คอลัมนิสต์

"คนรุ่นใหม่" ใน "พรรคเก่า" 

"คนรุ่นใหม่" ใน "พรรคเก่า" 

07 เม.ย. 2561

เมื่อ"เลือดใหม่"กลายเป็นกระแสทางการเมือง"ประชาธิปัตย์"พรรคเก่าแก่ก็มี"รุ่นใหม่"มานำเสนอเช่นกัน แต่คนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนแปลงพรรคเก่าที่มีวัฒนธรรมเข้มแข็งได้หรือไม่

 

          “พรรคประชาธิปัตย์” จัดงานทำบุญครบรอบปีที่ 72 ย่างเข้าสู่ปีที่ 73 ไปเมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกอย่าง เคยเป็นทั้งพระเอกและผู้ร้าย บางครั้งเป็นเทพบางครั้งเป็นมาร

          แต่มาถึงวันนี้ความเชื่อถือในพรรคถูกสั่นคลอนอย่างสูงจากท่าทีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ประชาธิปัตย์เคยอยู่ในสถานะคู่แข่งกับพรรคอันดับหนึ่งที่เปลี่ยนชื่อมาเรื่อยๆ จากอุบัติเหตุทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น “ไทยรักไทย” “พลังประชาชน” และ “เพื่อไทย” โดยประชาธิปัตย์ก็ได้เปลี่ยนผู้นำมาไม่ว่าจะเป็น “บัญญัติ บรรทัดฐาน” หรือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือยังไม่สามารถเอาชนะอีกขั้วการเมืองในการเลือกตั้งเลยได้แม้แต่ครั้งเดียว

          จนเกิดวิกฤติความแตกแยกของคนในชาติและการก้าวเข้ามาสู่อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่นำโดย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ต้องทำให้ประชาธิปัตย์ย้อนกลับมาทบทวนตัวเองอีกรอบว่ายังเป็นทางเลือกของประชาชนอีกหรือไม่ นั่นเพราะฐานคะแนนนิยมของประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งนั้นย้ายไปที่ “พล.อ.ประยุทธ์” พร้อมทั้งเชื่อว่าประชาธิปัตย์ไม่ใช่ทางเลือกของพวกเขาอีกต่อไป

 

"คนรุ่นใหม่" ใน "พรรคเก่า" 

 

          หลายคนตั้งคำถามกับประชาธิปัตย์มากขึ้นและเชื่อว่าระบอบที่ คสช.กำลังดำรงอยู่นั้นเหมาะสมที่สุด และโยนความผิดว่าที่ผ่านมาเป็นเพราะนักการเมือง  ขณะที่อีกฝ่ายย่อมมองว่าประชาธิปัตย์เป็นปัญหากับระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากไม่ยอมสู้ในหนทางปกติ แต่เลือกที่จะลงถนนพร้อม “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในนาม กปปส. ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นการเปิดประตูให้เผด็จการทหารก้าวเข้ามาสู่อำนาจได้

          จนถึงวันนี้ดูเหมือนความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่กระเตื้อง แถมยังมีตัวเลือกจากพรรคอื่นที่จับจุดว่าคนในปัจจุบันเบื่อนักการเมืองแบบเก่าๆ คนรุ่นใหม่วัยหนุ่มจึงก้าวลงสู่สนามการเมืองในทันทีที่คสช. เปิดโอกาสให้การเมืองเริ่มขยับ แน่นอนว่าพรรคการเมืองเก่าหลายๆ พรรคก็เข้าใจสถานการณ์เช่นว่าและเลือกใช้มุมนี้เป็นจุดขายในการเลือกตั้งครั้งหน้าเช่นกัน

          ประชาธิปัตย์เองจึงต้องหาจุดขายใหม่ แทนแบบเดิมที่ขายไม่ออกอีกต่อไป โดยเขาก็เลือกแนวทางหา “เลือดใหม่” มาเป็นตัวชูโรงเพื่อลบภาพแบบเดิมๆ และก็ได้ “ไอติม" พริษฐ์ วัชรสินธุ เด็กหนุ่มวัยเบญจเพส ดีกรีนักเรียนนอก จบปริญญาโทด้านปรัชญาเศรษฐศาสตร์การเมืองของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และนอกจากโพรไฟล์ที่อยู่ในระดับ A+ แล้วเขายังมีแต้มต่อด้วยการเป็นหลานชายของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี

