
ส่องมาตรการเข้ม7วันอันตราย พิทักษ์ทุกชีวิตฉลองสงกรานต์
ส่องมาตรการเข้ม7วันอันตราย พิทักษ์ทุกชีวิตฉลองสงกรานต์ : โดย... ทีมข่าวอาชญากรรม
“อุบัติเหตุ” นำมาซึ่งการบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือความพิการ แน่นอนว่าไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเอง และคนในครอบครัว หรือแม้แต่คนรู้จัก โดยสถิติที่ผ่านมาพบว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เมื่อเหตุที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น แต่ละวินาทีที่ผ่านไปอาจหมายถึงชีวิต หรือวิกฤติ “นาทีเป็น นาทีตาย”
เพื่อเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงการดูแลรักษาผู้ประสบอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 7 วันอันตรายที่ใกล้จะมาถึงนี้ หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้มีการซักซ้อมแผน กำหนดมาตรการดูแลต่างๆสำหรับ “พิทักษ์ชีวิตคนบนท้องถนน” เนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง นอกจากเกิดขึ้นจากปัจจัยแวดล้อมที่เราไม่สามารถควบคุมได้แล้ว ยังอาจเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมของตัวผู้ขับขี่เอง
เมื่อเกิดอุบัติเหตุสิ่งสำคัญในการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ คือ ความปลอดภัย รถพยาบาลฉุกเฉินทุกคันจึงต้องมีแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน พร้อมด้วยอุปกรณ์ตามมาตรฐานการช่วยชีวิตขั้นสูง อาทิ เครื่องติดตามสัญญาณชีพ และเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ, เครื่องช่วยหายใจ, เครื่องควบคุมการให้ยา และสารน้ ,เครื่องดูดเสมหะสำหรับดูแลผู้ป่วย เป็นต้น ความเพียบพร้อมของอุปกรณ์ทางการแพทย์ และทีมแพทย์ ทำให้รถพยาบาลเป็นเหมือนไอซียูเคลื่อนที่ รวมถึงการเคลื่อนย้ายทางอากาศ เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บาดเจ็บได้ทันเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด โดยมุ่งหวังให้ผู้ประสบอุบัติเหตุปลอดภัยที่สุด
ด้วยเหตุนี้ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน หรือ สพฉ. พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ได้จัดอบรมฝึกซ้อมแผนป้องกันอุบัติเหตุ และแผนรับมือช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะบนทางพิเศษ หรือทางด่วน ที่บางครั้งอาจต้องเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บทางอากาศยาน โดยอากาศยาน หรือ “เฮลิคอปเตอร์กู้ชีพ” ถูกนำมาใช้สำหรับลำเลียงผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ที่การเดินทางด้วยรถยนต์ทำได้ยากลำบาก เพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดพ้นภาวะวิกฤติของผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบัน สพฉ.ได้นำวิธีการช่วยเหลือผู้ป่วยวิธีนี้มาปรับใช้ในหลายสถานการณ์ เช่น อุบัติเหตุบนทางพิเศษ โดยประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคเอกชน
นพ.สมมาตร สมศิริ ผู้ช่วยอำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพ หนึ่งในตัวแทนที่เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ อธิบายถึงกระบวนการว่า การซักซ้อมแผนเพื่อให้เข้าใจขั้นตอนและการแบ่งหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และส่วนสนับสนุน โดยเฉพาะให้มีความเข้าใจในการทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยทางอากาศยาน รวมทั้งการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล ซึ่งนอกเหนือจากการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว ยังสามารถส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้าดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ด้วย
หากดูจากสถิติ 7 วันอันตรายเทศกาลสงกรานต์ปี 2560 ที่ผ่านมา โดยนับเฉพาะวันที่ 11-17 เมษายน พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 3,690 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 390 ราย แยกเป็น เสียชีวิตที่จุดเกิดเหตุ 198 ราย เสียชีวิตที่โรงพยาบาล 171 ราย และระหว่างนำส่งโรงพยาบาล 21 ราย ส่วนสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ขับรถเร็ว เมาแล้วขับ และทัศนวิสัยไม่ดี สำหรับประเภทรถที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ รถจักรยานยนต์ รถปิกอัพ รถเก๋ง ดังนั้นในปีนี้จึงมีเป้าหมายให้อุบัติเหตุคนเจ็บคนตายลดลงให้ได้
