งการที่ใช้มาตรการกฎหมายเข้ามาแทรกซ้อน เป็นการช่วยเหลือกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสพฐ.ในการแก้ไขปัญหาการรับแป๊ะเจี๊ยะ เพราะที่ผ่านทำเรื่องนี้เพียงลำพังและไม่สามารถแก้ไขได้ หรือแม้ที่ผ่านมาผู้บริหารจะมีนโยบายว่าห้ามไม่ให้มีการฝากเด็ก แต่น้ำหนักการเอาจริงเอาจังยังน้อย จนคล้ายเป็นการสมยอมทางนโยบาย ในยุคสมัยนักการเมืองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก
ใช้กฎหมายควบคุมจริงจัง

          “แป๊ะเจี๊ยะเป็นวัฒนธรรมเงียบ เป็นการสมยอมทั้งผู้ให้และผู้รับ ตกลงผลประโยชน์ร่วมกันอย่างลงตัว ที่ผ่านมาทำกันมาต่อเนื่อง กรณีของโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่กลายเป็นข่าวโด่งดัง และถูกจับตามองตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่ง ป.ป.ช.นั้นรู้ข้อมูลตื้นลึกหนาบางปัญหานี้อย่างดี การที่โดดลงมาช่วย ศธ.แก้ปัญหานำมาตรการกฎหมายเข้ามากำกับจริงจังครั้งแรก เชื่อว่าจะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้บริหารโรงเรียนตื่นตัว ระวัง คิดว่าจากนี้ทำอะไรไปมีสิทธิ์ติดคุก เป็นข้อดีที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทย (มท.) กำลังตรวจสอบสมาคมผู้ปกครองด้วยว่าดำเนินการถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่” สมพงษ์ กล่าว

          เฝ้าระวังแป๊ะเจี๊ยะเพิ่งจะเริ่ม
          สมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า หลายคนคิดว่ารับนักเรียนมอบตัวเสร็จก็จบ แต่แท้จริงแล้วสงครามแป๊ะเจี๊ยะเพิ่งจะเริ่มขึ้น ต้องเฝ้าระวังและจับตากันนับแต่ตอนนี้ไปจนถึงเปิดเรียนกลางภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 มีเด็กแทรกเข้ามาหรือไม่ หรือย้ายถิ่นเข้ามาใหม่หรือไม่ ซึ่งถ้ามีก็ต้องมีเหตุผลชัดเจนอธิบายได้

          ช่องโหว่เงื่อนไขพิเศษ
          ทุกวันนี้มีการอาศัยช่องโหว่การรับนักเรียน การรับในเงื่อนไขพิเศษดังกล่าว นำเด็กแทรกเข้ามา เป็นช่องทางที่อาจจะทำให้มีการระดมทรัพยากร อย่างไรก็ตาม ถ้าจะรับเงื่อนไขพิเศษก็ต้องกำหนดให้ชัด อย่าให้มีช่องโหว่ อธิบายที่มาที่ไปได้ มีธรรมาภิบาล

          “ทุกข้อในของการรับเงื่อนไขพิเศษล้วนเปิดช่อง เช่น กำหนดให้นักเรียนที่ทำคะแนนสอบคัดเลือกเท่ากันในลำดับสุดท้าย แต่หากหลังประกาศมีการปรับคะแนนผลจะเป็นไร หรือนักเรียนที่อยู่ในความอนุเคราะห์ของผู้บริจาคที่ดินเพื่อจัดตั้งโรงเรียน คำถามคือเป็นลูกหลานโดยตรงของผู้บริจาคหรือไม่ ซึ่งในอดีตมีการรับลูกหลานเพื่อตอบแทนพระคุณที่บริจาคให้โรงเรียน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นอีกช่องทางที่ทำให้มีการระดมทรัพยากร ปีนี้ ยอดอาจจะลดลงประมาณ 20-25% เพราะมีมาตรการป้องปรามที่เข้มข้นขึ้น และเชื่อว่าทุกคนจะเลือกบริจาคให้ถูกต้องและเป็นการบริจาคโดยความสมัครใจ” สมพงษ์ ระบุ

          มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์  เลขาธิการมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (มตช.) กล่าวว่า ในปีนี้การรับนักเรียนมีการใช้มาตรการที่เข้มข้น โดย ป.ป.ช.ลงมาร่วมตรวจสอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าการทุจริตคอรัปชั่น หรือการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะจะไม่มี เพราะตราบใดที่ยังไม่ยกเลิกเงื่อนไขพิเศษทั้ง 7 ข้อ รวมถึงไม่แก้ไขข้อกำหนดการรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ จากที่กำหนดว่าต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน 2 ปี เปลี่ยนมาต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตั้งแต่แรกเกิดนั้น ทั้ง 2 ช่องทางนี้ยังเป็นช่องโหว่ให้มีการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะได้ อย่างไรก็ตาม ในการรับนักเรียนปีนี้ยังคงมีแป๊ะเจี๊ยะแน่นอน เพียงแต่จะทำได้ยากกว่าเดิม และช่องทางของเงินจะไม่ได้ไหลเข้าสู่โรงเรียนแบบที่ผ่านมา