          ด้วยหน้าตาที่คล้ายกัน รวมถึงประวัติด้านการศึกษาทำให้หลายคนอดเปรียบเทียบกับ “อภิสิทธิ์” ไม่ได้ และมองว่าหนุ่มคนนี้จะมีโอกาสไปได้ไกลขนาดไหนในทางการเมือง

          ที่ผ่านมาทันทีที่เปิดตัวเขาก็ได้รับเชิญไปแสดงวิสัยทัศน์ในหลายๆเวที “พริษฐ์” บอก “ทีมข่าวคม ชัด ลึก” ว่าอนาคตประเทศไทยที่เขาต้องการเห็นคือการให้ไทยเป็นประเทศ “เสรีนิยมประชาธิปไตย” และต้องการลดความเหลื่อมล้ำที่มีในสังคม

          นอกจากนี้มุมมองหลายอย่างของเขาทั้งต่อ “ประชาธิปัตย์” และต่อสภาพโครงสร้างของประเทศไทย เขาเห็นว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน 

          แต่คำถามหลักคือ เขาจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร เพราะทั้งประเทศไทยและประชาธิปัตย์เรียกว่ามีโครงสร้างทางอำนาจที่เข้มแข็งและไม่ค่อยยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง รวมถึงสถาพของประชาธิปัตย์ในขณะนี้เองนั้นก็ไม่ต่างจากคน “เมาหมัด” ไม่ได้เป็นความหวังอีกต่อไปอันสืบเนื่องจากการกระทำที่ผ่านมา

          เรื่องนี้ “พริษฐ์” ยอมรับตรงๆ ว่า “5-10 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนตั้งคำถามว่าพรรคนี้หนักแน่นในประชาธิปไตยจริงไหม ผมก็เป็นคนที่ตั้งคำถามเรื่องนี้" 

          "ผมเปลี่ยนอดีตไม่ได้”

          “แต่ผมเห็นว่าพรรคนี้มีความเชื่อมั่นในหลักการเสรีนิยมประชาธิปไตยเป็นจุดยืนที่เคยมีมาก่อน คือมุมมองในอดีตมองได้หลายๆ อย่าง คนรุ่นก่อนมองว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นหนักแน่นในประชาธิปไตย แต่ผมเข้าใจว่าในเรื่องประท้วง กปปส. ทำให้หลายๆคนตั้งคำถามต่อเรื่องนี้ เพราะมีแกนนำหลายๆ คนที่เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะเรียกว่าเปลี่ยน ปรับ หรือต่อยอด ก็เป็นเรื่องของอดีต แต่สิ่งที่ผมมั่นใจคือพรรคประชาธิปัตย์จะหนักแน่นในเรื่องนี้”

          ส่วนจะทำได้หรือไม่ “พริษฐ์” แสดงความมั่นใจโดยระบุว่า “ซึ่งเรื่องเหล่านี้ผมทำคนเดียวไม่ได้ การที่พรรคให้ผมกล้าที่จะพูดแบบนี้ ไม่ใช่ผมคนเดียวที่พูดแนวๆ นี้ แต่มีคนหน้าใหม่อยากจะช่วยปรับเปลี่ยนพรรคประชาธิปัตย์ด้วย รวมถึงคนรุ่นเก่าก็มีความต้องการแบบเดียวกัน คนสองรุ่นช่วยกันปรับเปลี่ยนกันไป ซึ่งผมมองว่านี่คือบททดสอบที่ดี เพราะว่าการที่คนเป็นรุ่นใหม่ ทำงานกับคนเก่า มีประโยชน์สองอย่างคือ อย่างแรกการที่อยากให้คนรุ่นก่อนฟังเรา เราก็ต้องฟังเขาก่อน เพราะเขาก็มีเหตุผลของเขา ผมว่าก็ช่วยเปิดมุมมองอีกด้านเหมือนกัน”

          นี่คือภาพที่นักการเมืองหน้าใหม่ของพรรประชาธิปัตย์หวังจะให้เกิด  เพราะวันนี้กระแสหน้าใหม่นั้นแรงเหลือเกิน