ขณะที่สถานีวิทยุ สวพ. เอฟเอ็ม 91 ก็ได้จับมือ ทิพยประกันภัย ร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ในโครงการ “ทิพยเตือนภัยห่วงใยทุกชีวิตในสังคม” ซึ่งมี ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด(มหาชน) พร้อมด้วย ดร.ไจตนย์ ศรีวังพล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถานีวิทยุ สวพ. เอฟเอ็ม 91 ร่วมเปิดตัวโครงการ และเชิญชวนให้ผู้ที่พบเห็นอุบัติเหตุ, จุดเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ร่วมกันแจ้งเหตุผ่านทางสถานีวิทยุ สวพ. เอฟเอ็ม 91 และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ ให้หลีกเลี่ยงบริเวณดังกล่าว เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน และการเกิดปัญหาการจราจร ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
ดร.สมพร บอกว่า สิ่งหนึ่งที่ให้ความสำคัญมาก นั่นคือความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน เทศกาลสงกรานต์ เป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยว โครงการนี้จะทำหน้าที่เหมือน “เครือข่ายเตือนภัย” ให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนให้หลีกเลี่ยงบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุได้อย่างทันท่วงที โดยเมื่อประชาชนไปพบอุบัติเหตุ หรือจุดเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ถนนชำรุด หรือสิ่งกีดขวางการจราจร ก็สามารถโทรเข้ามาแจ้งทางรายการ เพื่อให้ประชาชนที่ร่วมรับฟังรายการหรือติดตามผ่านทางช่องทางโซเชียลมีเดีย ได้ระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงเส้นทางนั้นๆ ลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ที่จะนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนเป็นการช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันได้
นอกจากนี้ ยังได้จัดหน่วย “หนุมานทิพยจิตอาสา บรรเทาภัยเพื่อประชาชน” เพื่อออกให้บริการประชาชน กรณีรถเสีย ยางแตก ความร้อนขึ้น โดยจะมีช่างซ่อมที่มีความเชี่ยวชาญประจำอยู่คอยให้ความช่วยเหลือให้ฟรี ช่วยอำนวยการจราจร กรณีที่มีอุบัติเหตุบนผิวการจราจรเพื่อลดการเกิดเหตุซ้ำซ้อน ตลอดจนมอบน้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น (ในช่วง 7 วันอันตราย) บนถนนสายเอเชีย ตั้งแต่ รังสิต-จ.สิงห์บุรี และสายพหลโยธิน มิตรภาพ ตั้งแต่ รังสิต-ลำตะคอง
ด้าน ดร.ไจตนย์ อธิบายว่า จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการตายจากการบาดเจ็บบนท้องถนนของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 2 ของโลก และจากการประสานงานให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยจากรถ ในรายการข่าวจราจรสวพ. เอฟเอ็ม 91 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลทั้งปีใหม่ที่ผ่านมา และสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งมีประชาชนเดินทางหนาแน่นกว่าปกติ ต้องยอมรับว่า เรื่องของอุบัติเหตุ ยังได้รับการแจ้งเป็นอันดับต้นๆ รวมทั้งเรื่องการขอความช่วยเหลือ รถจอดเสีย รถยางแตก ฯลฯ ซึ่งเห็นว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งกับโครงการดังกล่าวเพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุได้อย่างแน่นอน โดยสามารถโทรแจ้งเหตุหมายเลข 1644 โทรฟรีทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง แฟนเพจ : FM91TRAFFICPRO, Twitter : @FM91TRAFFICPRO, Application FM91 TRAFFICPRO (เฉพาะระบบแอนดรอยด์), www.fm91bkk.com