 

 

"แป๊ะเจี๊ยะ"เพิ่งเริ่มต้น แนะจับตาจากนี้ถึงกลางภาคเรียนที่ 1

 

 

 

          ยอดเงินสะพัด3หมื่นล้าน
          “ปีนี้ยอดเงินแป๊ะเจี๊ยะสะพัดไม่ต่างจากเดิม ประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท และจะมาผ่านทาง 7 เงื่อนไขพิเศษเหล่านี้ โดยเฉพาะข้อที่ระบุว่าบุตรผู้ทำคุณประโยชน์ ซึ่งการประกาศแค่ชื่อแต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าบุตรของใคร ทำประโยชน์ใด และเมื่อปีนี้มีการตรวจสอบเข้มขึ้น การฝากจะยากขึ้นอาจจะทำให้ต้องจ่ายเพิ่มมากเป็น 2 เท่า เช่น จากเดิมจ่าย 2 แสนบาทต้องเพิ่มเป็น 4 แสนบาท และเงินเหล่านี้จะไม่เข้าสู่โรงเรียนตรงๆ แต่จะไหลไปสู่เส้นทางอื่นแทน” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

          ทั้งนี้ มีข้อมูลจากสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม(สวส.) พบว่าในปีการศึกษา 2558 มีเงินแป๊ะเจี๊ยะสะพัดกว่า 35,000 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของโรงเรียนรัฐ 20,000 ล้านบาท และโรงเรียนเอกชน 15,000 ล้านบาท

          จี้ยกเลิกเงื่อนไข7ข้อ
          คมเทพ ประภายนต์ อุปนายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ กล่าวว่า สมาคมติดตามและจับตาการดำเนินการรับนักเรียน โดยเฉพาะปัญหาการเรียกเก็บแป๊ะเจี๊ยะที่ได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองมาตลอด โดยเฉพาะการรับนักเรียนในเงื่อนไขพิเศษ 7 ข้อ เป็นการรับนักเรียนที่ผิดประเภทและเป็นช่องว่างที่ทำให้มีการเรียกแป๊ะเจี๊ยะได้

          ที่ผ่านมา สมาคมได้เสนอให้ยกเลิกการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ ให้มีการรับนักเรียนโดยปกติ สอบแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ไม่ต้องให้สิทธิพิเศษแก่ใคร ถึงจะเป็นลูกของครูในโรงเรียนก็ต้องมาเข้าตามกระบวนการปกติ เพราะในความเป็นจริงโรงเรียนทั้งระบบที่มีอยู่มีที่นั่งเพียงพอที่จะรับเด็กได้ ซึ่งการรับนักเรียนในปีนี้ค่อนข้างเห็นภาพการตรวจสอบที่ชัดเจนโดยหลายองค์กรทำงานร่วมกัน การดำเนินการใดๆ ต้องระมัดระวัง เพราะกลัวการตรวจสอบ และกรณีของโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งตัวอย่าง เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู

          สำหรับการแก้ไขปัญหาแป๊ะเจี๊ยะ การยกเลิกรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ การเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา สมาคมได้ยื่นข้อเสนอไปให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนคณะกรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) พิจารณาดำเนินการแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้อง

          แนะจับตาเด็กพลาดร.ร.ดัง
          "ผมเคยเป็นกรรมการตรวจรับนักเรียนในปีการศึกษา 2554 ยืนยันได้ว่าโรงเรียนมีที่นั่งพอในการรับเด็ก ยิ่งเวลานี้เด็กเกิดลดลงจำนวนเด็กสมัครเข้าเรียนก็ลดลงตาม ที่ผ่านมาการรับนักเรียนปีการศึกษา 2560 กำหนดรับนักเรียนม.1, ม.4 อยู่ที่ 40 คนต่อห้อง แต่ถ้าจำเป็นรับไม่เกิน 50 คนต่อห้อง ซึ่งการขอขยายทำแบบรูปแบบปิดให้อำนาจแก่ผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ ส่วนที่เพิ่มคือลำดับที่ 41-50 ส่วนใหญ่ได้รับร้องเรียนว่าพ่อแม่ต้องจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ มาปีนี้ สพฐ.โหลดจำนวนเด็กลดลง 40 คนต่อห้องโดยเฉพาะ ม.1 ต้องจับตาว่าจำนวนที่เกินและพลาดหวังไม่ได้เข้าเรียนโรงเรียนดังๆ เป็นอย่างไร” นายคมเทพ กล่าว

 

 

 

 

"แป๊ะเจี๊ยะ"เพิ่งเริ่มต้น แนะจับตาจากนี้ถึงกลางภาคเรียนที่ 1