 

"คนรุ่นใหม่" ใน "พรรคเก่า" 

 

          แต่สิ่งที่ยากจะปฏิเสธก็คือ “ประชาธิปัตย์” เป็นพรรคที่ถูกเรียกว่าเป็นพรรคอนุรักษนิยมค่อนข้างสูง และมีผู้อาวุโสจำนวนมาก และคนที่กุมความเปลี่ยนแปลงภายในพรรคยังคงเป็นผู้อาวุโส ที่มีฐานทางการเมืองในมืออยูามาก การปรับเปลี่ยนวิธีคิดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย   ที่ผ่านมาใช่ว่าจะไม่มีคนอยากเปลี่ยนแต่ด้วยวัฒนธรรมองค์กร และ “นโยบายแฝง” ของพรรคทำให้ทุกอย่างไม่สามารถทำได้

          ทุกครั้งที่จะมีการเปลี่ยนแปลงมักจะได้รับการต่อต้านอย่างสูง  หากที่ผ่านมาพรรคเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ เราคงไม่เห็น ส.ส. จำนวนหนึ่งทยอยออกจากพรรคเรื่อยๆตั้งแต่อดีต  หรือเราคงไม่เห็นการกระทำหลายๆ อย่างที่ดูขัดหูขัดตาออกมาจากพรรคแห่งนี้ และเราคงไม่เห็นคนรุ่นใหม่รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเก่าของประชาธิปัตย์

          ขณะที่ประเด็นที่คนรุ่นใหม่ถูกใจนั้นดูเหมือนจะอยู่ห่างจากจุดยืนของพรรคเก่าแห่งนี้พอสมควร 

          อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว “ประชาธิปัตย์” เองดูเหมือนจะยอมรับว่าหากต้องการมีที่ยืนในการเมืองต่อไปจำต้องยืนประจันหน้ากับระบอบปัจจุบัน เราจึงเห็นการแสดงออกอย่างสอดประสานกันทั้งจากระดับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”  ที่บอกว่า “ใครจะอยู่กับพรรคต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรคเท่านั้น” หรือระดับตำนานอาวุโสอย่าง “ชวน หลีกภัย” ก็ออกมาร่ายมนต์มีดโกนกรีด คสช. เรื่องวันเลือกตั้งอย่างมีชั้นเชิงแต่ชัดเจน 

          ทำให้หลายคนมองว่าประชาธิปัตย์กำลังจะเปลี่ยนเพื่อกลับมายืนบนหลักการอีกครั้งหรือไม่  ยามที่ต้องเข้าสู่ภาวะวิกฤติ  

          แต่เอาจริงๆ แล้วเรื่องนี้ยังยาวไกลยิ่งนักที่จะฟันธงได้ เพราะทั้ง “ไอติม-อภิสิทธิ์-ชวน” ต้องบอกว่าอยู่บนสายทางเดียวกัน แต่ยังมีประชาธิปัตย์อีกกลุ่มที่มองไม่เหมือนกันและกำลังหาทางแย่งชิงบทบาทในการนำ โดยด่านแรกที่ต้องผ่านคือการเลือก “กรรมการบริหารพรรคใหม่”  ที่ก็ไม่แน่อำนาจการตัดสินใจจะเปลี่ยนทางอีกหรือไม่ และอีกด่านที่ต้องคอยดูคือวันที่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากพวกเขาไม่ชนะเลือกตั้งจะทำอย่างไร หรือหากมีคนส่งเทียบเชิญมาร่วมรัฐบาลที่ถูกตั้งคำถามท่าทีพวกเขาจะเป็นแบบไหน

          คนรุ่นใหม่ ในพรรคเก่าแก่ จะเป็นเพียงจุดขายยามยากเพื่อชิงคะแนน หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนจริงๆ ของประชาธิปัตย์ ยังคงต้องรอคำตอบ

 

"คนรุ่นใหม่" ใน "พรรคเก่า" 

 

"คนรุ่นใหม่" ใน "พรรคเก่า" 

 

"คนรุ่นใหม่" ใน "พรรคเก่า" 

 

"คนรุ่นใหม่" ใน "พรรคเก่า" 

 

"คนรุ่นใหม่" ใน "พรรคเก่า"