ฟากฝ่ายตำรวจก็งัดกฎเหล็กห้ามรถบรรทุกสิบล้อขึ้นไปวิ่งช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อบรรเทาและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่ประชาชนที่หลั่งไหลเดินทาง โดยคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณรถมากถึง 10 ล้านคันที่จะเดินทางตามถนนสายหลักไปยังภูมิภาคต่างๆ ของไทย ซึ่งช่วง 7 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน จะใช้คำสั่งเจ้าพนักงานการจราจร ห้ามเดินรถบางประเภทวิ่งบางเส้นทาง โดยเฉพาะเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ ถนนมิตรภาพ, ถนนสาย 304 กบินทร์บุรี มุ่งหน้าปักธงชัย และ ถนนสาย 348 เส้นทางอรัญประเทศ มุ่งหน้า จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่การจราจรหนาแน่นมากที่สุด ผิวการจราจรแคบ และอยู่ระหว่างซ่อมสร้าง
พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผบก.ส.3 ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จากการประเมินของคณะทำงาน คาดว่าจะมีรถวิ่งกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ประมาณ 10 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเทศกาลปีใหม่ประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาหลักเกิดจากถนนลำตะคอง ถนนมอเตอร์เวย์ มีการก่อสร้าง และคืนผิวทางได้แค่ 2 ช่องทางจราจร มีการสร้างอุโมงค์ลอด ยังไม่สามารถคืนเส้นทางได้หมด อีกเส้นทางคือถนนสาย 348 เป็นถนนที่ค่อนข้างเล็ก แต่เป็นเส้นทางที่พี่น้องประชาชนใช้เดินทางกลับทางอีสานใต้ คณะทำงานพิจารณาว่าจะทำอย่างไรถึงจะช่วยให้การเดินทางกลับภูมิลำเนาได้รวดเร็วที่สุด จึงมีคำสั่งห้ามรถยนต์บรรทุก 10 ล้อขึ้นไป ห้ามวิ่งในเส้นทาง 3 สายดังกล่าว ยกเว้นรถบรรทุกประเภท บรรทุกน้ำมัน บรรทุกพืชผักผลไม้ บรรทุกอาหารทะเล สามารถวิ่งได้เป็นกรณีพิเศษ โดยมอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว นครราชสีมา บุรีรัมย์ เป็นผู้พิจารณาเป็นรายๆ ไป ผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นจะต้องขับรถบรรทุกเกิน 10 ล้อในช่วงเวลาดังกล่าว ให้นำสำเนาทะเบียนรถ ไปยื่นคำร้องแสดงความจำนงได้ที่สถานีตำรวจภูธรใน 5 จังหวัดข้างต้น
“หากใช้มาตรการอย่างเข้มงวด จะสามารถลดจำนวนรถสิบล้อได้ถึง 2,500 คัน จากเดิมที่มี 5,000 คันต่อวัน โดยมาตรการดังกล่าว สืบเนื่องจากผู้บังคับบัญชาต้องการให้ลดระยะเวลาการเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปนครราชสีมา ให้ได้ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง ส่วนกรณีนั่งท้ายรถกระบะกลับภูมิลำเนา มอบให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานจราจร หากมีคนนั่งจำนวนไม่มาก และระยะทางไม่ไกล ตำรวจจะตักเตือน ให้คำแนะนำ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย แต่ถ้ามีการบรรทุกจำนวนคนมาก และมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ตำรวจจำเป็นต้องใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เช่น ห้ามหย่อนขา ห้ามเปิดท้ายกระบะ ห้ามนั่งบนกระบะ เป็นต้น ส่วนการเล่นน้ำสงกรานต์ ห้ามรถบรรทุกน้ำเล่นบนถนน จะมีพื้นที่ให้เล่นน้ำเฉพาะที่ทางจังหวัดกำหนดให้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีมาตรการเข้มข้นเกี่ยวกับการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด นอกจากจะตรวจวัดแอลกอฮอล์แล้วยังต้องตรวจค้นยาเสพติดอย่างเข้มข้นด้วย หากพบผู้ขับขี่เมาแล้วขับจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดไม่ละเว้น” พล.ต.ต.เอกรักษ์ ยืนยัน
ทั้งนี้ มีหลักปฏิบัติลดอุบัติเหตุในการเดินทางง่ายๆ ดังนี้ 1.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง หรือสวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง 2.ควรหยุดพักรถเป็นระยะ หากต้องเดินทางไกล 3.เคารพกฎจราจร ไม่ฝ่าไฟแดง ไม่ขับรถย้อนศร 4.เตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการง่วงหรือหลับใน 5.เมาไม่ขับ 6.ไม่ขับรถเร็ว และ 7.งดการใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่
อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด นอกจากการรับมือและป้องกันอุบัติเหตุที่หลายๆ หน่วยงานได้ร่วมมือกันแล้ว ผู้ขับขี่เองก็ต้องป้องกันตนเองด้วยเช่นเดียวกัน ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เตรียมความพร้อมของตนเอง เพียงเท่านี้เราทุกคนก็จะเดินทางกลับบ้านหรือไปท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขตลอดวันหยุดยาว



